ผลวิจัยล่าสุดเผยข้อมูลน่าคิด พนักงานที่เปิดอกยอมรับว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยทำงาน ดูเหมือนจะได้รับความไว้วางใจจากทั้งเพื่อนร่วมงานและลูกค้าน้อยกว่าคนที่ไม่ปริปากบอกเรื่องนี้ ข้อมูลนี้ตีพิมพ์ในรายงานวิจัยฉบับล่าสุดบนเว็บไซต์ The Conversation สวนทางกับความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่ายิ่งโปร่งใสเรื่องการใช้เทคโนโลยี ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศดีๆ ในที่ทำงาน

เรื่องนี้นับว่าสำคัญไม่น้อยสำหรับคนทำงานและองค์กรในบ้านเรา เพราะเดี๋ยวนี้ธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วไทยต่างก็หันมาพึ่งพาโซลูชัน AI กันถ้วนหน้า ทั้งแชทบอทบริการลูกค้า เครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติ หรือแม้แต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หลายๆ บริษัทก็สนับสนุนให้พนักงานนำ AI มาใช้ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และสอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ชูเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับบ่งชี้ว่า การยอมรับว่าต้องใช้ตัวช่วยเหล่านี้ อาจไปบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคี การให้เกียรติ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

งานวิจัยนี้เป็นผลงานของทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กรและจิตวิทยา พวกเขาออกแบบการทดลองให้ผู้เข้าร่วมได้มีปฏิสัมพันธ์หรือประเมินบุคคลอื่น โดยมีทั้งคนที่เปิดเผยว่าใช้ AI ช่วยทำงาน และคนที่ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า คนที่ยอมรับว่าใช้ AI มักถูกมองว่าน่าเชื่อถือน้อยกว่า แถมยังดูเหมือนจะเก่งน้อยกว่าด้วย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่เงียบๆ ไว้ หรือบอกเป็นนัยว่าทำเองทั้งหมด นักวิจัยท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ The Conversation ว่า “เอาเข้าจริง คนเรายังคงสงสัยในความตั้งใจจริงและความพยายามที่ทุ่มเทลงไปในงาน หากมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง”

ผลกระทบต่อคนทำงานในเมืองไทยถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างองค์กรแบบลดหลั่นชั้น หรือเน้นความสมานฉันท์ในทีมอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ในบ้านเรา ความไว้เนื้อเชื่อใจกันนี่แหละคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำงานเป็นทีมและการเติบโตในสายอาชีพ งานวิจัยนี้สะท้อนสถานการณ์ที่น่าคิด คือถึงแม้ความซื่อสัตย์โปร่งใสจะเป็นเรื่องดี แต่การเปิดเผยว่าใช้ AI ก็อาจจะย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์ หรือกระทบความสัมพันธ์ในทีมแบบไม่รู้ตัว ยิ่งในวงการที่ต้องข้องเกี่ยวกับข้อมูลละเอียดอ่อนและการตัดสินใจสำคัญๆ อย่างธนาคาร การแพทย์ และการศึกษาด้วยแล้ว การหาจุดสมดุลระหว่างการนำนวัตกรรมมาใช้กับการรักษาความน่าเชื่อถือของคนทำงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบเป็นพิเศษ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ที่คนรู้สึกไม่ค่อยโอเค อาจเป็นเพราะมองว่า AI มันดูไร้ชีวิตจิตใจ หรือเป็นแค่ทางลัดในการทำงาน จนพาลสงสัยไปถึงคุณค่าของผลงานที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนจริงๆ นักจิตวิทยาองค์กรระดับโลกท่านหนึ่งที่คร่ำหวอดเรื่องนี้ให้ทัศนะว่า “ถึง AI จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นก็จริง แต่หลายคนก็ยังรู้สึกว่าการใช้ AI มันทำให้เครดิตความสำเร็จของตัวเองลดลง แถมอาจจะกระทบกับคุณภาพงานด้วยซ้ำ”

ในสังคมไทยที่เรื่อง “หน้าตา” หรือ “การรักษาหน้า” (rak sa na) เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หลายคนอาจรู้สึกกดดันจนต้องแอ๊บว่าทำเองทุกอย่าง หรือพยายามซ่อนไม่ให้ใครรู้ว่าใช้เทคโนโลยีช่วย เพื่อรักษาเครดิตและความน่าเชื่อถือในสายตาเพื่อนร่วมงานและลูกค้า ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็ปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็วพอตัว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กับคนทำงานในเมือง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่ม โดยเฉพาะพนักงานรุ่นเก๋า หรือในวงการที่ยังยึดติดกับธรรมเนียมเดิมๆ และความรู้จากผู้มีประสบการณ์ ที่ยังหวั่นๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่มันเร็วซะจนตั้งตัวไม่ทัน

มองไปข้างหน้า ถ้าช่องว่างความไว้ใจนี้ยังอยู่ อาจกลายเป็นกำแพงขวางการนำ AI มาใช้อย่างเปิดเผยในที่ทำงาน และอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทยสะดุดได้ ถ้าพนักงานกลัวเสียเครดิต ก็อาจจะเลือกซุกซ่อนการใช้เครื่องมือหรือวิธีการทำงานดีๆ ซึ่งจะยิ่งทำลายความโปร่งใสและวัฒนธรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมที่องค์กรพยายามปั้นขึ้นมา ทีมวิจัยแนะว่า องค์กรต่างๆ ควรกำหนดกติกาที่ชัดเจน และเปิดวงคุยกันถึงขอบเขตการใช้ AI ที่พอเหมาะพอควร ที่สำคัญคือ ต้องให้เครดิตกับความพยายามและฝีมือของพนักงาน ควบคู่ไปกับการรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็น พวกเขาย้ำด้วยว่า “องค์กรไม่ควรมองแค่ผลลัพธ์ของงาน แต่ควรมองลึกลงไปถึงการนำเครื่องมือมาปรับใช้อย่างฉลาดและมีจรรยาบรรณด้วย”

สำหรับคนทำงานชาวไทยที่กำลังเจอปัญหานี้ การสื่อสารคือคีย์สำคัญ อาจจะต้องอธิบายให้เคลียร์ว่า AI เอามาช่วยตรงไหน โดยเน้นย้ำว่ามันมาเสริม (ไม่ใช่มาแทนที่) การตัดสินใจและทักษะของคน และวางบทบาท AI ให้เป็นเหมือนผู้ช่วยที่มาซัพพอร์ตความเก่งของเรา ไม่ใช่มาแย่งซีนความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ การปูพื้นความรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) และสร้างความเข้าใจเรื่อง AI ให้กับทุกคนในองค์กร ก็จะช่วยลดความหวาดระแวง ทำให้คนมอง AI เป็นตัวช่วยเสริมพลัง ไม่ใช่มองเป็นศัตรู

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มตัว การหาจุดลงตัวระหว่างความจริงใจในการเปิดข้อมูลกับการสื่อสารอย่างมีชั้นเชิง รวมถึงการเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อความไว้ใจ นับเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ จึงอยากชวนผู้อ่านทุกท่านลองหันมามองบทบาทของ AI ในการทำงานของตัวเอง สนับสนุนให้องค์กรมีนโยบายที่ชัดเจน และร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในที่ทำงานของเรา

แหล่งข้อมูล: