มีงานวิจัยใหม่ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ และกำลังจุดประเด็นชวนคิดถึงประสิทธิผลของการแปะป้ายบอกจำนวนแคลอรี่บนเมนูอาหารและฉลากสินค้า เดี๋ยวนี้ เราจะเห็นตัวเลขแคลอรี่โชว์หราตามร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่ของไทยกันจนชินตา แม้ตั้งใจจะส่งเสริมให้คนเลือกกินของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่าอาจจะได้ผลตรงกันข้าม คือยิ่งทำให้คนกินทั้งสับสนและไม่มั่นใจเวลาจะเลือกซื้ออาหารมากขึ้นไปอีก

งานวิจัยชิ้นนี้เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Retailing โดยมีผู้เข้าร่วมทดลองกว่า 2,000 คน ผ่านการทดลองถึง 9 ครั้ง ทีมวิจัย ซึ่งนำทีมโดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสุขภาพและจิตวิทยาผู้บริโภค พบว่า เมื่อคนเราดูข้อมูลแคลอรี่ตอนกำลังตัดสินใจเลือกอาหาร กลับกลายเป็นว่าอาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพก็ดูแย่น้อยลง ส่วนอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ดูจะมีประโยชน์ลดลงไปซะงั้น ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผู้เข้าร่วมทดลองเริ่มไม่แน่ใจในการตัดสินของตัวเองหลังจากเห็นตัวเลขแคลอรี่เข้าไป คะแนนด้านสุขภาพของอาหารอย่างสลัดกับชีสเบอร์เกอร์กลับดูไม่ต่างกันมากนัก กลุ่มที่ไม่เห็นข้อมูลแคลอรี่จะแยกแยะได้ชัดเจนว่าอะไรดี อะไรไม่ดีต่อสุขภาพ แต่พอมีตัวเลขแคลอรี่เข้ามา เส้นแบ่งตรงนี้กลับเบลอไปหมด (ข้อมูลจาก The Conversation)

ผลวิจัยที่ดูเหมือนจะสวนทางกับความเข้าใจเดิมๆ นี้ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อนโยบายสาธารณสุขและแวดวงอุตสาหกรรมอาหารในบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลกำลังผลักดันให้ฉลากอาหารมีความโปร่งใสมากขึ้น ร้านค้าเชนดังๆ หลายแห่งในไทย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดเจ้าใหญ่ ร้านชานมไข่มุก หรือแม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวติดแอร์ ก็เริ่มเอาข้อมูลแคลอรี่มาแสดงในเมนูด้วยความสมัครใจกันแล้ว ทั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต่างก็ออกโรงหนุนเรื่องการติดฉลากแคลอรี่ เพื่อรับมือกับปัญหาโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจที่พุ่งสูงขึ้นในไทย โดยเชื่อว่าข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใหม่นี้ชี้ว่าการเปิดเผยข้อมูลแคลอรี่อย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด ทีมวิจัยชี้ว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “ความไม่แน่นอนเชิงอภิปัญญา” (metacognitive uncertainty) หรือความรู้สึกแบบที่ว่า “ทีแรกนึกว่าเข้าใจดีแล้ว แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจซะแล้วสิ” ความรู้สึกนี้ทำให้การตัดสินใจของผู้บริโภคไม่เฉียบคมเหมือนเดิม ผลก็คือ แทนที่ข้อมูลแคลอรี่จะช่วยให้กระจ่าง กลับไปสั่นคลอนความมั่นใจและความแม่นยำในการตัดสินใจ ที่น่าสนใจคือ ความสับสนนี้เกิดจากข้อมูลแคลอรี่ล้วนๆ ไม่ใช่จากสารอาหารอื่นอย่างไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต อาจเป็นเพราะคนไทย รวมถึงผู้บริโภคที่อื่นๆ คุ้นหูกับคำว่า “แคลอรี่” แต่กลับไม่รู้วิธีนำข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

“มันทำให้คนคิดไปเองว่าตัวเองเข้าใจเรื่องแคลอรี่ดีแล้ว” หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “เพราะคนเราเห็นตัวเลขแคลอรี่กันจนชินตา เลยนึกว่าตัวเองรู้วิธีใช้ข้อมูลนั้น แต่เอาเข้าจริง ความมั่นใจนั้นหายวับไปอย่างไว แถมการตัดสินใจก็เป๋ไปด้วย”

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ผลกระทบนี้ถือว่าสำคัญไม่น้อย คนกรุงเทพฯ เองก็เจอกับอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์ตะวันตก ป้ายเมนูที่ระบุแคลอรี่ และคำโฆษณาสรรพคุณทางโภชนาการมากขึ้น ท่ามกลางร้านอาหารสารพัดที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ถ้าไม่มีการให้ความรู้ควบคู่กันไป หรือไม่มีฉลากที่ดูแล้วเข้าใจง่าย การติดป้ายบอกแคลอรี่อย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้คนไทยเลือกกินของที่ดีต่อสุขภาพได้จริง นักโภชนาการจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในเมือง (ซึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามตามระเบียบของสื่อ โดยขอให้ระบุเพียงตำแหน่ง) ให้ข้อสังเกตว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสัญลักษณ์ง่ายๆ หรือคู่มือร้อยละต่อวัน มาช่วยเสริมข้อมูลแคลอรี่ เพื่อให้คนไทยตีความตัวเลขเหล่านี้ในบริบทที่ถูกต้องได้ ข้อมูลแGLISHอรี่อย่างเดียวมันไม่พอจริงๆ”

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในยุโรปมีหลายอย่าง เช่น การใช้ฉลากโภชนาการแบบ “ไฟจราจร” (สีเขียวสำหรับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สีแดงสำหรับอาหารที่ไม่ดี) และการใช้คะแนนสรุปทางโภชนาการ ซึ่งบางประเทศในยุโรปเริ่มนำมาใช้แล้ว สำหรับประเทศไทย การลองพิจารณาแนวคิดเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเปิดเผยข้อมูลแคลอรี่ อาจทำให้ข้อมูลสุขภาพเป็นประโยชน์และคนทั่วไปนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมองถึงพฤติกรรมการกินที่หลากหลาย ความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกัน และความต้องการแคลอรี่ที่ไม่เท่ากันตามอายุ เพศ หรือกิจกรรมในแต่ละวัน

เมื่อก่อน สังคมไทยอาจจะไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องแคลอรี่กันมากนัก อาหารไทยดั้งเดิมก็มีความสมดุลตามธรรมชาติอยู่แล้ว อุดมด้วยผักสดและโปรตีนไขมันต่ำ แถมคนสมัยก่อนก็ใช้แรงงานขยับร่างกายกันเป็นปกติ แต่พอเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตผู้คนก็เนือยนิ่งมากขึ้น แถมยังหันไปกินอาหารแปรรูปกันเยอะ ทำให้การตระหนักรู้เรื่องแคลอรี่กลายเป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้ รายงานกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าสถิติโรคอ้วนในผู้ใหญ่ไทยเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ของประเทศ

อย่างไรก็ดี งานวิจัยล่าสุดนี้ย้ำเตือนว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อตัวเลขมากเกินไป นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้ทัศนะว่า “คนไทยเรามีความถนัดเรื่องตัวเลขไม่เท่ากัน และตัวเลขแคลอรี่ก็อาจจะสร้างความกังวลมากกว่าจะสร้างความเข้าใจโดยที่เราไม่รู้ตัว เราจะไปเหมาเอาเองว่าผู้บริโภคทุกคนจะพร้อมแปลงค่าแคลอรี่ไปเป็นการเลือกกินในชีวิตประจำวันได้เลยก็คงไม่ได้”

เมื่อมองไปข้างหน้า ทีมวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงคำถามที่ยังค้างคาใจ เช่น การเข้ามาของแอปสุขภาพ เครื่องมือติดตามการกินส่วนบุคคล และการแนะนำเมนูอาหารด้วย AI จะส่งผลต่อความเข้าใจของผู้บริโภคอย่างไร แล้วสิ่งเหล่านี้จะยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้นไปอีกหรือไม่ ในเมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถให้ข้อมูลแคลอรี่และสารอาหารได้แบบเรียลไทม์ ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้อาจเกิดความมั่นใจแบบผิดๆ แทนที่จะเป็นความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคและหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยควรต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ การติดฉลากแคลอรี่ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ “ข้อมูลไม่ใช่ความเข้าใจ” งานวิจัยเสนอแนะให้แสดงข้อมูลแคลอรี่ควบคู่กับบริบทอื่นๆ เช่น การอ้างอิงปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค สัดส่วนของปริมาณที่แนะนำต่อวัน หรือสัญลักษณ์ภาพที่คุ้นเคย เพื่อให้คนทั่วไปสามารถตัดสินใจเลือกอาหารโดยพิจารณาทั้งตัวเลขและคุณค่าทางโภชนาการ โดยอิงตามเป้าหมายสุขภาพของตนเอง

ถึงตอนนี้ คนไทยที่ไปทานข้าวนอกบ้านหรือเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูป ควรจำไว้ว่าแคลอรี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทางโภชนาการที่ใหญ่กว่านั้น การขอคำแนะนำด้านอาหารจากผู้เชี่ยวชาญ การใส่ใจอ่านฉลากโภชนาการแบบเต็ม (ไม่ใช่แค่แคลอรี่) และการสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีฉลากสาธารณสุขที่เข้าใจง่ายขึ้น ล้วนเป็นขั้นตอนที่ชาญฉลาดสำหรับทั้งตัวเราและสังคมโดยรวม การตระหนักถึงข้อจำกัดของ “ความรู้เรื่องแคลอรี่” จะช่วยให้ทั้งผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนในชาติ

แหล่งข้อมูล: