พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวในบ้านมาก โดยเฉพาะเรื่องลับเฉพาะของสองเรา แต่ถึงจะระวังตัวแจแค่ไหน อุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ลูกน้อยดันมาเห็นพ่อแม่กำลัง ‘เข้าด้ายเข้าเข็ม’ กันพอดี ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญเลยออกมาให้คำแนะนำวิธีรับมือกับสถานการณ์สุดกระอักกระอ่วนนี้ ที่อาจเปลี่ยนเรื่องชวนปวดหัวให้เป็นโอกาสทองในการเปิดใจคุยกันและสร้างความผูกพันในครอบครัว
ดร. แนน ไวส์ นักประสาทวิทยาและนักบำบัดทางเพศ ชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเจอแจ็กพอตแบบนี้คือ ‘อย่าเพิ่งตื่นตูม’ “เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับทุกบ้านที่มีลูกเล็กเด็กแดงนั่นแหละ” ดร. ไวส์ อธิบาย พร้อมแนะนำว่าให้ตั้งสติ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่าเรื่องนี้จัดการได้แบบนิ่มนวลและเข้าใจกันได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวของไทยหลายท่านก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่าการคุมสติสำคัญที่สุด เมื่อลูกน้อยบังเอิญมาเห็นภาพส่วนตัวของพ่อแม่ สิ่งที่ควรทำคืออย่าเพิ่งโวยวาย โมโห หรือทำท่าอับอายขายขี้หน้า ด้าน ดร. เลีย ลิส จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักกันในนาม ‘จิตแพทย์ผู้ไม่ละอาย’ (The Shameless Psychiatrist) ก็ออกมาเตือนว่า อย่าแสดงอาการใดๆ ที่จะทำให้ลูกรู้สึกผิดหรือมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจ “เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ” เธอกล่าวผ่าน Psychology Today “เด็กๆ เขารับรู้ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของพ่อแม่ได้ไวนะ ยิ่งคุณทำท่ามีพิรุธ ล่อกแล่ก หรือแปลกไปจากเดิมมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งกลัวหรือรู้สึก ‘อี๋’ มากขึ้นเท่านั้น”
ดร. ไวส์ แนะนำต่อว่า สเต็ปแรกสุดคือเช็กสภาพจิตใจลูกก่อนเลย ด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “ลูกโอเคไหม” จะช่วยให้พ่อแม่ได้เบรกตั้งสติแป๊บนึง และดูให้แน่ใจว่าลูกยังไม่ช็อกตาตั้ง การหยุดจังหวะนี้จะทำให้พ่อแม่มีเวลาตั้งหลัก (และอาจจะรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง) พร้อมกับค่อยๆ กล่อมเด็กเล็กกลับไปที่ห้อง หรือถ้าเป็นเด็กโต ก็ค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็นว่า “ไม่เป็นไรนะลูก พ่อกับแม่ขอเวลาส่วนตัวแป๊บนึงนะจ๊ะ รออยู่ข้างนอกก่อนนะ เดี๋ยวพ่อ/แม่ออกไปคุยด้วย”
บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า หากเด็กโตพอจะเข้าใจ การพูดความจริงแบบกลั่นกรองมาแล้วย่อมดีกว่าการเลี่ยงบาลีหรือแถไปเรื่องอื่น ดร. ไวส์ แนะนำว่า พ่อแม่อาจอธิบายได้ว่า “ลูกเข้ามาตอนที่พ่อกับแม่กำลังใช้เวลาส่วนตัวกันอยู่จ้ะ ผู้ใหญ่ที่รักกันบางทีเขาก็แสดงความรักต่อกันแบบนี้แหละ…แต่มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้นนะ” ส่วน ดร. ลิส ก็เสริมว่า “พ่อกับแม่กำลังมีเซ็กซ์กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่รักกันเขาทำกัน แต่เราต้องการความเป็นส่วนตัว นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เราล็อกประตูหรือปิดประตูไว้ และนั่นก็คือเหตุผลที่ลูกควรจะเคาะประตูก่อนเข้ามาเสมอไงล่ะ”
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทย การจะหาจุดสมดุลระหว่างการพูดกันตรงๆ กับค่านิยมทางวัฒนธรรมเรื่องความเคารพและความสุภาพเรียบร้อย อาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ในทางปฏิบัติ นักจิตวิทยาเด็กของไทย แนะนำว่าครอบครัวไทยยุคใหม่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมาแต่เหมาะสมกับวัยของลูก เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ ขอบเขต และความเป็นส่วนตัว เรื่องนี้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในบ้านเราที่หันมาให้ความสำคัญกับเพศวิถีศึกษาที่ครอบคลุมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการนำ เพศวิถีศึกษาแบบรอบด้านมาปรับใช้ในโรงเรียนบางแห่งของไทย ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรด้านสุขภาพระหว่างประเทศหลายแห่ง
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า วิธีที่พ่อแม่รับมือเมื่อลูกบังเอิญมาเจอ ‘ซีนสำคัญ’ นี่แหละ ที่จะส่งผลต่อทัศนคติเรื่องเพศและการเปิดใจคุยกันของลูกไปอีกนานหลายปี การปรี๊ดแตกหรือโวยวายทันทีอาจสร้างปมความอับอายหรือความวิตกกังวลให้ลูกได้ ในทางกลับกัน การพูดคุยอย่างใจเย็นและตรงไปตรงมาจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นถึงทัศนคติที่ดีต่อความสัมพันธ์และความเป็นส่วนตัว จากการพูดคุยกับนักบำบัดครอบครัวในบ้านเราหลายท่าน พวกเขาแนะนำให้มองว่านี่คือ “โอกาสทองในการสอนลูก” ซึ่งเป็นจังหวะที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องการเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่น การกำหนดขอบเขต และแง่มุมที่เป็นธรรมชาติของความสัมพันธ์ที่อบอุ่น แนวทางนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดๆ และทำให้เรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติในบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยเรายังต้องพยายามกันต่อไป เพราะมีข้อจำกัดทางสังคมที่หยั่งรากลึกอยู่ไม่น้อย
งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ที่ ดร. ไวส์ และ ดร. ลิส อ้างอิงถึง สอดคล้องกับผลการศึกษาในเอเชียที่ชี้ว่า การเปิดอกคุยกันในครอบครัวสัมพันธ์กับการที่เด็กและวัยรุ่นจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกช้าลง และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น (Journal of Adolescent Health) เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ก็ให้ข้อสังเกตเช่นกันว่า การส่งเสริมให้พ่อแม่ลูกคุยกันมากขึ้นยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในด้านสุขภาพทางเพศและพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีของเยาวชนด้วย (กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย)
แน่นอนว่า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากลูกดูยังทำใจไม่ได้หรือยังสับสน พ่อแม่ควรหาเวลาคุยกับลูกอีกครั้ง หรืออาจจะต้องลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวดู เพราะความกังวลหรือคำถามที่ยังค้างคาในใจลูก อาจต้องการการพูดคุยที่ต่อเนื่องและใส่ใจเป็นพิเศษ
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อดูจากจำนวนครอบครัวที่อาศัยอยู่ในคอนโดตามเมืองใหญ่ๆ ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวค่อนข้างจำกัด ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ ‘โป๊ะแตก’ อาจมีสูงขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกันให้ชัดเจนเรื่องขอบเขตในบ้าน (เช่น การเคาะประตูก่อนเข้าห้อง หรือการเคารพประตูที่ปิดอยู่) ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก
สมัยก่อน การพูดคุยเรื่องเพศในครอบครัวไทยมักเป็นเรื่องที่ต้องเลี่ยง หรือไม่ก็พูดกันแบบอ้อมๆ ค้อมๆ แต่ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น ก็กำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่ในวิธีปฏิบัติของแต่ละครอบครัวเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นในภาพรวมของสื่อไทย นโยบายด้านสุขภาพ และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและความยินยอมด้วย (รายงาน UNFPA เกี่ยวกับประเทศไทย)
มองไปในอนาคต ในยุคที่สื่อดิจิทัลและอิทธิพลจากโลกตะวันตกทำให้การพูดคุยเรื่องเพศเปิดกว้างมากขึ้น พ่อแม่ชาวไทยก็มีแนวโน้มที่จะต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆ ในการประคับประคองลูกๆ ให้ผ่านช่วงเวลาที่สับสนและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปให้ได้ ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า การเตรียมตัวให้พร้อม ความซื่อสัตย์ และการไม่ทำให้ลูกรู้สึกอับอาย เป็นอาวุธที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เด็กๆ รับมือกับเหตุการณ์ชวนสับสนเหล่านี้ได้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องแบบนี้ก็มักจะกลายเป็นเรื่องตลก (ที่ตอนนั้นอาจจะขำไม่ออก) ให้ได้รำลึกกัน
สำหรับครอบครัวไทยที่อยากเตรียมตัวรับมือเผื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำง่ายๆ ดังนี้:
- คุยกันเรื่องกฎกติกาความเป็นส่วนตัวในบ้าน และสอนให้การเคาะประตูเป็นมารยาทพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำ
- ถ้าเรื่องมันเกิดปุ๊บปั๊บขึ้นมาจริงๆ ให้ตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วใช้คำพูดง่ายๆ ที่เหมาะกับวัยของลูก
- หาเวลาคุยกับลูกอีกครั้งหลังจากนั้น เพื่อตอบคำถามหรือเคลียร์ข้อสงสัยที่อาจยังมีอยู่
- ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานสาธารณสุขของไทย หรือองค์กรที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร
- หากทั้งพ่อแม่หรือลูกยังรู้สึกไม่โอเค หรือยังไม่สบายใจเป็นเวลานาน ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดู
สรุปง่ายๆ ก็คือ แม้ว่าการที่พ่อแม่จะรู้สึกกังวลใจเมื่อลูกบังเอิญมาเห็นภาพส่วนตัวจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากๆ แต่ท่าทีและการตอบสนองของพ่อแม่นี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ที่ดีต่อใจและพัฒนาการของลูกในระยะยาว ความนิ่ง ความจริงใจ และอารมณ์ขันนิดๆ หน่อยๆ สามารถเปลี่ยนช่วงเวลาสุดอึดอัดให้กลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยสร้างความไว้วางใจในครอบครัวได้เลยทีเดียว
สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถเข้าไปอ่านกันได้ที่ บทความต้นฉบับจาก New York Post คำแนะนำจาก ดร. ไวส์ เกี่ยวกับการสื่อสารในครอบครัว และข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย