ในขณะที่พ่อแม่ชาวไทยกำลังเตรียมลูกหลานให้พร้อมสำหรับโลกของผู้ใหญ่ ก็มีงานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่ที่จุดประเด็นชวนคิดว่า นอกจากเรื่องเรียนเก่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เด็กอายุ 18 ปี ควรมีทักษะชีวิตอะไรติดตัวบ้าง ถึงจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้จริง? ประเด็นนี้ยิ่งฮือฮามากขึ้นหลังมีบทความล่าสุดใน The Globe and Mail ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยของนักจิตวิทยาชื่อ มาร์ติน เซลิกแมน เรื่องพัฒนาการของวัยรุ่น และเช็กลิสต์ทักษะจากอดีตคณบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บทสรุปที่ชัดเจนก็คือ เด็กยุคใหม่ไม่ว่าจะชาติไหน ทั้งแคนาดาหรือไทย กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะขาดทักษะการพึ่งพาตัวเอง หากพ่อแม่ยังประคบประหงมทำทุกอย่างให้
หลายครอบครัวในไทยก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ทั่วโลกที่ทุ่มเทสุดตัวกับความสำเร็จด้านการเรียนของลูก จนบางครั้งก็เผลอดูแลจัดการชีวิตประจำวันให้ลูกวัยรุ่นแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ปลุกไปโรงเรียนยันเตรียมของโปรดไว้ให้กิน บทความต้นเรื่องยกตัวอย่างคุณแม่ที่ให้ลูกวัยทีนทำอาหารเย็นเองตอนพายุหิมะถล่ม ยิ่งชวนให้คิดว่า การที่ผู้ใหญ่คอยปัดเป่าปัญหาในชีวิตประจำวันให้ลูกอยู่เรื่อยๆ อาจกลายเป็นว่าเรากำลังสกัดดาวรุ่ง ปิดกั้นโอกาสที่ลูกจะได้พึ่งพาตัวเองโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเด็กไทยกำลังก้าวสู่โลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน คำถามที่ว่าเด็กอายุ 18 ของเราพร้อมจะโบยบินด้วยตัวเองหรือยัง? จึงดังกระหึ่มในใจ
บทความชิ้นนั้นสรุป 11 ทักษะชีวิตสุดจำเป็น อ้างอิงจากทั้งประสบการณ์ตรงและงานวิจัยเพียบ รวมถึงหนังสือดังอย่าง “How to Raise an Adult” ของอดีตคณบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สกิลเหล่านี้ไม่ใช่แค่มีก็ดีไม่มีก็ได้ แต่เป็นของมันต้องมี! ที่เด็กหนุ่มสาวทุกคน ไม่ว่าจะไทยหรือเทศ ควรจะชำนาญก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น กล้าคุยกับคนไม่รู้จักคล่องๆ, เดินทางไปที่ใหม่ๆ เองได้โดยไม่ต้องมีพ่อแม่คอยบอกทางตลอด, จัดการเวลาและชีวิตตัวเองเป็น, และรับมือกับเรื่องยากๆ ได้โดยไม่สติแตก ที่สำคัญสุดๆ คือต้องช่วยงานบ้านเป็น, ดูแลตัวเองได้ (ตั้งแต่ตื่นเองยันเลือกกินของดีมีประโยชน์), บริหารเงินเป็น และกล้าลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้ตัวเองเติบโต ในยุคที่อะไรๆ ก็ดึงความสนใจไปหมดทางดิจิทัล เด็กวัยรุ่นยังต้องหัดอยู่กับความคิดตัวเองเงียบๆ ได้บ้าง โดยไม่ต้องมีมือถือมาคอยกวนใจ ซึ่งเป็นทักษะที่นับวันยิ่งหายาก แต่โคตรจำเป็น
นักจิตวิทยาเซลิกแมนที่บทความอ้างถึง ชี้ว่าเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้จาก “สถานการณ์ที่ทำอะไรแล้วต้องเห็นผลลัพธ์” (contingency) คือให้รู้ว่าทุกการกระทำมันมีผลตามมาและมีความหมาย ถ้าพ่อแม่คอยยื่นมือเข้าช่วยตลอด งานวิจัยของเซลิกแมนชี้ว่าเด็กจะเหลือแค่ “ความเนือย ซึมเศร้า และสุขภาพกายก็แย่ลง” (The Globe and Mail) ข้อค้นพบนี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาวัยรุ่นทั่วโลก รวมถึงงานวิจัยในวารสาร Adolescent Research Review ด้วย (SpringerLink)
สำหรับครอบครัวไทย เรื่องนี้ส่งผลกระทบไม่น้อยเลยทีเดียว ตามธรรมเนียมดั้งเดิม พ่อแม่ โดยเฉพาะคุณแม่ มักจะเป็นคนจัดการเรื่องชีวิตประจำวันให้ลูกวัยรุ่น ด้วยความรักและอยากปกป้องลูกจากความลำบาก ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ยิ่งเห็นชัด เพราะมีตัวช่วยอย่างแม่บ้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและเจ้าหน้าที่แนะแนวจากมหาวิทยาลัยดังๆ ของไทยหลายแห่งออกมาเตือนว่า นิสิตนักศึกษาที่ไม่เคยเจอปัญหาหรือไม่เคยแก้ปัญหาชีวิตประจำวันเองเลย อาจจะไปไม่รอดเมื่อต้องใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ทั้งในไทยและต่างแดน อย่างที่เจ้าหน้าที่แนะแนวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเล่าว่า “ทุกเทอม เราจะเจอนิสิตที่เรียนเก่งมาก แต่ดูแลตัวเองเบื้องต้นไม่ได้ หรือรับมือกับปัญหาจุกจิกรายวันไม่เป็น ซึ่งกระทบทั้งความมั่นใจและสุขภาพจิตของเด็ก” เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่คณาจารย์บอกว่านักศึกษาใหม่หลายคนยังขาดทักษะเรื่องจัดตารางเวลาและความอึดทางใจ
ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ในเมืองใหญ่ ในต่างจังหวัดเอง แม้บางทีความจำเป็นอาจจะบีบให้เด็กต้องช่วยตัวเองมากกว่า แต่สังคมที่เปลี่ยนไปบวกกับพ่อแม่ที่เข้าไปมีบทบาทกับลูกมากขึ้น ก็ทำให้เกิดภาพคล้ายๆ กัน ผลสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการก็ชี้ว่า ถึงเด็กไทยจะอ่านออกเขียนได้เยอะ แต่ทักษะชีวิตสำคัญๆ อย่างการบริหารเงิน การดูแลสุขภาพ และการคุมอารมณ์ตัวเอง ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (สมศ.) กระแส “กลุ่มพ่อแม่” ในโซเชียลมีเดียไทยที่บูมๆ กันอยู่ ก็สะท้อนความกังวลของคนทั้งประเทศว่าจะเตรียมลูกหลานให้พร้อมสำหรับชีวิตผู้ใหญ่ยังไงดี
สมัยก่อน วัฒนธรรมไทยเน้นครอบครัวที่เหนียวแน่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างรุ่น แต่พอโลกเปลี่ยนเร็ว คนรุ่นใหม่ไปเรียนต่อหรือทำงานเมืองนอกกันมากขึ้น ทักษะแบบสากลๆ เลยจำเป็นขึ้นมา บทความใน The Globe and Mail บอกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องเริ่มที่พ่อแม่ “การฝึกทักษะชีวิตพื้นฐานพวกนี้ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก มันเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ สะสม ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามของพ่อแม่เยอะมาก เริ่มจากทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นก็คอยดูอยู่ห่างๆ และสุดท้ายคือปล่อยมือเต็มที่ให้ลูกได้ลองทำเอง” สำหรับพ่อแม่ไทยหลายคน นี่คือการต้องฝืนใจตัวเองที่อยากจะเข้าไปเคลียร์ทุกปัญหาให้ลูก และค่อยๆ ถอยออกมาเมื่อลูกโตพอ
ระบบการศึกษาไทยก็เริ่มขยับตัวเรื่องนี้แล้ว โรงเรียนอินเตอร์และโรงเรียนเอกชนดังๆ หลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เริ่มมีหลักสูตร “ทักษะชีวิต” ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีทำบัญชี เตรียมอาหาร แก้ปัญหาความขัดแย้ง และบริหารเวลาให้เป๊ะ ซึ่งเป็นทักษะที่เมื่อก่อนอาจจะเรียนรู้กันเองในครอบครัวและชุมชน แต่เดี๋ยวนี้ต้องสอนกันเป็นเรื่องเป็นราว โครงการอย่าง “กล้าคิด กล้าทำ” ที่พัฒนาโดยศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งประเทศไทย (TCLL) ก็ตั้งเป้าจะลดช่องว่างระหว่างการเรียนแบบท่องจำกับการเอาตัวรอดในชีวิตจริง องค์กรเยาวชนระดับประเทศอย่างสำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย และสมาคมลูกเสือ ก็เน้นย้ำเรื่องคล้ายๆ กันในกิจกรรมเวิร์คช็อปและค่ายต่างๆ
ที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่การผลักไสไล่ส่งลูกหลาน หรือทิ้งเรื่อง “น้ำใจ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของครอบครัวไทยไปไหน แต่เหมือนที่คอลัมนิสต์บอกไว้ การเตรียมลูกให้มีทักษะเอาตัวรอดได้จริงนี่แหละคือ “ของขวัญสุดล้ำค่า” : “เมื่อเวลาผ่านไป พ่อแม่จะค่อยๆ ทำอะไรให้น้อยลง เพราะรู้ว่าลูกดูแลตัวเองได้แล้ว ส่วนเด็กวัยรุ่นเองก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และตื่นเต้นกับอิสระที่กำลังจะได้มา” ในยุคที่ปัญหาเด็ก Gen Z ทั่วโลก ทั้งว่างงาน ทั้งสุขภาพจิตแย่ กำลังน่าเป็นห่วง เรื่องนี้ยิ่งเดิมพันสูง
มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสังคมไทยจะเจอแรงกดดันมากขึ้น ให้ต้องปรับวิธีพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ทันโลก นายจ้างทั่วโลก ไม่ว่าจะธุรกิจท่องเที่ยว สาธารณสุข หรือดิจิทัล ต่างก็มองหาคนที่ปรับตัวเก่ง คิดอะไรใหม่ๆ ได้ และใจสู้ พอๆ กับสกิลเฉพาะทางหรือความรู้ทางวิชาการ ยิ่งพอมีการรวมกลุ่ม AEC เข้มข้นขึ้น เด็กไทยไม่ได้แข่งแค่กับเพื่อนๆ จากเวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังต้องโชว์ให้เห็นว่าพึ่งพาตัวเองได้และแก้ปัญหาเป็นด้วย ดังคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการศึกษาจาก สพฐ. ท่านหนึ่ง ที่ว่า “โลกไม่รอเรา เราต้องเตรียมลูกหลานให้พร้อมเจอกับชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เตรียมสอบ”
สำหรับพ่อแม่และครูบาอาจารย์ชาวไทย มีคำแนะนำง่ายๆ ที่เอาไปใช้ได้จริง ดังนี้:
- เริ่มให้เร็ว: หัดให้รับผิดชอบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ยังเด็ก แล้วค่อยๆ เพิ่มความยากตามวัย เรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เตรียมอาหารเช้าเอง จัดการค่าขนมรายสัปดาห์ หรือลองไปตลาดที่ไม่คุ้นด้วยตัวเอง จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เยอะ
- สอนให้คุ้นเคยกับความผิดพลาด: ปล่อยให้ลูกวัยรุ่นได้ลองผิดลองถูกบ้าง เช่น ตกรถเมล์ ทำกับข้าวไหม้ หรือเจอเรื่องคุยยากๆ แล้วให้กำลังใจให้เขาเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น
- สอนให้รู้จักอารมณ์ตัวเอง: เปิดอกคุยกันเรื่องความเครียด ความอึดอัดใจ และความขัดแย้งในบ้าน ทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าเจอเรื่องยากๆ แล้วรับมือยังไง แทนที่จะคอยกันลูกออกจากปัญหาทุกอย่าง
- สอดแทรกทักษะชีวิตในกิจกรรมโรงเรียนและชุมชน: สนับสนุนให้โรงเรียนและองค์กรต่างๆ ในชุมชนจัดคลาสสอนเรื่องการทำบัญชี ทำอาหาร แก้ปัญหาความขัดแย้ง และการดูแลสุขภาพใจ
- สร้างวินัยในการใช้จอ: ชวนให้มีช่วง “พักจอ” บ้าง ให้เด็กๆ ได้อยู่กับตัวเอง คิดอะไรเพลินๆ ทำสมาธิ หรือหางานอดิเรกที่ไม่ต้องใช้จอทำ เพื่อลดสิ่งล่อใจจากหน้าจอมือถือ
อย่างที่ผู้เขียนบทความย้ำไว้ เส้นทางสู่การพึ่งพาตัวเองได้นั้นต้องอาศัยการ “สั่งสม” คือเก็บเล็กผสมน้อยจากประสบการณ์สำคัญๆ เมื่อเวลาผ่านไป สำหรับสังคมไทย นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายแต่ไม่ยากเกินไป ถ้าเราติดอาวุธให้เด็กๆ ด้วยเครื่องมือที่ใช้ได้จริงสำหรับชีวิตผู้ใหญ่ เราก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่ทั้งแกร่ง เก่ง และมั่นใจเต็มร้อย
สำหรับครอบครัวที่มองหาคำแนะนำเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (DMH.go.th) และเว็บไซต์รวมทักษะเยาวชนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (ThaiHealth.or.th) นอกจากนี้ หนังสือดีๆ ที่ดังระดับโลกอย่าง “How to Raise an Adult” ก็มีขายตามร้านหนังสือชั้นนำในไทยและออนไลน์ด้วยนะ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยากฝากถึงพ่อแม่ชาวไทยก็เป็นเรื่องสากล นั่นคือ ค่อยๆ คลาย—แต่ไม่ใช่ตัดขาด—สายใยความผูกพันที่คอยปกป้องลูก และหันมาส่งเสริมให้ลูกพึ่งพาตัวเองให้ได้ นี่แหละคือการมอบของขวัญที่ดีที่สุดและใช้ได้จริงที่สุดให้กับลูกหลาน เพื่อให้พวกเขาเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ได้อย่างมั่นคงและเต็มไปด้วยทักษะรอบด้าน
แหล่งข้อมูล:
- ลูกคุณอายุ 18 หรือยัง? นี่คือ 11 ทักษะชีวิตที่พวกเขาควรมีแล้ว (The Globe and Mail)
- มาร์ติน เซลิกแมน: พัฒนาการวัยรุ่นและทฤษฎี Contingency
- กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย: สมศ.
- กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย
- สสส.: แหล่งข้อมูลทักษะชีวิต
- วารสาร Adolescent Research Review, SpringerLink
- ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งประเทศไทย: โครงการริเริ่มด้านทักษะชีวิต