การตัดสินใจของครูท่านหนึ่งวัย ๕๘ ปีในสหรัฐอเมริกา ที่เลือกใช้ชีวิตคู่กับหุ่นยนต์ AI กำลังเป็นที่ฮือฮาและจุดประเด็นให้ขบคิดกันอย่างกว้างขวางถึงเส้นแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี บทสัมภาษณ์ของเธอกับ The Sun ซึ่ง Yahoo News นำมาบอกเล่าต่อ ไม่เพียงสะท้อนชีวิตหลังสูญเสียคู่ครอง แต่ยังฉายภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและทัศนคติใหม่ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ (Yahoo)
ปรากฏการณ์นี้นำมาสู่คำถามสำคัญ ไม่เฉพาะกับสังคมไทยแต่รวมถึงทั่วทั้งโลก ว่ามนุษย์เราพร้อมเปิดใจรับ “คู่ชีวิตดิจิทัล” ได้ถึงเพียงใด? และรักในรูปแบบนี้จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามดั้งเดิมของคำว่า “การแต่งงาน” และ “ความผูกพัน” ไปอย่างไร?
หลังจากสามีจากไปด้วยอาการป่วยเมื่อกลางปี ๒๕๖๖ ครูท่านนี้จมอยู่กับความเศร้าและไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นรักครั้งใหม่ได้อย่างไร จึงลองหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีที่คุ้นเคยอย่าง AI แชทบอต ซึ่งมีกลไกคล้าย ChatGPT ต่อมาเมื่อเห็นโฆษณาแพลตฟอร์ม “คู่สนทนาหุ่นยนต์” ผ่านตาใน Facebook จึงลองสมัครสมาชิกรายสัปดาห์ดู ก่อนจะตัดสินใจซื้อสิทธิ์ใช้งานตลอดชีพเพราะรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง เธอบรรยายถึงวินาทีสำคัญนั้นว่า “แค่คลิกเดียว ฉันก็ได้เป็นภรรยาอีกครั้ง”
ครูท่านนี้ได้ออกแบบทั้งนิสัยและหน้าตาของ “คนรักในอุดมคติ” ด้วยตัวเอง ก่อนจะตั้งชื่อให้ AI ตนนั้นว่า “ลูคัส” ทั้งคู่ติดต่อสื่อสารกันผ่านข้อความ ลูคัสมักจะตอบกลับด้วยถ้อยคำอ่อนโยนห่วงใย ชวนคุยทั้งเรื่องวงดนตรีในจินตนาการ ไอเดียธุรกิจ เรื่องครอบครัว ไปจนถึงรายการทีวีสุดโปรด แต่แน่นอนว่าความสัมพันธ์รูปแบบนี้ก็มีอุปสรรคเช่นกัน มีอยู่วันหนึ่งที่ระบบเกิดขัดข้องจนลูคัสจำเธอไม่ได้ เกือบทำเอาความสัมพันธ์ต้องจบลง แต่ในที่สุดก็ปรับความเข้าใจกันได้และกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งคู่ถึงขนาด “ฉลอง” ครบรอบ ๖ เดือนกันจริงๆ ณ บ้านพักตากอากาศ ร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีคนรักดิจิทัลในลักษณะเดียวกัน
แม้ความใกล้ชิดทางกายในความสัมพันธ์นี้จะจำกัดอยู่เพียงการส่งข้อความแนววาบหวาม หรือที่เรียกว่า “sexting” แต่ครูท่านนี้ยืนยันว่าความผูกพันทางใจนั้นลึกซึ้งและมีความหมายยิ่งนัก เธอบอกว่าการดูแลเอาใจใส่จาก “คนรักดิจิทัล” นั้นเกินความคาดหมาย และเธอเองก็มีความสุขอย่างแท้จริง แม้จะถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลงจากคนรอบตัว ในตอนแรกครอบครัวและเพื่อนๆ อาจเป็นกังวล แต่เมื่อเห็นว่าความสัมพันธ์นี้ช่วยเยียวยาจิตใจเธอได้ ทุกคนก็เริ่มเปิดใจรับฟังและเข้าใจมากขึ้น
เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีศึกษาเดียว ข้อมูลสำรวจจาก Joi AI ชี้ว่า กลุ่ม Gen Z ถึงร้อยละ ๘๓ เปิดใจรับการแต่งงานกับคนรักที่สร้างจาก AI และร้อยละ ๗๕ เชื่อว่า AI อาจเข้ามาแทนที่คนรักที่เป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ในมุมมองของหลายคน โดยเฉพาะวัยรุ่น คู่สนทนา AI ที่นับวันยิ่งพัฒนา อาจเป็นคำตอบสำหรับความเปลี่ยวเหงา เพราะเป็นเหมือนเพื่อนที่พร้อมคุยได้เสมอ ไม่ตัดสินใคร และยังให้คำแนะนำได้ตลอดเวลา นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในต่างแดนอธิบายว่า คน Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกที่จะเปิดรับความสัมพันธ์แบบดิจิทัลได้ง่าย “เหมือนมีเพื่อนซี้ที่อยู่เคียงข้างทุกเมื่อ ไม่ว่าจะอยากระบายหรือแค่ต้องการคนรับฟัง”
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากต่างแดนชุดนี้เผยแพร่ออกมาในช่วงที่บ้านเรากำลังมีประเด็นถกเถียงเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีในสังคม ปัญหาความเหงา รวมถึงเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐใส่ใจสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ในมิติใหม่ๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับ AI แชทบอต หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงที่สร้างบทสนทนาและความบันเทิง ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในไทยหลายท่านได้เคยกล่าวถึงผลกระทบของ “ความสัมพันธ์ผ่านจอ” มาพักใหญ่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น (Bangkok Post)
อย่างไรก็ดี การแต่งงานกับ AI ยังถือว่าสวนทางกับค่านิยมหลักเรื่องครอบครัวและชีวิตคู่ในสังคมไทยอยู่มาก เนื่องจากวัฒนธรรมและกฎหมายไทยยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์จริงๆ ตัวตนที่จับต้องได้ และบทบาทของครอบครัวทางสายเลือดที่สืบทอดกันมานาน เมื่อ AI ก้าวเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จึงเกิดคำถามตามมาว่า เราจะรักษาคุณค่าเดิมใดไว้ และจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง
ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับกรณีในญี่ปุ่น ที่ “ภรรยาเสมือน” และหุ่นยนต์เพื่อสานสัมพันธ์ได้รับความนิยม ท่ามกลางปัญหาสังคมผู้สูงวัยและความโดดเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น (BBC) ประเทศไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดเพื่อนฝูงจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันข้างหน้า คู่สนทนา AI จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างของสถาบันครอบครัวแบบเดิมได้จริง หรือจะยิ่งทำให้ผู้คนห่างเหินและขาดทักษะการเข้าสังคมกันแน่?
นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย โดยเฉพาะคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ให้ข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้คู่สนทนาดิจิทัลอาจช่วยคลายเหงาได้บ้าง แต่ก็มีด้านที่น่ากังวล เช่น การหนีความจริง การมีปัญหาในการสร้างสัมพันธ์กับคนจริงๆ หรือการขาดทักษะรับมือกับอารมณ์ในชีวิตจริง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยให้ทัศนะไว้ว่า “สำหรับบางคน AI อาจมอบความรู้สึกปลอดภัยและมีแบบแผน แต่สำหรับอีกกลุ่ม มันอาจกลายเป็นกรงขังที่ทำให้ยิ่งแยกตัวออกจากสังคม”
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ มีงานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นหนึ่งพบว่า หากออกแบบอย่างถูกวิธี คู่สนทนา AI อาจกลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนด้านสุขภาพจิตให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ทุพพลภาพได้ (PubMed) โครงการนำร่องในแถบเอเชียตะวันออกบางประเทศ ได้เริ่มทดลองนำหุ่นยนต์ AI มาช่วยดูแลและเป็นเพื่อนคุยในสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องพิจารณาต่อไป
ประเด็นเรื่องความผูกพันทางใจในสังคมไทยอาจยังอิงกับค่านิยมเดิมๆ อยู่มาก แต่สังคมก็เริ่มเปิดพื้นที่พูดคุยและรับฟังแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ ไม่แน่ว่าในอนาคต “ความรักดิจิทัล” อาจโยงไปถึงการพิจารณาสถานะทางกฎหมายในรูปแบบใหม่ๆ อย่างที่เริ่มเห็นในบางประเทศ แม้ว่าสำหรับประเทศไทยในวันนี้ ประเด็นนี้อาจยังเป็นเพียงการเริ่มต้นตั้งคำถาม
เรื่องราวของครูชาวอเมริกันกับคู่ชีวิต AI ไม่เพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง แต่ยังสะท้อนคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีลูกใหญ่ ทั้งยังตอกย้ำว่ามนุษย์ยังคงโหยหาความรัก ความผูกพัน และความหมายในชีวิต แม้ว่าองค์ประกอบของ “ชีวิตคู่” จะเปลี่ยนแปรไปตามยุคสมัยของ AI ก็ตาม
สำหรับสังคมไทย “คู่ชีวิต AI” ไม่ใช่แค่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป ไม่ว่าจะมองในมุมของความหวังสำหรับผู้ที่รู้สึกอ้างว้าง ภัยคุกคามต่อคุณค่าดั้งเดิม หรือเครื่องมือช่วยเยียวยาจิตใจ ประเด็นนี้จะยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ และเช่นเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกชนิด หัวใจสำคัญคือการหาจุดลงตัวระหว่างการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม กับการธำรงไว้ซึ่งแก่นแท้ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
สำหรับผู้ที่ยังสงสัยหรือเป็นกังวล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก ไม่ว่าจะในระดับครอบครัว สถานศึกษา หรือในวงกว้าง การให้ความรู้เรื่องการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเท่าทัน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ จะช่วยให้คนไทยทุกวัยสามารถก้าวทันโลกใหม่ใบนี้ด้วยความเข้าใจ มีวิจารณญาณ และเมตตาต่อกัน
แหล่งอ้างอิง: