บทความล่าสุดจาก HuffPost เผยเคล็ดลับสำคัญจากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าด้วยพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ควรหลีกหนีให้ไกล เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลงได้อย่างชัดเจน แม้โรคนี้จะมาแบบเงียบๆ แต่ก็ร้ายแรงถึงชีวิตและเป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทได้แจกแจง ๗ พฤติกรรมที่อาจพาเราไปสู่ความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว พร้อมย้ำเตือนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเกราะป้องกันโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตและความพิการถาวรในประเทศไทย การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับสังคมไทยในยุคนี้
โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า cerebrovascular accident ถือเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพระยะยาวและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Organization) รายงานว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นกว่า ๑๒ ล้านคนในแต่ละปี สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขก็ชี้ชัดว่าจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี (World Stroke Organization, กระทรวงสาธารณสุข) นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายแล้ว โรคนี้ยังสร้างภาระหนักทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับครอบครัวและผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง
แม้หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่าโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากพันธุกรรมหรืออายุที่มากขึ้นเป็นหลัก แต่ผลการวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตคือปัจจัยสำคัญ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้กว่า ๘๐% สามารถป้องกันได้ (ข้อมูลจาก CDC) นั่นหมายความว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมหาศาล ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก และผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทหลอดเลือด มหาวิทยาลัยทูเลน ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับ HuffPost (HuffPost)
ประเด็นสำคัญที่แพทย์เน้นย้ำคือ “อย่าปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ” เพราะการใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง ไม่ค่อยขยับร่างกาย เป็นบ่อเกิดของการสะสมไขมันในหลอดเลือด และทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น “การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้หลอดเลือดโล่ง โปร่ง ไม่อุดตันง่าย” ตามข้อมูลจากผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาท ซึ่งแนะนำให้หาเวลาขยับร่างกายอย่างน้อย ๓๐ นาที ๕ วันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว ทำสวน ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การรำไทย ก็ล้วนดีต่อสุขภาพและทำได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่คนไทยจำนวนมากต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาเดินทางนานๆ การแทรกกิจกรรมเคลื่อนไหวเข้าไปในกิจวัตรประจำวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
อีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งคือ “ภาวะความดันโลหิตสูง” ซึ่งเปรียบเสมือน “ฆาตกรเงียบ” เพราะมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมหาศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทจาก UCSF ชี้ว่า “เพียงแค่ทำให้ชาวอเมริกันควบคุมความดันโลหิตได้ ก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองลงได้ถึง ๖๐%” สถานการณ์นี้ไม่ต่างจากในประเทศไทย ที่อัตราผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเรื่องความเครียด การบริโภคอาหารรสเค็มจัด และการเข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรอง (สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย) การหมั่นวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ แม้จะใช้เครื่องวัดแบบพกพาที่บ้าน ก็สามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาได้
พฤติกรรมที่หลายคนมองข้ามไปคือ “การละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี” ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาและควบคุมภาวะเสี่ยงเหล่านี้ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นโรคร้ายแรง ผู้บริหารแผนกศัลยกรรมประสาทจากมหาวิทยาลัยทูเลนย้ำว่า “หากไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้ป่วยจะไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดสูงหรือไม่” ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้มอบสิทธิการตรวจสุขภาพประจำปีฟรีให้กับผู้มีสิทธิประกันสุขภาพ และแนะนำให้เริ่มตรวจค่าต่างๆ เหล่านี้ตั้งแต่วัยกลางคน
การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งแพทย์ทั้งในและต่างประเทศต่างออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกัน สารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตัน และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง จนอาจนำไปสู่อาการอัมพาตเฉียบพลันได้ ผู้เชี่ยวชาญจาก UCSF ระบุชัดเจนว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัมพาตและโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ” แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในเขตเมืองอาจลดลง แต่สถิติในกลุ่มวัยรุ่นและประชากรในชนบทของไทยยังคงน่าเป็นห่วง (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) โครงการช่วยเลิกบุหรี่ต่างๆ การให้คำปรึกษา และการรณรงค์ระดับประเทศล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงนี้
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม CDC แนะนำว่า ผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน ๔ แก้วมาตรฐานต่อครั้ง และรวมกันไม่เกิน ๘ แก้วต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ชายไม่ควรเกิน ๕ แก้วมาตรฐานต่อครั้ง หรือรวมแล้วไม่เกิน ๑๕ แก้วต่อสัปดาห์ การดื่มหนักเกินกว่าเกณฑ์นี้จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เกิดความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด และทำลายเซลล์สมองได้ ผู้เชี่ยวชาญจาก UCSF กล่าวว่า “เราพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง” วัฒนธรรมการสังสรรค์ในเทศกาลต่างๆ และสถานบันเทิงในสังคมไทยอาจแฝงความเสี่ยงในส่วนนี้ จึงควรบริโภคแต่พอดี ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค (WHO Thailand)
พฤติกรรมการกินถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และเกลือโซเดียมสูง โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูปและอาหารจานด่วน เป็นตัวเร่งความเสี่ยงของโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และภาวะความดันโลหิตสูง ในทางตรงกันข้าม การเน้นบริโภคผัก ผลไม้ และอาหารที่มาจากธรรมชาติให้มากขึ้น “กินอย่างสมดุล เน้นผักผลไม้เป็นหลัก” คือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบไทยที่ยังคงสามารถเข้าถึงผักสด สมุนไพร ผลไม้ตามฤดูกาล และอาหารพื้นบ้านที่หลากหลายได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังแนวโน้มการบริโภคอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมเมือง
สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรคและรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด” แพทย์ต่างย้ำว่า การรอช้าในการเข้ารับการรักษาจะยิ่งลดโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย ในประเทศไทย มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องหลักการ FAST (Face-Arm-Speech-Time) หรือ ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที (สภากาชาดไทย)
หลักความเชื่อทางวัฒนธรรมบางอย่างของไทย เช่น หลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องทางสายกลางหรือความพอดี ก็สามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับคำแนะนำด้านสุขภาพได้ เช่น การกินแต่พอดี การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และการรู้จักประมาณตนในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในชุมชนต่างๆ ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยตรวจวัดความดันโลหิต ส่งเสริมการออกกำลังกาย รณรงค์ลดการสูบบุหรี่ และให้คำแนะนำเรื่องการควบคุมอาหาร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันโรคในระดับพื้นที่
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย รูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองที่เปลี่ยนไป และการบริโภคอาหารแปรรูปที่มากขึ้น แต่หากมีการดำเนินมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มแข็ง ประชาชนเข้ารับการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น ก็จะสามารถชะลอหรือพลิกสถานการณ์นี้ได้ (Lancet Global Health) รวมถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพ เช่น แอปพลิเคชันวัดความดันโลหิต และอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย ก็จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนไทยสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ด้วยตนเองมากขึ้น
สำหรับคนไทยทุกคน ข้อแนะนำง่ายๆ ในการป้องกันโรคอัมพาตที่สามารถทำได้เลยคือ: ขยับร่างกายเคลื่อนไหวทุกวัน พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ บอกลาบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอประมาณ เลือกกินอาหารจากธรรมชาติ ลด ละ เลิกอาหารแปรรูป หมั่นตรวจเช็คความดันโลหิต และหากพบสัญญาณผิดปกติ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที คนในครอบครัวสามารถเป็นกำลังใจและช่วยเหลือกันได้ โดยชวนกันออกกำลังกาย ปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพทานเอง และแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาพให้กับผู้สูงอายุในบ้านซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า
หากทุกคนร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้แต่ละครอบครัวและสังคมไทยโดยรวม ลดภาระจากโรคหลอดเลือดสมอง และสามารถดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงไปได้อีกนาน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลโรคอัมพาต สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งมักจะมีกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นประจำ
อ่านรายละเอียดต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่: 7 สิ่งที่แพทย์โรคหลอดเลือดสมองเตือนว่าห้ามทำเด็ดขาด