ที่เคยพร่ำบอกผู้คนที่สนใจ คณะที่มาศึกษาดูงาน และเพื่อนบ้านทั้งหลาย ตลอดจนเขียนเล่าไว้ในเว๊บไซต์โกทูโนว์อย่างต่อเนื่อง เป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขาน สู้งานในภาคปฏิบัติไม่ได้เลย

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

          เกษียณแล้วไม่อยากเอ่ยอ้างคำว่า..ไม่มีเวลา..แม้ว่าจะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆก็ตาม เลี่ยงไปใช้คำว่าแบ่งเวลาดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า

          ไม่น่าเชื่อว่า..ชีวิต..ที่บริหารจัดการเวลามาโดยตลอด มาถึงวันนี้ก็ยังคลุกคลีตีโมง วนเวียนอยู่กับเวลา ที่ต้องแบ่งสันปันส่วน สร้างสรรค์และขยันอยู่เสมอ

          ไม่ได้คาดหวังไกลเพื่อไปให้ถึงดวงดาวแห่งความสำเร็จ ขออยู่กับสิ่งที่รักในปัจจุบัน สำคัญที่สุด

          จึงคิดถึงโคกหนองนาขึ้นมาทันที ตั้งใจว่าจะซื้อกาบมะพร้าวในตลาด ที่เขาหั่นใส่กระสอบขาย ผมจะนำมาทำปุ๋ยเป็นชั้นๆ โดยมีมูลวัวเป็นตัวย่อยสลาย รดน้ำ ๓ - ๕ วัน ก็นำออกมาใช้ได้แล้ว

          ปรากฎว่ากาบมะพร้าวขาดตลาด ผมจึงหันไปมองคลองไส้ไก่ ที่เต็มไปด้วยผักตบชวา ก็น่าจะใช้ทดแทนกันได้เหมือนกัน คงต้องรอคนงานพม่า(ซอร์และคณะ) มาขุดลอกในสัปดาห์หน้า

          ทิ้งงานในโคกหนองนาไว้ก่อนจะดีกว่า ตอนนี้สภาพสวนครัวหลังบ้าน ในพื้นที่ ๑๐๐ ตารางวา ทำท่าจะเอาไม่อยู่เสียแล้ว ทั้งผลผลิตและพงหญ้า พัฒนางอกงามแข่งกันดีจริงๆ

          ผมไม่รอให้ฟ้าเปิด มันจะร้อนแดดแล้วทำงานไม่ได้ ลงมือเก็บเกี่ยวตั้งแต่เช้า เก็บคือเก็บผักมาต้มยำทำแกง ทั้งมะเขือ ผักบุ้ง กะเพรา โหระพา และผักกวางตุ้ง 

          เกี่ยวคือเกี่ยวหญ้าด้วยเคียว เศษหญ้านำไปไว้ที่โคนไม้ เวลาใช้เคียวเกี่ยวหญ้าต้องระมัดระวังตั้งสติ เพราะฟังเพลงเคียวเกี่ยวใจเพลินๆ อาจจะเผลอจนเคียวเกี่ยวเอานิ้วมือตัวเองเข้าให้คงไม่ดีแน่

          ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสวนครัวอันน้อยนิดผลผลิตจึงดีเกินคาด ก็เพราะว่าดินที่นำมาถม ผมห่มด้วยฟางอยู่หลายเดือน โรยบางๆด้วยปุ๋ยหมักและเวลาปลูกผัก ผมก็ใช้น้ำส้มควันไม้เข้าไปช่วยเป็นภูมิคุ้มกัน

          ๒ - ๓ เดือนที่ผ่านมา ปุ๋ยใบไม้ที่โคกหนองนาหลายกระสอบ ยังต้องใช้เวลาหมักอีกสักพัก ผมก็เลยต้องใช้ดินดำ ๘ ถุงร้อย เข้ามาช่วยในกระบวนการเพาะเมล็ดและรองพื้นในแปลงผัก นี่คือหลักการง่ายๆขั้นพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงของผม

          ในเรื่องราวของเศรษฐกิจพอเพียงที่หล่อเลี้ยงและเรียนรู้มาตั้งแต่อยู่ในรั้วโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ดูอยู่ให้ชุมชนเห็น เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าคำพูดมาตลอด 

         ดูเหมือนจะได้พิสูจน์ตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมหรือเชิงประจักษ์ว่าทำได้จริง ที่โคกหนองนาสวนป่าเพชรสุวรรณ แล้วก็สวนครัวรั้วข้างบ้านของผมในทุ่งดินดำรีสอร์ต

          ที่เคยพร่ำบอกผู้คนที่สนใจ คณะที่มาศึกษาดูงาน และเพื่อนบ้านทั้งหลาย ตลอดจนเขียนเล่าไว้ในเว๊บไซต์โกทูโนว์อย่างต่อเนื่อง เป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขาน สู้งานในภาคปฏิบัติไม่ได้เลย

          แต่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไป ในรุ่นลูกรุ่นหลาน อารยธรรมทางสังคมที่พึลีกพิลั่นกำลังคืบคลานเข้ามา การศึกษาที่มิอาจบ่มเพาะจิตสำนึกได้ทั้งหมด อาจทำให้สิ่งแวดล้อมย่ำแย่ เด็กไทยกำลังเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ งอมืองอเท้าเพื่อรอรับเพียงอย่างเดียว

          คงยังไม่สายถ้าครูไทย หันมาขับเคลื่อนและขับเคี่ยวเรื่องพอเพียง หลบเลี่ยงการท่องจำเสียบ้าง หาลู่ทางออกนอกห้อง เพื่อกิจกรรมเรียนรู้คู่การปฏิบัติครับ

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๗  พฤษภาคม  ๒๕๖๘