ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ค้นพบกลไกสำคัญในสมองที่อาจพลิกความเข้าใจเดิม ๆ เกี่ยวกับ “โดปามีน” สารสื่อประสาทที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยว่าเป็นสารแห่งความสุข แต่แท้จริงแล้ว โดปามีนไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่งสัญญาณเตือนภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สมอง “ลืมความกลัว” ได้โดยตรงอีกด้วย ผลวิจัยล่าสุดนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ซึ่งอาจปูทางไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาใหม่ ๆ สำหรับโรควิตกกังวลและโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ไม่น้อยในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์รุนแรงหรือความสูญเสีย (SciTechDaily)

การค้นพบครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการวิทยาศาสตร์และสุขภาพจิต ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาทราบดีว่า “อะมิกดาลา” (Amygdala) โครงสร้างเล็ก ๆ ในสมอง คือศูนย์กลางของการเรียนรู้และดับความกลัว คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เคยเผชิญวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบระยะยาวจากโควิด-19 ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือความรุนแรง มักต้องรับมือกับความวิตกกังวลที่คอยตามหลอกหลอน หรือฝันร้ายซ้ำ ๆ ความรู้ใหม่เกี่ยวกับกลไกที่สมองใช้ “เลิกกลัว” จึงอาจนำไปสู่แนวทางการบำบัดที่เข้ากับบริบทของคนไทยได้ดียิ่งขึ้น ในยุคที่สังคมไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็ยังต้องเผชิญกับอคติและการตีตราจากคนรอบข้าง (World Health Organization)

งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือของทีมนักประสาทวิทยาจาก Picower Institute for Learning and Memory, ห้องปฏิบัติการ RIKEN-MIT และสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ ได้เจาะลึกการทำงานของวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการ “ลบความกลัว” พบว่าแม้โดปามีนจะโด่งดังเรื่องการสร้างความรู้สึกดี ๆ และการให้รางวัล แต่มันกลับทำหน้าที่สำคัญในการ “ปิดสวิตช์ความกลัว” ทำให้สมองกลับสู่สภาวะปกติและรู้สึกปลอดภัย โดยโดปามีนจะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ประสาทเฉพาะกลุ่มในอะมิกดาลา กลไกนี้ไม่ใช่แค่การกดความกลัวไว้ชั่วคราว แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านความรู้สึกเชิงบวกว่าสถานการณ์นั้นปลอดภัยแล้ว ทำให้สมองสามารถเขียนทับและลดทอนความทรงจำอันเลวร้ายลงได้

กลไกดังกล่าวได้รับการยืนยันผ่านการทดลองในหนู เมื่อหนูถูกวางในสถานการณ์ที่น่ากลัว เช่น การถูกช็อตไฟฟ้าเบา ๆ สมองจะสร้างความทรงจำที่เชื่อมโยงกับความกลัวนั้น แต่เมื่อหยุดการช็อตไฟฟ้า และหนูเริ่มเรียนรู้ว่าสภาพแวดล้อมนั้นปลอดภัยแล้ว สมองจะกระตุ้นเซลล์ประสาทอีกกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ “ความรู้สึกดี” หรือ “รางวัล” ซึ่งเซลล์กลุ่มนี้ตอบสนองต่อสัญญาณโดปามีนโดยตรง เซลล์เหล่านี้เองที่เป็นตัวสร้างความทรงจำใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัย ทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความกลัวค่อย ๆ จางหายไป ทีมวิจัยพบว่าโดปามีนที่หลั่งออกมาจากสมองส่วนลึก (ventral tegmental area: VTA) จะส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาทสองกลุ่มหลักในอะมิกดาลา คือ กลุ่มที่บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับความกลัว และกลุ่มที่บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยเซลล์ที่เกี่ยวกับความรู้สึกดี (รางวัล) จะได้รับสัญญาณโดปามีนที่เข้มข้นกว่า ทำให้สมองค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะ “เลิกกลัว” สถานการณ์เดิมได้สำเร็จ

หนึ่งในนักประสาทวิทยาที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า “เราพบว่าโดปามีนกระตุ้นเซลล์ประสาทในอะมิกดาลาที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดกระบวนการลบล้างความกลัว นี่เป็นหลักฐานที่ชี้ว่าสมองของเราไม่ได้แค่กดความกลัวไว้เฉย ๆ แต่กำลัง ‘เรียนรู้’ ถึงความปลอดภัยใหม่ผ่านระบบการให้รางวัลของมันเอง” ผลการค้นพบนี้อาจนำไปสู่แนวทางการรักษาโรคกลัวและ PTSD ที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม (sciTechDaily article)

การค้นพบนี้ยังเปลี่ยนมุมมองต่อการบำบัดโรควิตกกังวล จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการลดอาการกลัว ไปสู่การฝึกให้สมองเรียนรู้ที่จะรู้สึกปลอดภัยโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการบำบัดทางจิตที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น “การบำบัดด้วยการเผชิญหน้า” (exposure therapy) ซึ่งค่อย ๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญกับสิ่งที่กลัวในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมและปลอดภัย กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการสร้างประสบการณ์เชิงบวกซ้ำ ๆ ให้สมอง จนกระทั่งกลไกความกลัวทำงานลดลงไปเอง (PubMed)

ทีมนักวิจัยของ MIT ยังใช้เทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง “ออปโตเจเนติกส์” (optogenetics) ซึ่งใช้แสงควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาท เพื่อพิสูจน์บทบาทของโดปามีนในอะมิกดาลาได้อย่างแม่นยำ เมื่อพวกเขาลองยับยั้งสัญญาณโดปามีนที่ส่งไปยังเซลล์ประสาทกลุ่มที่เกี่ยวกับความปลอดภัย พบว่าหนูทดลองมีปัญหาในการลบเลือนความกลัว แต่ในทางกลับกัน หากกระตุ้นให้สัญญาณโดปามีนทำงานมากขึ้น จะยิ่งเร่งกระบวนการนี้ ทำให้สัตว์ทดลองกลับมาสงบได้เร็วขึ้น

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและประสาทวิทยาเริ่มมองเห็นโอกาสในการนำกลไกทางชีววิทยานี้มาพัฒนายารูปแบบใหม่ หรือปรับปรุงการบำบัดเชิงพฤติกรรม เพื่อช่วยให้สมองเรียนรู้ความรู้สึกปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงยากล่อมประสาทหรือยาที่กดการทำงานของสมอง ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ปัญหาการเสพติดที่พบได้ในสังคมไทย (UN Office on Drugs and Crime)

ยิ่งไปกว่านั้น การบำบัดที่มีประสิทธิภาพยังต้องคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย ภูมิปัญญาไทยอย่าง “การฝึกสติ” (mindfulness) ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในพุทธศาสนา และกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศ ก็สอดคล้องกับแนวคิดนี้อย่างน่าสนใจ เพราะหัวใจของการฝึกสติคือการได้ “เผชิญหน้า” กับความคิดและอารมณ์ที่เคยเป็นบ่อเกิดของความกลัว ในสภาวะที่ปลอดภัยและเป็นระบบ ซึ่งทุกครั้งที่จิตใจสงบและปล่อยวางได้ สมองก็จะได้รับรางวัลทางเคมีเป็นการตอบแทน ทำให้แนวทางปฏิบัตินี้มีหลักฐานทางประสาทวิทยามารองรับมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “อคติที่สังคมมีต่อปัญหาสุขภาพจิต” ซึ่งหยั่งรากลึกในสังคมไทย หรือโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการรักษาที่ทันสมัย ซึ่งมักกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือเชียงใหม่ สถานพยาบาลและหน่วยงานด้านสุขภาพจิตจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับนักวิชาการด้านสมองและจิตเวชอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้ความรู้ใหม่ ๆ เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนสุขภาพแห่งชาติยุคใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ตระหนักถึงความท้าทายนี้ และเน้นย้ำว่าประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ความขัดแย้งเรื้อรัง คือกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลทางใจอย่างเป็นระบบ แนวโน้มในอนาคตจึงน่าจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกอบรมบุคลากรสาธารณสุขให้สามารถดูแลผู้ป่วยโดยใช้แนวคิด “การสอนสมองให้รู้สึกปลอดภัย” ผ่านกิจกรรมที่สร้างความภาคภูมิใจและมอบประสบการณ์เชิงบวก มากกว่าจะมุ่งจัดการอาการด้วยยาเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ งานวิจัยของทีม MIT ยังเป็นเพียงก้าวแรก และจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อยอดในมนุษย์ต่อไป แม้ว่าวงจรสมองที่พบในสัตว์ทดลองจะมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ยังต้องวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า การพัฒนายาใหม่หรือเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการทำงานของโดปามีนในสมองส่วนอะมิกดาลานั้น สามารถนำมาใช้รักษาโรคกลัวหรือ PTSD ในผู้ป่วยจริง ๆ ได้หรือไม่ ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสถาบันวิจัยจากต่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำผลการวิจัยขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไปสู่การประยุกต์ใช้ทางการแพทย์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Mahidol University)

สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งง่าย ๆ ที่เราทุกคนทำได้คือการหันมาดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการฝึกสติ ใช้เวลาพูดคุยรับฟังและให้กำลังใจกันในครอบครัว รวมถึงลองเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวทีละน้อยในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกปลอดภัย ซึ่งเป็นการฝึกสมองให้ “ปิดสวิตช์ความกลัว” ได้เช่นเดียวกับที่งานวิจัยแนะนำ หากพบว่าตนเองมีอาการวิตกกังวลหรือความทรงจำเลวร้ายจากอดีตมารบกวนชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะปัจจุบันวงการแพทย์ไทยให้ความสำคัญกับการบำบัดที่ผสมผสานทั้งการใช้ยาและกิจกรรมที่เน้น “การเรียนรู้ที่จะรู้สึกปลอดภัย” มากกว่าการ “กดอาการ” ไว้เพียงอย่างเดียวแบบในอดีต

ขณะที่วิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าไขความลับของสมองและอารมณ์ต่อไป “การค้นพบบทบาทใหม่ของโดปามีน” ในครั้งนี้ ก็ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าสมองของมนุษย์ แม้จะเคยผ่านเรื่องราวสะเทือนขวัญมาเพียงใด ก็ยังมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ ฟื้นฟู และกลับมาสงบได้เสมอ หากเพียงเราเข้าใจกลไกของมัน และให้โอกาสสนับสนุนอย่างถูกวิธี

แหล่งข้อมูล: SciTechDaily, Proceedings of the National Academy of Sciences, World Health Organization, UNODC, PubMed, Mahidol University