ปริศนากายวิภาคศาสตร์อายุกว่าศตวรรษ อาจปูทางสู่การรักษาแบบใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้คนนับล้านที่กำลังต่อสู้กับโรคปวดเส้นประสาทจากเบาหวาน งานวิจัยล่าสุดที่สั่นสะเทือนวงการได้ปลุกความสนใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์อีกครั้ง ให้หันมาจับจ้อง “นาจ็อตต์ โนดูล” (Nageotte nodule) โครงสร้างเซลล์ลึกลับซึ่งถูกบรรยายไว้ครั้งแรกเมื่อร้อยกว่าปีก่อนแต่กลับถูกลืมเลือนไป ผลการศึกษาล่าสุดจากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งดัลลัส (UT Dallas) เปิดเผยว่ากระจุกเซลล์เล็กๆ เหล่านี้ ไม่เพียงพบได้มากในผู้ป่วยโรคเบาหวานเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการก่อโรคปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดทรมานเรื้อรัง เคลื่อนไหวลำบาก และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นสูญเสียอวัยวะในผู้ป่วยทั่วโลก

โรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานถือเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและน่าห่วงที่สุดของโรคเบาหวาน โดยพบในผู้ป่วยเบาหวานในสหรัฐอเมริกาถึง 1 ใน 3 และเป็นปัญหาที่กำลังลุกลามในประเทศไทยเช่นกัน สอดรับกับจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาวะโรคอ้วนและสังคมสูงวัยที่ขยายตัว (ข้อมูลจากสหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ) แม้จะมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุและอาการของโรคนี้ แต่การรักษาที่ได้ผลจริงจังยังคงเป็นเรื่องท้าทาย แนวทางการรักษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นเพียงการบรรเทาอาการ เช่น การใช้ยาแก้ปวดและยากันชัก ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของความเสื่อมในเส้นประสาทโดยตรง ซึ่งงานวิจัยชิ้นใหม่นี้พยายามเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้

งานวิจัยจาก UT Dallas ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ Nature Communications เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 (Nature Communications) ได้ศึกษาเนื้อเยื่อมนุษย์ที่ได้รับบริจาคหลังเสียชีวิต ทั้งจากผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ ทีมวิจัยค้นพบว่า “นาจ็อตต์ โนดูล” ซึ่งเป็นลักษณะพยาธิสภาพที่เกิดจากเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่ตายไปแล้วรวมกับเซลล์ค้ำจุนรอบๆ นั้น พบในปริมาณมากบริเวณปมประสาทรากหลัง (dorsal root ganglia) หรือเปรียบเสมือน “สถานีถ่ายทอด” สัญญาณความรู้สึกของระบบประสาท ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน ที่สำคัญคือ โนดูลเหล่านี้ยังเกี่ยวพันกับ “การแตกแขนง” อย่างผิดปกติของใยประสาทรับความเจ็บปวด ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นตอโดยตรงของอาการปวดแสบร้อนเหมือนไฟช็อตที่ผู้ป่วยโรคนี้คุ้นเคยกันดี

“การค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับอาการปวดเส้นประสาทจากเบาหวานไปอย่างสิ้นเชิง” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาอาการปวดขั้นสูงแห่ง UT Dallas และหัวหน้าทีมวิจัย กล่าว “ข้อมูลของเราชี้ชัดว่าความเสื่อมของเซลล์ประสาทในปมประสาทรากหลังเป็นกลไกสำคัญของการเกิดโรค ซึ่งหมายความว่าการปกป้องเซลล์ประสาทตั้งแต่ระยะแรกๆ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันอาการปวดลักษณะนี้” ผลการค้นพบของทีมวิจัยยังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานเป็นเพียงเรื่องของเส้นประสาทที่ตายไปแล้ว แต่ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการปรับโครงสร้างที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยใยประสาทรับความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่อาจ “แตกแขนง” ออกไปอย่างผิดปกติ ส่งผลให้เกิดสัญญาณความเจ็บปวดที่รุนแรงยิ่งขึ้น

นาจ็อตต์ โนดูล ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) โดยนักประสาทกายวิภาคศาสตร์ชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง ทว่าหลังจากนั้นกลับมีงานวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างนี้เพียงหยิบมือตลอดศตวรรษที่ผ่านมา จนแทบจะถูกลืมเลือนไป “เราประหลาดใจมากที่พบว่าโนดูลเหล่านี้ปรากฏบ่อยครั้งกว่ามากในผู้ที่เป็นเบาหวาน” นักวิทยาศาสตร์วิจัยและผู้ร่วมเขียนงานวิจัยเล่า “พอเราตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ของผู้บริจาคเนื้อเยื่อ ก็เห็นรูปแบบที่ชัดเจนจนมองข้ามไม่ได้เลย ราวกับว่านาจ็อตต์ โนดูล คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในความเข้าใจของเรา”

ด้วยเทคนิคอันทันสมัย เช่น จุลกายวิภาคศาสตร์ (histology) และการวิเคราะห์ลำดับอาร์เอ็นเอเชิงพื้นที่ (spatial RNA sequencing) ทีมวิจัยสามารถเจาะลึกองค์ประกอบของโนดูลได้อย่างละเอียดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน แทนที่จะเป็นเพียง “รอยแผลเป็น” ของเซลล์ประสาท โนดูลเหล่านี้กลับเต็มไปด้วยเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์ประสาท เช่น เซลล์เกลียแซทเทิลไลท์ (satellite glia) และเซลล์ชวานน์ (Schwann cells) ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักในบทบาทค้ำจุนและปกป้องเซลล์ประสาท ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ทีมวิจัยพบกลุ่มแอกซอน (axons) หรือใยประสาท ที่มีลักษณะคล้าย “นิวโรม่า” (neuroma-like) หรือเนื้องอกเส้นประสาท ซึ่งแตกต่างจากลักษณะทางกายวิภาคของเซลล์ประสาทปกติอย่างมาก และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมอาการปวดเส้นประสาทจากเบาหวานจึงทั้งเรื้อรังและเกิดขึ้นได้เอง (ข้อมูลจาก Neuroscience News)

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งยวด เนื่องจากมีภาระโรคเบาหวานในระดับสูง ผลสำรวจจากกระทรวงสาธารณสุขไทยเมื่อปี พ.ศ. 2566 ระบุว่า มีคนไทยกว่าห้าล้านคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และอัตราการเกิดโรคปลายประสาทอักเสบก็พลอยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย (รายงานกระทรวงสาธารณสุขไทย ปี 2566) “ผู้ป่วยชาวไทยจำนวนไม่น้อยบรรยายอาการปลายประสาทอักเสบว่ารู้สึกเหมือนไฟไหม้หรือไฟช็อตที่ปลายมือปลายเท้า ซึ่งรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก และทำให้มีความต้องการแนวทางบรรเทาปวดที่ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกต

การศึกษานี้นับว่าส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์และการจัดการทางคลินิกของโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาหลักๆ เช่น ยากลุ่มกาบาเพนตินอยด์ (gabapentinoids) ยาต้านอาการซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (tricyclic antidepressants) และยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) ให้ผลลัพธ์เพียงบางส่วน แถมยังมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงหรือการเสพติดยา (ข้อมูลการรักษาโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานจาก CDC) การค้นพบนาจ็อตต์ โนดูล ซึ่งเป็นเป้าหมายระดับเซลล์ที่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนาการรักษาในอนาคต อาจปูทางไปสู่ยาที่มุ่งหยุดยั้งหรือฟื้นฟูกระบวนการทำลายเส้นประสาท ก่อนที่อาการปวดเรื้อรังจะฝังรากลึกจนยากจะเยียวยา

“สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาการปวดเส้นประสาทจากเบาหวานคือ มันไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นประสาทที่ตายไป แต่เส้นประสาทที่ยังเหลืออยู่มักจะทำงานหนักเกินไป โดยส่งสัญญาณความเจ็บปวดออกมาแม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นตามปกติ” นักประสาทวิทยาจาก UT Dallas ซึ่งมีส่วนร่วมในงานวิจัยต้นฉบับ อธิบาย การวิเคราะห์ระดับโมเลกุลโดยทีมวิจัยยังระบุโปรตีนจำเพาะ เช่น เพอริเฟอริน (peripherin) และช่องโปรตีน Nav1.7 ที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณความเจ็บปวดภายในโนดูลเหล่านี้ การค้นพบเหล่านี้อาจนำไปสู่การระบุเป้าหมายยาใหม่ๆ และการรักษาที่สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคได้จริง ซึ่งจะช่วยลด หรือกระทั่งป้องกันอาการปวดเส้นประสาทในผู้ป่วยเบาหวาน

นอกเหนือจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เห็นได้ชัดเจน วิธีการวิจัยนี้ยังตอกย้ำคุณค่าของความร่วมมือระหว่างสถาบันและระหว่างประเทศในการวิจัยทางการแพทย์ ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น Southwest Transplant Alliance ในสหรัฐฯ และกลุ่มนักวิชาการในออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาโรคเบาหวานเป็นปัญหาระดับโลก และการค้นหาทางออกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติ “การนำผลวิจัยนี้ไปต่อยอดเพื่อดูแลผู้ป่วย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญจากพันธมิตรในเอเชีย เช่น ประเทศไทย” นักวิจัยด้านระบบสุขภาพจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

ข่าวนี้ถือว่ามาได้ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และวิถีชีวิตคนเมืองที่ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากพฤติกรรม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า (รายงานธนาคารโลกเรื่องสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย) กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการจัดการอาการปวดเส้นประสาทและปกป้องสุขภาพของเส้นประสาทตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของโรคเบาหวาน จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขไทย ทั้งช่วยลดอัตราการขาดงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และลดผลกระทบทางด้านจิตใจต่อครอบครัวผู้ป่วย

การรับรู้ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน อาจมีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้ป่วยชาวไทยแจ้งอาการและรับมือกับภาวะปลายประสาทอักเสบ ในสังคมไทยซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา การอดทนอดกลั้นและการยอมรับความเจ็บป่วยเรื้อรังมักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งบางครั้งอาจทำให้การวินิจฉัยโรคและการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพต้องล่าช้าออกไป การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองภาวะปลายประสาทอักเสบแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการลดอคติต่อการใช้ยาแก้ปวด และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านความเจ็บปวดอย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวย่างสำคัญเพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลที่ดีที่สุด (มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพไทย)

ในอนาคต ทีมวิจัยจาก UT Dallas หวังว่าการค้นพบครั้งนี้จะจุดประกายให้เกิดการวิจัยระลอกใหม่เกี่ยวกับ “การปกป้องเซลล์ประสาท” (neuroprotection) ซึ่งเป็นแนวทางที่ออกแบบมาเพื่อรักษาเซลล์ประสาทให้ยังคงแข็งแรงและทำงานได้ดี ก่อนที่จะเสื่อมสภาพจนกลายเป็นนาจ็อตต์ โนดูล “สิ่งที่เราต้องการอย่างเร่งด่วนในตอนนี้ คือการทดลองทางคลินิกของสารที่สามารถรักษาความสมบูรณ์ของเส้นประสาทตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มของโรคเบาหวาน ก่อนที่อาการปวดเส้นประสาทจะกลายเป็นภาระเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต” กลุ่มผู้นำการวิจัยเน้นย้ำ แนวทางที่เป็นไปได้มีทั้งการนำยาที่มีอยู่แล้วซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ประสาทมาทดลองใช้ในข้อบ่งใช้นี้ ตลอดจนการพัฒนายาตัวใหม่ที่พุ่งเป้าไปยังกลไกเฉพาะที่พบในนาจ็อตต์ โนดูลโดยตรง

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและครอบครัวทุกท่าน สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ การตรวจคัดกรองเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด และการรีบแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด บุคลากรทางการแพทย์เองก็ควรติดตามความก้าวหน้าล่าสุดในการวิจัยโรคปลายประสาทอักเสบอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายก็ควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างจริงจัง

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง งานวิจัยชิ้นสำคัญนี้ได้มอบแสงแห่งความหวังและชี้ทิศทางใหม่ให้กับผู้คนนับล้านที่ต้องทนทุกข์จากโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน นับเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อโครงสร้างขนาดจิ๋วที่เคยถูกมองข้ามไป อาจกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญในการไขประตูสู่การบรรเทาความเจ็บปวดให้กับผู้คนทั่วโลก สำหรับผู้ป่วยชาวไทย การผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยเข้ากับการดูแลที่เข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม อาจพลิกโฉมประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานในทศวรรษข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

แหล่งข้อมูล: