รายงานล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ปัจจุบันอาหารแปรรูปพิเศษ (ultra-processed foods) ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของอาหารที่ชาวอเมริกันบริโภคในแต่ละวัน (WRAL) ตัวเลขดังกล่าวจุดประกายคำถามสำคัญถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่ต้องแลกมาด้วยความสะดวกสบาย และแนวโน้มนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยมาถึงผู้บริโภคชาวไทยด้วยเช่นกัน ในขณะที่วิถีชีวิตคนเมืองของไทยปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และอาหารสไตล์ตะวันตกก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในไทยหลายท่านออกมาส่งเสียงเตือนว่า ประเทศไทยอาจกำลังเดินตามรอยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทิศทางที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

อาหารแปรรูปพิเศษเหล่านี้ มักมาในรูปแบบบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อความสะดวกสบาย ตัวอย่างเช่น ซีเรียลอาหารเช้าเติมน้ำตาล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์แปรรูป และเครื่องดื่มรสหวานต่างๆ อาหารเหล่านี้มักอุดมไปด้วยน้ำตาลทรายขาว ไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เกลือ และวัตถุเจือปนอาหารในปริมาณสูงลิ่ว ขณะที่มีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุในปริมาณต่ำ (Harvard T.H. Chan School of Public Health) การบริโภคอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณมหาศาลในสหรัฐฯ โดยคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ชาวอเมริกันได้รับในแต่ละวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่า การบริโภคอาหารแปรรูปพิเศษในปริมาณมากมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับอัตราการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงมะเร็งบางชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น (BMJ)

สำหรับคนไทยเรา สถานการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ต้องตระหนัก หากย้อนไปไม่นานนัก อาหารไทยดั้งเดิมของเรานั้นอุดมไปด้วยข้าว ผักสด สมุนไพรนานาชนิด ปลา และเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ ทว่า การผุดขึ้นราวดอกเห็ดของร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารจานด่วน และอาหารพร้อมทานในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง หน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอยู่บ่อยครั้งถึงการบริโภคน้ำตาลและโซเดียมที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีที่มาจากอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้เอง (Bangkok Post)

นักวิชาการด้านโภชนาการจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ชี้ว่า ปัญหาการบริโภคอาหารแปรรูปพิเศษไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทางเลือกส่วนบุคคล แต่ยังเกี่ยวพันกับปัจจัยด้านการเข้าถึง ราคาที่จับต้องได้ และกลยุทธ์ทางการตลาดของอุตสาหกรรมอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้ทัศนะว่า “สภาพแวดล้อมด้านอาหารของเรากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งเราทำให้อาหารแปรรูปพิเศษมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายเท่าไร อาหารเหล่านี้ก็จะยิ่งเข้ามาแทนที่อาหารดั้งเดิมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นแล้วว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร” ความกังวลเหล่านี้สอดรับกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ชี้ให้เห็นถึงอัตราโรคอ้วนและเบาหวานที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับการบริโภคขนมขบเคี้ยวแปรรูปและเครื่องดื่มรสหวานจัด (WHO Thailand)

ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยเรามีความภาคภูมิใจในความหลากหลายและคุณประโยชน์ด้านสุขภาพของอาหารไทยมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่กลับมีแนวโน้มหันไปบริโภคอาหารสไตล์ตะวันตกมากขึ้น ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบายและอิทธิพลจากการตลาดเชิงรุก สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมและเร่งให้แนวโน้มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะเห็นได้จากความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของแอปพลิเคชันสั่งอาหาร รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้ได้นาน (Thai PBS World) แม้ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมถุงจะเป็นของคู่ครัวคนไทยหลายบ้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างออกมาเตือนว่า การบริโภคสิ่งเหล่านี้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจกำลังบั่นทอนข้อได้เปรียบทางสุขภาพที่ผูกพันกับวัฒนธรรมอาหารไทยมาแต่โบราณ

เมื่อมองไปในอนาคต กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกานับเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และนักรณรงค์ด้านสุขภาพในประเทศไทย หากปราศจากมาตรการป้องกันเชิงรุก ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ กลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายท่านเสนอแนะ ได้แก่ การปรับปรุงฉลากโภชนาการให้อ่านง่ายและเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจำกัดการโฆษณาอาหารแปรรูปที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็ก การสนับสนุนให้ผักผลไม้สดในท้องถิ่นมีราคาเข้าถึงง่าย และการรณรงค์ให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่ประชาชน โดยเน้นย้ำคุณค่าทางวัฒนธรรมและประโยชน์ต่อสุขภาพของอาหารไทยดั้งเดิม

สำหรับผู้บริโภคชาวไทยเอง ก็มีวิธีง่ายๆ ที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที เช่น ลดการพึ่งพาขนมถุงและอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน อ่านข้อมูลบนฉลากโภชนาการให้เป็นนิสัย หันมาทำอาหารทานเองที่บ้านให้บ่อยขึ้น และเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่เป็นหัวใจสำคัญ นักกำหนดอาหารหลายท่านแนะนำให้ยึดหลัก “80/20” กล่าวคือ ให้ร้อยละ 80 ของอาหารในแต่ละวันมาจากอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด และเก็บโควต้าอาหารแปรรูปพิเศษไว้สำหรับโอกาสพิเศษหรือเป็นรางวัลนานๆ ครั้งก็พอ

ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังรับมือกับผลกระทบจากความสะดวกสบายในการเลือกบริโภคอาหาร ประเทศไทยของเราก็กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญเช่นกัน การรักษาจุดแข็งของวัฒนธรรมอาหารไทยอันทรงคุณค่า ควบคู่ไปกับการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของคนไทยเพื่ออนาคตของลูกหลาน สำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสุขภาพที่ดี นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องหันมาทบทวนสิ่งที่เราเลือกใส่ปากในแต่ละวัน และตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ โดยยึดมั่นในคุณค่าของอาหารไทยดั้งเดิม

แหล่งข้อมูล: