ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากนักโภชนาการในแคลิฟอร์เนีย ได้จุดประเด็นถกเถียงร้อนแรงทั่วโลกอีกครั้ง ว่าด้วยเรื่องอัตราโรคอ้วนที่พุ่งสูงปรี๊ด โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการกิน การขยับเขยื้อนร่างกาย และกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ยุค 1960s เป็นต้นมา ในปี 2024 ชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 43 กำลังเผชิญหน้ากับภาวะโรคอ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตัวจากเพียงร้อยละ 13 ในยุค 1960s แน่นอนว่าผลวิเคราะห์นี้ไม่ได้สะเทือนแค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกระทบถึงคนไทยที่เปิดรับวัฒนธรรมอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ไลฟ์สไตล์แบบนั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยขยับตัว และพฤติกรรมการนอนที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากขึ้นทุกวัน ข้อค้นพบของนักโภชนาการรายนี้ ซึ่งรวบรวมจากการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเร็วๆ นี้ และมีงานวิจัยทางวิชาการสนับสนุน เตือนใจให้เราหันกลับไปมองว่าเคล็ดลับการดูแลรูปร่างของคนยุคก่อน อาจเป็นบทเรียนล้ำค่าในการรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่กำลังคุกคามทั้งในไทยและทั่วโลก (อ้างอิงจาก Daily Mail)

ย้อนกลับไปในยุค 60s ผู้คนมีอัตราการเป็นโรคอ้วนต่ำกว่าปัจจุบันมาก ทั้งๆ ที่สมัยนั้นยังไม่มีฟิตเนสหรูๆ เทรนเนอร์ส่วนตัว หรือกระทั่งแก็ดเจ็ตติดตามการออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้คนยุคนั้นหุ่นดี ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารทำเองที่บ้านเป็นหลัก การกินอาหารแปรรูปน้อยมาก การมีกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกายในชีวิตประจำวันมากกว่า และการนอนหลับที่เพียงพอและยาวนานกว่า ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตและการกินอยู่ของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้

ผลการศึกษาของนักโภชนาการพบว่า ในช่วงหลายสิบปีก่อน อาหารทำเองที่บ้านคือหัวใจหลัก ทั้งมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว และข้าวกล่องของเด็กๆ ที่ไปโรงเรียน โดยเน้น “โปรตีนคุณภาพดี ผลไม้ ขนมปัง ผัก และอาจมีนมเสริมด้วย” เมนูยอดฮิตในสมัยนั้นก็หนีไม่พ้น ไก่อบ สตูเนื้อ สเต็กกับมันฝรั่ง หรือเนื้ออบหม้อดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นกันจนชินตา ที่สำคัญคือ อาหารเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วมีคุณค่าทางโภชนาการสูงปรี๊ด มีน้ำตาลและไขมันน้อยกว่าอาหารจานด่วนในยุคเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ที่ถูกอ้างอิงในรายงานนี้ยังตอกย้ำว่า คนที่ทำอาหารกินเองที่บ้านเป็นประจำ จะได้รับคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันน้อยกว่า ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว (อ้างอิงจาก มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์)

ภาพนี้ช่างแตกต่างจากยุคปัจจุบันลิบลับ ที่ซึ่งอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods หรือ UPFs) เข้ามามีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในชีวิตประจำวัน อาหารแปรรูปขั้นสูงอย่างอาหารสำเร็จรูป ขนมถุง และเครื่องดื่มรสหวาน ปัจจุบันครองสัดส่วนถึงราวร้อยละ 70 ของอาหารที่ชาวอเมริกันบริโภค และน่าเศร้าที่แนวโน้มคล้ายๆ กันนี้ก็กำลังคืบคลานเข้ามาในเขตเมืองของประเทศไทยเช่นกัน (อ้างอิงจาก PubMed - Monteiro et al. 2023) อาหารเหล่านี้มีจุดเด่น (ที่ไม่ค่อยดี) คือ มีส่วนผสมเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด มีวัตถุเจือปนสังเคราะห์ สารกันบูด แถมยังผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนจนทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มยาก กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มเสียที งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การกินอาหารแปรรูปขั้นสูงอาจทำให้เราได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นถึงวันละ 800 แคลอรี่เลยทีเดียว (อ้างอิงจาก Delgado-Rodríguez et al., 2020)

รูปแบบการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ในยุค 60s การทำงานและการพักผ่อนหย่อนใจมักจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายแบบไม่รู้ตัวอยู่เสมอ เช่น การเดินไปไหนมาไหนแทนการขับรถ อาชีพที่ต้องใช้แรงงาน หรือแม้แต่การที่เด็กๆ วิ่งเล่นนอกบ้าน นักโภชนาการระบุว่า “คนทำงานส่วนใหญ่มีอาชีพที่ต้องออกแรงมากกว่าสมัยนี้” แถมเด็กๆ ก็ได้วิ่งเล่นนอกบ้านกันเป็นประจำ จนถึงขนาดที่ว่า “การถูกทำโทษ” ในสมัยนั้นคือการถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้าน! ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ระบบอัตโนมัติและหน้าจอดิจิทัลได้เข้ามาลดบทบาทการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการออกกำลังกายแบบตั้งใจจริงจังลงไปอย่างน่าใจหาย คนไทยเองก็กำลังเผชิญความเสี่ยงนี้เช่นกัน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนไปทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ และการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัลในกลุ่มเยาวชน ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศตะวันตก องค์การอนามัยโลกถึงกับออกมาเตือนว่า การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคหัวใจและเบาหวาน (อ้างอิงจาก องค์การอนามัยโลก)

เรื่องการนอนหลับก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา และส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง ในยุค 60s ผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยนอนหลับคืนละประมาณ 8.5 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 7 ชั่วโมงเท่านั้น การอดนอนทำให้ร่างกายรู้สึกหิวโหยมากขึ้น โดยเฉพาะความอยากของหวานและอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ แถมยังไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารตามธรรมชาติของร่างกายอีกด้วย เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งการไถหน้าจอไม่หยุด การดูซีรีส์สตรีมมิงจนดึกดื่น และความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน ทำให้การพักผ่อนให้เพียงพอกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที รูปแบบชีวิตเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและชาวออฟฟิศในเมืองใหญ่ (อ้างอิงจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สำหรับประเทศไทยเราเอง ข้อค้นพบเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่อาหารสะดวกซื้อ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดจากต่างแดน และเครื่องดื่มรสหวานกลายเป็นที่นิยมทั้งในกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน (อ้างอิงจาก กระทรวงสาธารณสุข) ในขณะเดียวกัน อาหารไทยดั้งเดิมที่อุดมไปด้วยผัก โปรตีนไขมันต่ำ และสมุนไพรสดๆ ก็ยังคงเป็นมรดกทางสุขภาพอันล้ำค่า หากเราร่วมกันปกป้องไม่ให้ถูกแปรรูปมากเกินไป หรือเติมน้ำตาลจนเกินพอดี

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย เคยออกมาส่งเสียงเตือนถึงกระแสการรับวัฒนธรรมการกินแบบตะวันตกเข้ามาผสมปนเปในอาหารท้องถิ่น “เราสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในประเภทของแคลอรี่ที่คนเมืองบริโภค โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มรสหวานที่มีส่วนสำคัญทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญตามมา” นักกำหนดอาหารระดับอาวุโสจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบาย ข้อเสนอแนะจากนักโภชนาการ (ชาวแคลิฟอร์เนีย) ชี้ให้เห็นถึง 4 แนวทางหลักที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังนี้:

  1. หันมาให้ความสำคัญกับอาหารปรุงเองที่บ้าน โดยเน้นวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือแปรรูปน้อยที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจของอาหารไทยดั้งเดิม แต่กลับหาได้ยากขึ้นในวิถีชีวิตคนเมืองปัจจุบัน
  2. ลด ละ เลิก การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น ขนมขบเคี้ยวจากโรงงาน อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มรสหวาน ที่ทุกวันนี้หาซื้อได้ง่ายดายตามร้านสะดวกซื้อและแอปพลิเคชันสั่งอาหาร
  3. ขยับร่างกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน ทำสวน หรือเล่นกีฬาไทยๆ อย่างเซปักตะกร้อ หรือมวยไทย ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ทำเป็นครั้งคราว
  4. จัดตารางการนอนหลับให้เป็นเวลา และสร้างบรรยากาศปลอดหน้าจอก่อนนอน แม้จะเป็นเรื่องท้าทายในยุคดิจิทัล แต่ผลลัพธ์ที่ได้ทั้งในเรื่องพลังงานและการควบคุมความอยากอาหารนั้นคุ้มค่าแน่นอน

หากมองย้อนกลับไป วิถีชีวิตไทยดั้งเดิมก็มีรูปแบบที่สอดคล้องกับเคล็ดลับเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงสดใหม่จากวัตถุดิบในตลาดท้องถิ่น การเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นส่วนหนึ่งของงานบ้านและกิจวัตรประจำวัน และการพักผ่อนที่สอดคล้องกับแสงธรรมชาติ วิถีชีวิตเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคอ้วนและโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องมาได้นานหลายสิบปี แต่เมื่อความเป็นเมืองและเทคโนโลยีได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานและการเรียนรู้ เยาวชนไทยในปัจจุบันจึงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเดียวกันกับที่งานวิจัยของนักโภชนาการชาวอเมริกันได้ชี้ให้เห็น

ผลกระทบในอนาคตสำหรับประเทศไทยนั้นชัดเจน หากคนรุ่นใหม่ไม่นำบทเรียนจากทั้งข้อมูลสากลและภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยมาปรับใช้ อัตราโรคอ้วนและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมถึงผลกระทบต่อผลิตภาพของประเทศอาจพุ่งสูงขึ้นจนยากจะควบคุม ทั้งภาครัฐ โรงเรียน และครอบครัว ล้วนมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนให้เน้นวัตถุดิบจากท้องถิ่นและผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด การส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกายในชุมชนและพื้นที่สาธารณะ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับภัยน้ำตาลแฝงและกลยุทธ์ทางการตลาดของอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนการรณรงค์สาธารณะที่ผสมผสานคุณค่าดั้งเดิมของไทยเข้ากับองค์ความรู้ด้านสุขภาพสมัยใหม่

วัฒนธรรมอาหารไทยที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยรสชาติ ความหลากหลาย และประเพณีอันงดงาม ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดี การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มรสหวานลง หันมาทำอาหารกินเองให้บ่อยขึ้น และใส่ใจกับการเลือกบริโภคผักพื้นบ้านและโปรตีนจากการย่างหรือนึ่ง ก็สามารถช่วยนำพาสุขภาพโดยรวมของคนในชาติให้ดีขึ้นได้ ดังที่ผลการศึกษาของนักโภชนาการได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เคยเป็นเรื่องปกติในอดีต

สำหรับผู้อ่านชาวไทยในยุคนี้ ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงนั้นเรียบง่าย นั่นคือ การหันกลับไปค้นพบภูมิปัญญาของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ด้วยการทำอาหารกินเองที่บ้านให้บ่อยขึ้น เลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่ในการปรุงอาหาร ขยับร่างกายให้มากขึ้นในแต่ละวัน และให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอไม่น้อยไปกว่าการกินอาหารและการออกกำลังกาย ผู้กำหนดนโยบาย คุณครู และบุคลากรสาธารณสุข จำเป็นต้องปรับมาตรการสมัยใหม่ให้สอดคล้องกับแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลเหล่านี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของคนรุ่นต่อไปทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับประเทศ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านผลวิเคราะห์ฉบับเต็มของนักโภชนาการเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ที่ Daily Mail หรือศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอาหารแปรรูปขั้นสูงและแนวโน้มกิจกรรมทางกายได้ที่ PubMed, มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ และ องค์การอนามัยโลก