ในยุคที่เทคโนโลยีแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจในการเลี้ยงลูก มีหนังสือเล่มหนึ่งออกมาสะกิดใจพ่อแม่ ชวนให้มองเทคโนโลยีไม่ใช่แค่ในฐานะเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้หรือปฏิเสธ แต่ให้ลองคิดใหม่ทำใหม่ว่าจะอยู่ร่วมกับมันอย่างไรให้ดีต่อทั้งตัวเองและสังคมรอบข้าง หนังสือ “Second Life: Having a Child in the Digital Age” (ชีวิตที่สอง: การมีลูกในยุคดิจิทัล) ผลงานของนักเขียนท่านหนึ่ง ซึ่งเพิ่งได้รับการกล่าวถึงใน Mother Jones ผู้เขียนได้เจาะลึกถึงพลังของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทกับการเลี้ยงลูกในวันนี้ พร้อมเสนอแนะวิธีรับมือกับโลกยุคหน้าจอ แอปฯ และอัลกอริทึม ที่แทรกซึมเข้ามาในชีวิตครอบครัวอย่างนุ่มนวลและจริงใจกว่าที่เคย
พ่อแม่ไทยหลายคนคงคุ้นเคยดีกับสารพัดข้อมูลเคล็ดลับเลี้ยงลูกที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ทั้งจากอินเทอร์เน็ต บรรดา “แม่ ๆ อินฟลูฯ” บนโซเชียล หรือแอปพลิเคชันที่ต่างก็โฆษณาว่าจะช่วยปั้นลูกให้เลิศเลอเพอร์เฟกต์ สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนคลื่นดิจิทัลลูกใหญ่ที่ทั้งช่วยหนุนและซัดสาดในคราวเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชวนให้พ่อแม่ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา ได้ฉุกคิดและทบทวน ไม่เพียงแค่ว่าเทคโนโลยีมีประโยชน์หรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่ามันส่งผลต่อตัวตนของพวกเขา ความคาดหวังที่มีต่อลูก และความผูกพันกับชุมชนรอบข้างอย่างไร ยิ่งในสังคมไทยที่รับเอาเทคโนโลยีเลี้ยงลูกมาใช้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เครื่องฟังเสียงร้องเด็กไปจนถึงแอปฯ เสริมทักษะ บวกกับแรงกดดันจากโลกออนไลน์ที่พร้อมจะตัดสินกันอยู่ตลอดเวลา ประเด็นนี้ยิ่งน่าขบคิด
ผู้เขียน ซึ่งเป็นนักวิจารณ์เทคโนโลยีคนดัง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวผสมผสานกับการรายงานเชิงลึก เพื่อเปิดโปงสิ่งที่เธอเรียกว่า “พันธนาการสีพาสเทล” หรือกับดักอันนุ่มนวลของคำแนะนำออนไลน์ที่คัดสรรมาอย่างดีสำหรับพ่อแม่มือใหม่ เธอเล่าถึงช่วงตั้งท้องที่เก็บภาพแคปหน้าจอและข้อความดิจิทัลไว้เป็นพัน ๆ ชิ้น ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าความแน่นอนที่อินเทอร์เน็ตหยิบยื่นให้นั้นเป็นแค่ภาพลวงตา ผู้เขียนเล่าว่า “อินเทอร์เน็ตมันให้ความรู้สึกเหมือนเราโต้ตอบกับมันได้ ทำให้ฉันพอจะนึกภาพออกว่าการเป็นแม่มันเป็นยังไง แล้วฉันจะเป็นแม่แบบไหน” สำหรับหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ในสังคมเมืองของไทย ที่ครอบครัวเริ่มเล็กลงและห่างเหินจากญาติผู้ใหญ่ โลกดิจิทัลจึงเข้ามาเติมเต็มทั้งข้อมูลและความรู้สึก แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน
หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเปลนอนอัตโนมัติ แอปฯ ที่ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ หรือวงการ “เทคโนโลยีเพื่อครอบครัว” (fam-tech) ทั้งหมดทั้งมวล มันเลวร้ายโดยตัวมันเอง แต่ชี้ให้เห็นว่ามันค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของพ่อแม่ที่มีต่อตัวเองและลูก ๆ อย่างแยบยล ยกตัวอย่างเช่น เปลกล่อมอัตโนมัติยี่ห้อดัง (ที่เริ่มฮิตในกลุ่มครอบครัวมีฐานะในเมืองไทย) ที่โฆษณาว่าจะช่วยให้พ่อแม่ได้นอนเต็มอิ่มมากขึ้น แถมยังยกให้ “เด็กที่นอนเปลนี้” เป็นเหมือนสัญลักษณ์บ่งบอกฐานะ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า “เขาใช้คำอย่าง ‘เด็ก Snoo’ หรือ ‘บัณฑิต Snoo’ แต่ถ้าคุณเอาลูกไม่อยู่ด้วยอุปกรณ์นี้…มันก็กลายเป็นที่ให้คุณมาระบายความผิดหวังใส่” เรื่องนี้สะท้อนเสียงบอกเล่าในกลุ่มพ่อแม่ไทย เกี่ยวกับวัฒนธรรมความรู้สึกผิดและการเปรียบเทียบที่ถูกโหมกระพือจากสารพัดแกดเจ็ต ตั้งแต่อุปกรณ์ “ฝึกนอน” นำเข้า ไปจนถึงคอร์สอีเลิร์นนิงที่ดูจะเคร่งครัดเกินไป
หนังสือเล่มนี้ยังขุดลึกลงไปในประเด็นที่ซับซ้อนกว่านั้น ผู้เขียนชี้ว่าการวิ่งไล่ตาม “ความสมบูรณ์แบบที่สุด” (optimization) ผ่านการคัดกรองพันธุกรรมและการเลี้ยงลูกแบบเน้นข้อมูล มันสะท้อนแนวคิดสุพันธุศาสตร์ (eugenics) และอุดมคติเรื่องความสมบูรณ์แบบที่มีมาแต่เก่าก่อน เพียงแต่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ในโลกดิจิทัลให้ดูทันสมัย ประเด็นนี้น่าเก็บไปคิดต่อ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่การแข่งขันทางการศึกษาสูงลิ่ว และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีอาจยิ่งซ้ำเติมช่องว่างทางสังคมตั้งแต่เด็กยังเล็ก (Bangkok Post) เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กในบ้านเรา โดยนักจิตวิทยาเด็กท่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งความคาดหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งตรงกับประเด็นนี้ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาเด็กจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้ทัศนะว่า “พ่อแม่สมัยนี้แบกรับความกดดันมหาศาลว่าจะต้องปั้นลูกให้ ‘เพอร์เฟกต์’ และเครื่องมือดิจิทัลทั้งหลายก็อาจยิ่งไปโหมกระพือความกังวลเหล่านี้ แทนที่จะช่วยให้ผ่อนคลายลง”
ผู้เขียนไม่ได้สุดโต่งถึงขั้นบอกให้เลิกใช้เทคโนโลยีไปเสียทั้งหมด แต่สนับสนุนให้เลือกใช้อย่างมีสติและตรงเป้าหมาย เช่น การเลือกเครื่องฟังเสียงเด็กแบบธรรมดาที่ใช้งานได้จริงตามที่โฆษณา ไม่ใช่แบบที่กระตุ้นให้พ่อแม่ต้องคอยสอดส่องลูกผ่านจออยู่ตลอดเวลา “ฉันชอบเทคโนโลยีที่ทำงานของมันอย่างเดียว ไม่มีฟังก์ชันให้อัปโหลดหรืออะไรทำนองนั้น” ผู้เขียนอธิบาย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวทางการใช้เทคโนโลยีแบบพอดี ๆ อย่างมีสติ ซึ่งก็สอดรับกับค่านิยมเรื่องความพอเพียงหรือการใช้ปัญญาพิจารณาในวัฒนธรรมไทย
ที่สำคัญไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้มองว่ากระแสการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทางการเมือง เมื่อรัฐและสังคมไม่สามารถให้การสนับสนุนที่เพียงพอ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กราคาเข้าถึงได้ หรือสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร พ่อแม่จึงจำต้องหันไปพึ่งพาโซลูชันที่ต้องควักกระเป๋าซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้กระทบโดยตรงกับประเทศไทย ที่การสนับสนุนจากภาครัฐยังคงมีจำกัดสำหรับพ่อแม่มือใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกกรุงเทพฯ หรือทำงานอิสระ (ILO Thailand) ผู้เขียนแย้งว่าทางออกด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเหล่านี้ ไม่สามารถมาทดแทนการปฏิรูปนโยบายอย่างจริงจัง หรือการดูแลเกื้อกูลกันในชุมชนได้เลย
แต่ผู้เขียนสนับสนุนให้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนจากชุมชน การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่า “การสร้างครอบครัวที่ดีที่สุด” คือการแข่งขันส่วนตัว สำหรับสังคมไทย สิ่งนี้ชวนให้นึกถึงวัฒนธรรม “น้ำใจ” หรือ “การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ซึ่งเป็นการดูแลซึ่งกันและกันของผู้คนในชุมชน ไม่ใช่แค่ในครอบครัวเดี่ยว กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จึงควรเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเรื่องแกดเจ็ต มาเป็นการให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือแบ่งปันและคำแนะนำที่ใช้ได้จริง ซึ่งก็ตรงกับประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนในชุมชนมากกว่ากลุ่มแชทที่เน้นแต่เรื่องสินค้า
ข้อคิดสำคัญสำหรับพ่อแม่ชาวไทยคือการรู้เท่าทันคำโฆษณาของตลาดดิจิทัลที่ว่าจะช่วยให้การเลี้ยงลูก “สมบูรณ์แบบ” ได้ ควรเลือกใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวจริง ๆ ไม่ใช่ใช้ตามกระแสหรือเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับ ควรขอความช่วยเหลือไม่ใช่แค่จากอินฟลูเอนเซอร์ แต่จากคนรอบข้างในชีวิตจริง เช่น เพื่อนบ้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในพื้นที่ หรือญาติพี่น้องเท่าที่เป็นไปได้ และควรช่วยกันส่งเสียงถึงผู้กำหนดนโยบาย ให้มีการสนับสนุนพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวโดยมีเพียงแอปฯ หรืออุปกรณ์เป็นเพื่อน
สำหรับคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางพ่อแม่ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อวัฒนธรรมไทยกำลังปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ แนวคิด “ปฏิวัติแบบนุ่มนวล” ของผู้เขียนได้ชี้ทางว่า: เราควรใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด แต่ต้องไม่สับสนระหว่างเทคโนโลยีกับน้ำใจไมตรีจากชุมชนจริง ๆ หรือการเห็นคุณค่าในตัวเอง นี่คือข้อความที่น่าจะโดนใจคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ครอบครัวในตึกสูงกลางกรุง ไปจนถึงคนที่กำลังปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในต่างจังหวัด
เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในครอบครัวเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น พ่อแม่อาจลองเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือกันในชุมชน เลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลเฉพาะที่ช่วยลดความเครียด ไม่ใช่เพิ่มภาระ และยังคงตั้งคำถามกับโฆษณาชวนเชื่อที่ยกย่องสินค้ามากกว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ในยุคที่ความเป็นเด็กและการดูแลเอาใจใส่ถูกตีค่าเป็นสินค้ามากขึ้นทุกที ความเข้มแข็งของสังคมไทยจะมาจากปัญญาในการผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความเมตตาเอื้ออาทรที่มีต่อกัน