รายงานฉบับใหม่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า อายุคาดเฉลี่ยของคนในประเทศที่ยืนยาวที่สุดกับสั้นที่สุดนั้นห่างกันถึง 33 ปี เป็นภาพสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่ยังคงฝังรากลึกและดูจะถ่างกว้างออกไปเรื่อยๆ ทั้งในระดับโลกและในแต่ละประเทศ ผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นว่า สุขภาพและอายุขัยของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เรื่องพันธุกรรม แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเกิดและเติบโตที่ไหน ได้รับโอกาสอะไรบ้าง รวมถึงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่บีบคั้นให้คนบางกลุ่มต้องเสียเปรียบและถูกกีดกัน (UN News)

สำหรับคนไทย ข่าวนี้ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ใช่แค่ช่องว่างระหว่างไทยกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยังรวมถึงความแตกต่างภายในประเทศเราเองด้วย ในขณะที่ไทยกำลังมุ่งมั่นพัฒนาประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำภูมิภาคด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การเข้าใจถึงต้นตอของช่องว่างอายุคาดเฉลี่ยจึงสำคัญมากในการออกแบบนโยบายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างทั่วถึงและสร้างหลักประกันสุขภาพที่เท่าเทียม

ผลวิเคราะห์ของ WHO ชี้ว่า คนในประเทศที่อายุคาดเฉลี่ยสูงที่สุดมีแนวโน้มอายุยืนกว่าคนในประเทศที่อายุคาดเฉลี่ยต่ำสุดถึง 33 ปี WHO ย้ำว่าช่องว่างนี้ไม่ได้มีแค่ระหว่างประเทศรวยกับจน แต่ในประเทศรวยๆ เองก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ กลุ่มคนชายขอบหรือผู้ด้อยโอกาสมักมีอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวรายงานว่า “โลกเรานี้เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม ที่ที่เราเกิด เติบโต อาศัย ทำงาน และแก่ตัวลง ล้วนส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเราอย่างมาก” ท่านผู้อำนวยการใหญ่ฯ ยังเสริมอีกว่า ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเสียเปรียบทางสังคมและการถูกเลือกปฏิบัติ โดยระบุว่า “สุขภาพผูกติดกับสถานะทางสังคม ยิ่งคนอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนมากเท่าไร รายได้ก็น้อยลงเท่านั้น” (UN News)

รายงานของ WHO ฉบับนี้ถือเป็นการทบทวนครั้งแรกนับตั้งแต่รายงานปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพ (social determinants of health) ขององค์กรฯ เมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยได้ประเมินความคืบหน้าในการลดความเหลื่อมล้ำด้านอายุคาดเฉลี่ย อัตราการตายของเด็ก และอัตราการตายของมารดาภายในปี พ.ศ. 2583 แม้จะมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่ WHO ก็สรุปว่าเป้าหมายเหล่านี้คงไม่สำเร็จหากนานาชาติไม่ร่วมมือกันเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ข้อมูลเท่าที่มี แม้จะยังไม่ครบถ้วนในบางพื้นที่เพราะข้อจำกัดด้านข้อมูล ก็ชี้ชัดว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพมักจะยิ่งแย่ลง เด็กในประเทศยากจนมีโอกาสเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ สูงกว่าเด็กในประเทศร่ำรวยถึง 13 เท่า ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางนั้น การตายของเด็กเกือบสองล้านคนต่อปีสามารถป้องกันได้ หากลดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนที่จนที่สุดกับรวยที่สุดลงได้ และแม้ว่าอัตราการตายของแม่ทั่วโลกจะลดลง 40% ระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ. 2566 แต่การตายของแม่ส่วนใหญ่ถึง 94% ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ (UN News)

กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็เคยยอมรับถึงช่องว่างอายุคาดเฉลี่ยที่มีมานานระหว่างคนในเมืองกับชนบท คนบนดอยกับคนพื้นราบ รวมถึงระหว่างประชากรส่วนใหญ่กับกลุ่มเปราะบาง แม้ว่าในปี พ.ศ. 2565 อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยจะอยู่ที่ 78.7 ปีสำหรับผู้หญิง และ 71.2 ปีสำหรับผู้ชาย แต่ความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน แรงงานข้ามชาติ และคนไร้สัญชาติ ซึ่งมักเข้าถึงบริการสุขภาพได้น้อยกว่าและเสี่ยงตายสูงกว่าอยู่เสมอ (รายงานสุขภาพประเทศไทย ธนาคารโลก) ช่องว่างเหล่านี้ในประเทศก็สะท้อนภาพรวมของโลก และถือเป็นโอกาสในการปฏิรูปให้ตรงจุด โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังขยายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่เน้นความเท่าเทียม

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศชี้ว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นต้นตอของช่องว่างเหล่านี้ การเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้างต่อกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนพื้นเมือง คนไร้สัญชาติ ผู้อพยพ และคนยากจน ทำให้พวกเขาเสียเปรียบตั้งแต่เกิดไปจนตลอดชีวิต ในหลายกรณี การถูกผลักให้เป็นคนชายขอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้สร้างอุปสรรคทับถมในการเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด การศึกษาดีๆ และการดูแลสุขภาพ ตามรายละเอียดในรายงานของ WHO และสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยด้านสาธารณสุขไทย ปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น รายได้ การศึกษา การมีงานทำ สภาพแวดล้อม และสิทธิเสียงทางการเมือง ล้วนสำคัญต่อการกำหนดอายุขัยไม่แพ้โรงพยาบาลและยา (The Lancet, ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ)

ความมุ่งมั่นของไทยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่ได้รับการชื่นชม ถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และได้รับการยอมรับว่าช่วยให้ดัชนีสุขภาพทั่วประเทศดีขึ้น แถมยังช่วยให้คนนับล้านหลุดพ้นจากความจนสุดขีด อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนโยบายสุขภาพชั้นนำของไทยเตือนว่า ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท การขาดแคลนทรัพยากรในโรงพยาบาลชุมชน และคุณภาพการดูแลที่ไม่ทั่วถึง ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ “เราภูมิใจกับสิ่งที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำได้ แต่ก็ยังต้องทำอีกมากเพื่อเข้าให้ถึงกลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มที่เข้าถึงยาก” เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยกล่าว (ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและประเทศไทย)

บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทยก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดความเท่าเทียมทางสุขภาพเช่นกัน ความเชื่อเรื่องดวงชะตา การแพทย์แผนไทย ระบบอาวุโส และการเคารพผู้มีอำนาจ ล้วนมีทั้งส่วนที่ช่วยและส่วนที่ทำให้การดำเนินมาตรการสุขภาพจากภาครัฐมีความซับซ้อน แม้หลักธรรมเมตตาในพุทธศาสนาจะเป็นรากฐานของโครงการสุขภาพชุมชนหลายโครงการ แต่การตีตราทางสังคมเรื่องความจน ความพิการ และสุขภาพจิต ก็อาจเป็นอุปสรรคที่มองไม่เห็นในการเข้าถึงการดูแลและความช่วยเหลือ

ข้อเรียกร้องล่าสุดของ WHO เน้นย้ำว่าต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมเป็นสองเท่า การส่งเสริมบริการสาธารณะถ้วนหน้า การต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการจัดการกับการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้ง และการถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน สำหรับประเทศไทย การรับมือกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปัญหามลพิษในเมือง อุบัติเหตุบนท้องถนน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ล้วนเชื่อมโยงกับเรื่องความเท่าเทียม ร่าง พ.ร.บ. สาธารณสุขของรัฐบาลไทยพยายามจะแก้ปัญหาเหล่านี้บางส่วน แต่จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน และผนวกเรื่องความเท่าเทียมเข้าไปในทุกนโยบาย (UN News)

ในอนาคต เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลใหม่ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพ จะช่วยให้รับมือได้เฉียบคมขึ้น และมองเห็น “กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ซ่อนอยู่” ได้ เครือข่ายภาคประชาสังคม อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่ริเริ่มโดยนักวิชาการไทย อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นได้ ความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านกลุ่มความร่วมมือด้านสาธารณสุขอาเซียน (ASEAN Health Cluster) ที่ไทยเป็นสมาชิกสำคัญ ก็เป็นอีกช่องทางแลกเปลี่ยนบทเรียนและผลักดันการแก้ปัญหาร่วมกันข้ามแดน โดยเฉพาะเมื่อการย้ายถิ่นของแรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง

สำหรับคนไทย การลดช่องว่างอายุคาดเฉลี่ยไม่ใช่แค่เรื่องการมีอายุยืนยาวขึ้น แต่หมายถึงการสร้างชาติที่ยุติธรรม ปลอดภัย และแข็งแกร่งขึ้นด้วย คนกำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญไม่ใช่แค่การเข้าถึงโรงพยาบาลและยา แต่ยังรวมถึงโภชนาการเด็กเล็ก ความเท่าเทียมทางการศึกษา การมีงานที่ดีทำ สภาพแวดล้อมที่สะอาด และการคุ้มครองจากความรุนแรงและการถูกกีดกัน ผู้นำชุมชน นักการศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์ก็ช่วยได้ โดยเป็นปากเสียงให้กลุ่มเปราะบาง และส่งเสริมการดูแลที่ทั่วถึงและเข้าใจวัฒนธรรม

ในชีวิตจริง ครอบครัวและชุมชนควรเข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพอย่างแข็งขัน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ ใช้ประโยชน์จากการตรวจคัดกรองโรค และช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่อ่อนแอ ขอเรียกร้องให้คนกำหนดนโยบายลงทุนในระบบข้อมูลที่แยกแยะข้อมูลตามเพศ เชื้อชาติ รายได้ และพื้นที่ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะ “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” สังคมไทยโดยรวมจะได้ประโยชน์ หากมองว่าความเท่าเทียมทางสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคของหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นรากฐานร่วมกันเพื่อความเจริญของชาติ ความสามัคคีในสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

แหล่งข้อมูล: