งานวิจัยทบทวนชิ้นใหม่ล่าสุดช่วยไขความกระจ่างว่า เหตุใดผู้ที่มีภาวะในกลุ่มอาการย้ำคิดย้ำทำ (OCSDs) โรคทิคเรื้อรัง (CTDs) และโรคสมาธิสั้น (ADHD) จึงมักเผชิญปัญหานอนหลับที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจปูทางไปสู่การดูแลรักษาที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Harvard Review of Psychiatry และถูกนำเสนอผ่านสื่อด้านประสาทวิทยาหลายสำนัก ชี้ว่าความผิดปกติของวงจรประสาทสำคัญในสมองที่เรียกว่า “วงจรคอร์ติโค-สไตรเอโท-ทาลามัส-คอร์ติคัล (CSTC)” คือต้นตอร่วมของทั้งอาการทางจิตเวชและปัญหานอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับ หลับยาก หรือปัญหาการนอนอื่น ๆ ที่พบบ่อยในกลุ่มอาการเหล่านี้ Neuroscience News
สำหรับหลายครอบครัวในไทย ปัญหาความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาท เช่น อาการย้ำคิดย้ำทำ กลุ่มอาการทูเร็ตต์ และโรคสมาธิสั้น มักพ่วงมาด้วยปัญหาการนอนไม่หลับคืนแล้วคืนเล่า ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อตัวผู้มีอาการเอง พ่อแม่ พี่น้อง และผู้ดูแล แม้สังคมไทยจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญและดูแลเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น แต่ประเด็นเรื่องการนอนหลับมักถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้ชีวิต อารมณ์ และสุขภาวะโดยรวมของครอบครัว งานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงตอบโจทย์ความต้องการของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ นักเรียน ครู และครอบครัวไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอันซับซ้อนระหว่างกลุ่มอาการทางระบบประสาทกับปัญหาการนอนหลับ Frontiers in Neurology
หัวใจสำคัญของงานศึกษาชิ้นนี้อยู่ที่บทบาทของวงจรประสาท CSTC ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการยับยั้งพฤติกรรม การเคลื่อนไหว และการสร้างนิสัย ในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับวงจร CSTC เช่น OCSDs, CTDs และ ADHD วงจรนี้จะทำงานผิดเพี้ยนไปจากปกติ เนื่องจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทอย่างโดปามีนและกาบา (GABA) ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไมอามีและโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ได้ทบทวนงานวิจัยจำนวนมากและสรุปว่า ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทเหล่านี้ “ส่งผลกระทบแบบสองทาง” กับการนอนหลับ กล่าวคือ เมื่อนอนหลับไม่ดี อาการทางจิตเวชก็จะแย่ลง และในทางกลับกัน อาการเหล่านั้นก็ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาการนอนเลวร้ายลงไปอีก Newswise
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอาการในกลุ่มนี้มักแจ้งว่ามีปัญหานอนไม่หลับ อาการขาอยู่ไม่สุข หรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายขณะนอนหลับ การศึกษาเชิงวัตถุวิสัย (แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก) พบแนวโน้มว่าผู้มีอาการเหล่านี้มักใช้เวลานานกว่าจะหลับ (sleep onset latency) ประสิทธิภาพการนอนหลับต่ำ และมีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองช่วงหลับ (sleep spindles) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความจำและการฟื้นฟูซ่อมแซมสมอง ภาวะการเคลื่อนไหวผิดปกติขณะหลับ เช่น อาการขากระตุกขณะหลับเป็นระยะ (periodic limb movements in sleep) หรืออาการทิคที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ก็พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอาการทิคหรือย้ำคิดย้ำทำ สำหรับบริบทโรงเรียนในไทย อาการเหล่านี้อาจแสดงออกในรูปของการนั่งสัปหงกในห้องเรียน สมาธิสั้นลง หรือหงุดหงิดง่าย ซึ่งครูอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพราะความเกียจคร้านหรือปัญหาทางวินัย Healthline
จิตแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งจากคณะแพทยศาสตร์สถาบันอุดมศึกษาให้ทัศนะว่า “สำหรับเด็กนักเรียนไทยที่มีภาวะสมาธิสั้นหรือกลุ่มอาการทูเร็ตต์ ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสมาธิหรือการควบคุมการเคลื่อนไหว แต่ยังรวมถึงปัญหาการนอนหลับที่เป็นเรื่องใหญ่ งานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำว่าปัญหาเหล่านี้มีรากฐานทางชีววิทยาร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของรูปแบบการใช้ชีวิตหรือการเลี้ยงดูจากครอบครัวเท่านั้น”
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนในการรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก แม้ว่ายาในกลุ่ม SSRIs จะเป็นทางเลือกหลักในการรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำและภาวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ยากลุ่มนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับได้เช่นกัน โดยอาจทำให้ระยะ REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งสำคัญต่อการควบคุมอารมณ์และการเรียนรู้ลดน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้คำแนะนำว่า “เราจำเป็นต้องเลือกใช้ยาและวิธีการรักษาที่สามารถบรรเทาอาการหลักของโรค โดยไม่ไปซ้ำเติมปัญหาการนอนหลับที่มีอยู่เดิม บางกรณีอาจต้องปรับขนาดยาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ใช้การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมเพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับ หรือแม้กระทั่งปรับกิจกรรมในโรงเรียนให้เอื้อต่อเด็กที่อาจมีอาการง่วงซึมในช่วงกลางวัน”
งานวิจัยได้เสนอแนวทางการดูแลรักษาหลัก ๓ ด้านให้แพทย์พิจารณา ได้แก่ ๑) มุ่งรักษาอาการหลักของโรคในกลุ่ม CSTC ๒) จัดการกับปัญหานอนหลับโดยตรง หรือ ๓) ดำเนินการทั้งสองอย่างควบคู่กันไป แนวทางการดูแลในประเทศไทยปัจจุบันก็เริ่มมุ่งเน้นการดูแลแบบสหวิชาชีพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งสอดรับกับข้อมูลใหม่นี้ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มในการร่วมมือกับครูเพื่อจัดตารางเรียนที่ยืดหยุ่นขึ้น หรือเพิ่มเวลาพักกลางวันให้กับเด็กที่มีปัญหาการนอนหลับ โดยเริ่มมีโรงเรียนนำร่องในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่บ้างแล้ว
ที่ผ่านมา นโยบายด้านสุขภาพของไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและลดอคติต่อภาวะเหล่านี้ ผ่านการรณรงค์ระดับประเทศและแนวทางการวินิจฉัยที่ปรับปรุงใหม่โดยกระทรวงสาธารณสุข งานวิจัยล่าสุดนี้เสนอแนะให้คลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่นทำการคัดกรองคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วยเป็นประจำ เนื่องจากการปล่อยปัญหานอนไม่หลับทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลให้โครงสร้างสมองส่วนหน้าและสไตรเอตัม (fronto-striatal) เปลี่ยนแปลงมากขึ้น และทำให้อาการโดยรวมแย่ลงได้ Journal of Science and Medicine
ปัจจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็มีส่วนในการรับมือกับปัญหากลุ่มอาการ CSTC และการนอนหลับในสังคมไทย ความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างอาจทำให้ผู้มีอาการบางรายถูกมองว่าเป็นปัญหาด้านจิตวิญญาณหรือเรื่องไสยศาสตร์ ส่งผลให้เข้ารับการรักษาล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากการนำเสนอแนวทางที่อิงหลักวิทยาศาสตร์และความเข้าใจสมัยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ส่งเสริมสุขภาพจิตตามแนวพุทธก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอคติและสนับสนุนการดูแลสุขภาพใจควบคู่ไปกับสุขภาพกาย เช่น การฝึกสติเจริญภาวนาตามหลักธรรมะและการส่งเสริมสุขอนามัยการนอนที่ดี
สำหรับอนาคต ทั้งผู้เขียนงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยต่างเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับและการทำงานของสมองในกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย นักวิจัยในประเทศควรศึกษาว่าความผิดปกติของวงจร CSTC ที่นำไปสู่ปัญหาการนอนนั้น มีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยเฉพาะของบริบทไทยอย่างไรบ้าง เช่น พฤติกรรมการใช้หน้าจอก่อนนอน ความเครียดจากการเรียน หรือลักษณะการนอนรวมกันในครอบครัวขยาย หรือในพื้นที่ชนบท รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบการรักษาใหม่ ๆ เช่น โปรแกรมดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสุขภาพการนอน และการบำบัดทางจิตวิทยาที่ปรับให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย
สำหรับผู้ปกครองและครูในไทย ข้อพึงตระหนักคือ ปัญหาการนอนหลับไม่ใช่เป็นเพียง “ผลข้างเคียง” ของโรคย้ำคิดย้ำทำ สมาธิสั้น หรืออาการทิคเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำงานของสมองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาการของโรคและคุณภาพชีวิต จึงควรเฝ้าระวังปัญหาการนอนในเด็กที่มีภาวะเหล่านี้ หากสังเกตเห็นว่ามีปัญหาการนอนหลับที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและประสานการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล การใส่ใจสุขอนามัยการนอนที่ดี การเลือกใช้ยาอย่างระมัดระวังและเหมาะสม รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น จะช่วยให้เด็กไทยที่เผชิญกับปัญหาจากวงจรประสาทกลุ่ม CSTC สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุลทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านสรุปงานวิจัยได้ที่ Neuroscience News รวมถึงงานวิจัยประกอบที่ Newswise และการอภิปรายเกี่ยวกับอาการร่วมและความท้าทายการรักษาที่ Healthline และ Frontiers in Neurology