นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับอาการปวดเรื้อรัง เมื่อมีงานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดเผยว่า การฝึกควบคุมอารมณ์อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้อย่างเห็นผลและยาวนาน การทดลองทางคลินิกที่ตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (UNSW) และมีรายงานใน Neuroscience News พบว่า การให้ความสำคัญกับการจัดการอารมณ์ควบคู่ไปกับการดูแลร่างกาย สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่ทรมานจากอาการปวดเรื้อรังได้อย่างมาก นับเป็นความก้าวหน้าที่มีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทย ที่ปัญหาปวดเรื้อรังเป็นเรื่องใหญ่ด้านสุขภาพที่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

ที่ผ่านมาหลายสิบปี การรักษาอาการปวดเรื้อรังมักจะเน้นไปที่การใช้ยาหรือกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งในไทยก็ไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลก แนวทางเหล่านี้มีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ทั้งผลข้างเคียงของยา ความเสี่ยงในการติดยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ และการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่ยังเป็นเรื่องยาก แม้ว่าการบำบัดทางจิตใจอย่างการบำบัดพฤติกรรมและความคิด (CBT) จะเริ่มได้รับการยอมรับในคลินิกรักษาความปวดและโรงพยาบาลในบ้านเรามากขึ้น แต่ก็ยังมองข้ามความทุกข์ใจที่มักมาคู่กับอาการปวดที่ยืดเยื้อ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open นี้ กำลังชี้ให้เห็นถึงทางเลือกใหม่ที่มองปัญหาแบบองค์รวมและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้ป่วยชาวไทยและระบบสาธารณสุขของเรา

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้คือ การบำบัดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การบำบัดความปวดและอารมณ์” (Pain and Emotion Therapy) ซึ่งให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมดเป็นเวลาแปดสัปดาห์ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธี “ลดอารมณ์ลบ เสริมอารมณ์บวก” ผ่านการพูดคุยแบบกลุ่มทางวิดีโอคอลกับนักบำบัด โดยใช้เทคนิคที่พัฒนามาจากการบำบัดพฤติกรรมวิภาษวิธี (Dialectical Behavioral Therapy หรือ DBT) ระหว่างนี้ ผู้เข้าร่วมยังคงได้รับการรักษาทางการแพทย์ตามปกติ ควบคู่ไปกับการใช้แอปพลิเคชันเรียนรู้ด้วยตนเองและคู่มือประกอบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะกับการนำมาปรับใช้กับระบบบริการสุขภาพทางไกล (telehealth) ของไทยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าสนใจ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจนจบคอร์สรายงานว่า โดยเฉลี่ยแล้ว อาการปวดลดลงประมาณ 10 คะแนน (จากเต็ม 100) ในช่วงหกเดือนหลังจบการบำบัด ทั้งยังรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นด้วย (Neuroscience News และ งานวิจัยใน JAMA Network Open)

“ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ดีขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว” นักวิจัยหลักจาก UNSW กล่าว “แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับความเจ็บปวดได้ดีขึ้นจริง ๆ” ผู้เข้าร่วมโครงการหลายคนเล่าว่า พวกเขารู้สึกว่าจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น อาการปวดลดลง และได้ชีวิตในส่วนที่เคยหายไปเพราะความเจ็บปวดกลับคืนมา สิ่งที่น่าสนใจคือ การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ (emotion dysregulation) หรือก็คือการที่คนเราไม่สามารถรับมือกับอารมณ์ด้านลบได้นั้น เป็นปัญหาสำคัญที่มักถูกมองข้ามในผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรัง การสอนให้ผู้ป่วยรู้จักและรับมือกับอารมณ์เหล่านี้ได้ดีขึ้น จึงเป็นเหมือนการตัดวงจรความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานไม่ให้เลวร้ายลงไปอีก

ปัญหาปวดเรื้อรังทั่วโลกถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คาดการณ์กันว่าประชากรโลกร้อยละ 30 รวมถึงในประเทศไทย ต้องทนอยู่กับอาการปวดต่อเนื่องนานกว่าสามเดือน (องค์การอนามัยโลก) และในกลุ่มนี้ ปัญหาสุขภาพจิตก็พบได้บ่อยมาก โดยมากถึงร้อยละ 80 มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล และน่าตกใจที่อัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรังสูงกว่าคนทั่วไปถึงสองถึงสามเท่า (New Scientist) สถานการณ์ในประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าร่วมนั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรต่างจังหวัดและผู้สูงอายุ (รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2564 ซึ่งอ้างอิงจาก Hfocus) ทั้งเรื่องงาน ชีวิตครอบครัว หรือแม้แต่กิจกรรมในชุมชนก็ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและยิ่งลำบากมากขึ้น

งานวิจัยนี้มีผู้ใหญ่เข้าร่วม 89 คน ที่มีอาการปวดเรื้อรังจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปวดหลังไปจนถึงปวดจากมะเร็ง รวมถึงผู้ที่อยู่ห่างไกลในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธีออนไลน์นี้เข้าถึงง่ายจริง ทีมวิจัยได้เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับการบำบัดแบบใหม่กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ และพบว่ากลุ่มที่บำบัดมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งในทางสถิติและทางคลินิก ทั้งในเรื่องการควบคุมอารมณ์และความรุนแรงของอาการปวด คะแนนจากแบบวัดความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์ (Difficulties in Emotion Regulation Scale ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐาน) ลดลงอย่างมีความหมาย โดยกลุ่มที่บำบัดมีคะแนนดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมสี่ถึงห้าคะแนนในสัปดาห์ที่เก้า และผลส่วนใหญ่ยังคงอยู่เมื่อติดตามผลในอีกหกเดือนต่อมา ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเล่าว่า “แค่ทำใจให้สงบ ก็ลดปวดจากระดับแปดเก้า เหลือแค่สี่ห้าได้แล้ว”

ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยกย่องงานวิจัยชิ้นนี้ว่าเป็น “จิ๊กซอว์ที่หายไป” ในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง โดยชี้ว่าแม้ประเทศไทยและหลายประเทศจะเริ่มนำเรื่องสุขภาพจิตเข้ามาอยู่ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นแล้ว แต่การฝึกทักษะจัดการอารมณ์โดยตรงสำหรับผู้ป่วยที่ปวดเรื้อรังยังถือว่ามีน้อยมาก (New Atlas) การบำบัดแบบกลุ่มออนไลน์นี้ยังช่วยลดอุปสรรคเรื่องการเดินทางที่ผู้ป่วยชาวไทยจำนวนมากต้องเจอ โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วต้องเดินทางเข้ามารักษาในเมืองใหญ่กับผู้เชี่ยวชาญ

วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะอาการปวดเรื้อรังไม่ได้แค่เปลี่ยนเส้นประสาทและเนื้อเยื่อ แต่ยังกระทบไปถึงศูนย์ควบคุมอารมณ์ในสมองด้วย ความเจ็บปวดที่ยาวนานจะไปรบกวนการทำงานของวงจรเชื่อมต่อระหว่างก้านสมอง ส่วนคอร์เทกซ์ และระบบลิมบิก ทำให้คนเราตอบสนองทางอารมณ์ไวขึ้น และรับมือหรือแสดงออกความรู้สึกด้านลบได้ยากขึ้น อารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านี้ เช่น ความกลัว ความหงุดหงิด ความสิ้นหวัง ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้อาการปวดหนักขึ้นและนานขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยาอย่างเดียวเอาไม่อยู่ (Devdiscourse) ดังที่นักบำบัดท่านหนึ่งที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้อธิบายว่า “คนที่ปวดเรื้อรังมักจะขาดการเชื่อมโยงกับอารมณ์ทั้งด้านบวกและลบ การเรียนรู้ที่จะรับรู้และจัดการความรู้สึกเหล่านี้ใหม่อีกครั้ง จึงดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฟื้นตัว”

สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์นี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะโรงพยาบาลรัฐมักมีบุคลากรจำกัด และทรัพยากรด้านการฟื้นฟูสุขภาพก็น้อย โดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่ การบำบัดอาการปวดแบบดิจิทัลที่มีนักบำบัดคอยดูแล จึงช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่สะดวกเข้าร่วมโปรแกรมแบบเจอหน้าได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพดิจิทัลของไทยเองก็เติบโตขึ้นมากตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยกระทรวงสาธารณสุขก็สนับสนุนเรื่องการแพทย์ทางไกลและแพลตฟอร์มสุขภาพจิตออนไลน์อย่างเต็มที่ (Bangkok Post) การนำการบำบัดอาการปวดที่เน้นเรื่องอารมณ์ไปผนวกรวมกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ จะช่วยแก้ปัญหาทั้งเรื่องปวดและปัญหาสุขภาพใจที่ตามมาได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกคน ตั้งแต่หนุ่มสาวออฟฟิศในกรุงเทพฯ ไปจนถึงคุณตาคุณยายชาวไร่ชาวนาในภาคอีสาน

ผลการวิจัยนี้ยังสอดรับกับวิถีวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมอีกด้วย หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาในบ้านเราเน้นเรื่องสติ (mindfulness) และการยอมรับ (acceptance) เพื่อเป็นหนทางดับทุกข์ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการควบคุมอารมณ์และการบำบัดแบบ DBT เช่นกัน เทคนิคการรับมือความเจ็บปวดด้วยการทำสมาธิก็มีการปฏิบัติกันมานานหลายร้อยปีในวัดและสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ทั่วไทย งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าแนวทางที่สืบทอดกันมานี้ สามารถนำมาปรับประยุกต์เข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ และส่งต่อให้ผู้ที่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดได้อย่างทั่วถึง โดยไม่เกี่ยงว่าอยู่ที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไร

อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายอยู่บ้าง เช่น การปรับการบำบัดให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย การทำให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล และการฝึกอบรมนักบำบัดให้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความปวดโดยเน้นอารมณ์โดยเฉพาะ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ แม้งานวิจัยนี้จะน่าเชื่อถือในฐานะการทดลองเบื้องต้น แต่ผู้เข้าร่วมยังมีไม่ถึงร้อยคน จึงจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้นและในกลุ่มคนที่หลากหลายกว่านี้ นักวิจัยจาก UNSW และทีมงานคาดว่าจะเริ่มการทดลองติดตามผลครั้งสำคัญในปี 2569 เพื่อพัฒนารูปแบบการบำบัดนี้ให้เหมาะกับการใช้งานในระดับสากลได้กว้างขวางขึ้น (Neuroscience News)

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรสาธารณสุขของไทย ข้อความสำคัญคือ หากต้องการแก้ปัญหาวิกฤตปวดเรื้อรังอย่างจริงจัง ต้องใส่ใจทั้งเรื่องกายและใจไปพร้อมกัน ส่วนผู้ป่วยและครอบครัว การบำบัดออนไลน์ที่เน้นสร้างทักษะนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ที่จะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่หลายคนรอคอยมานาน

สรุปได้ว่า การบำบัดด้วยการควบคุมอารมณ์เป็นเครื่องมือใหม่ที่น่าจับตามองในการต่อสู้กับอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งให้ผลดีมากกว่าแค่ลดปวด แต่ยังช่วยให้อารมณ์แจ่มใส นอนหลับได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอาการปวดเรื้อรัง หรือดูแลผู้ป่วยอยู่ ควรลองปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการสุขภาพเกี่ยวกับการนำการบำบัดทางจิตใจมาใช้ร่วมกับการรักษาทางกาย ในยุคที่บริการสุขภาพทางไกลของไทยกำลังเติบโต การเปิดรับข้อมูลทางเลือกใหม่ๆ ในการจัดการความปวด รวมถึงการบำบัดควบคุมอารมณ์ผ่านระบบออนไลน์ อาจเป็นประตูสู่อนาคตที่สดใสและสบายตัวกว่าเดิม เป็นอนาคตที่ผสมผสานทั้งวิทยาการสมัยใหม่และภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้าด้วยกัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งอ้างอิง: