Prompt Engineering หรือทักษะการออกแบบคำสั่งป้อน AI ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงมาพร้อมกับการแจ้งเกิดของ Generative AI อย่าง ChatGPT กำลังเจอคลื่นลูกใหญ่สั่นคลอนอนาคต และที่น่าเจ็บใจคือ ความท้าทายนี้ดันมาจากตัว AI เองที่ฉลาดขึ้นทุกวัน! บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Fast Company และเสียงจากผู้บริหารในวงการเทคโนโลยีต่างชี้ตรงกันว่า บทบาทของ Prompt Engineering กำลังหดหายไปอย่างไว เพราะ AI มันพัฒนาตัวเองเก่งขึ้น จนทักษะนี้กำลังจะเปลี่ยนสถานะจาก “อาชีพเฉพาะทางสุดฮอต” กลายเป็นแค่ “ทักษะเสริม” ที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้องานแทบทุกตำแหน่งในหลากหลายอุตสาหกรรม

ย้อนไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนที่ Generative AI เริ่มบูม ใครที่ “สั่งงาน” หรือป้อน prompt ให้ AI เก่งๆ จนได้ผลลัพธ์สุดปัง ถือเป็นคนที่มีทักษะเทพด้านเทคโนโลยีที่ใครๆ ก็อยากได้ตัว ตำแหน่งงาน “Prompt Engineer” หรือ “นักป้อนคำสั่ง AI มือฉมัง” ที่จะมารีดเค้นศักยภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ให้ได้ดั่งใจ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แถมยังถูกยกไปเทียบชั้นกับทักษะจำเป็นในโลกดิจิทัลอย่างการใช้ Excel หรือ PowerPoint ขั้นเทพเลยทีเดียว แต่ล่าสุด งานวิจัยและการสัมภาษณ์เหล่าบิ๊กๆ ในวงการเทคโนโลยีกลับส่งสัญญาณตรงกันว่า สถานะ “อาชีพเฉพาะทาง” ของ Prompt Engineering กำลังร่วงเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะ Fast Company ถึงกับพาดหัวว่า “AI กำลังกินตัวเอง” (AI is eating its own) เป็นคำเปรียบเปรยที่เห็นภาพชัดว่า AI มันเก่งขึ้นจนเริ่มปรับแต่งคำสั่งให้ตัวเองได้แล้ว ทำให้คนไม่ต้องมานั่งปวดหัวออกแบบคำสั่งซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอีกต่อไป (Entrepreneur, Pluralsight)

เรื่องนี้กระทบคนไทยเต็มๆ เพราะบ้านเราก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังทุ่มสุดตัวพัฒนาคนให้เก่ง AI โดยเฉพาะโครงการจากภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็คิดว่า Prompt Engineering จะยังเป็นทักษะเฉพาะทางสุดฮอตที่ตลาดต้องการตัวไปอีกนาน แต่พอ AI มันเก่งขึ้นเรื่อยๆ ฉลาดขึ้นเองได้ แถมหน้าตาโปรแกรม (interface) ก็ใช้ง่ายขึ้น ความจำเป็นที่คนต้องมานั่งป้อนคำสั่งเองก็ลดฮวบ ขนาดซีอีโอของ OpenAI (Sam Altman) ยังเคยบอกเลยว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า “เราจะไม่ต้องมานั่งทำ Prompt Engineering กันแล้ว” เพราะการใช้ AI มันจะง่ายและเป็นธรรมชาติเหมือนคุยกับคน (Brainlabs Digital) กระทั่งนักวิจัยจาก Stanford ที่ทำไลบรารี DSPy ซึ่งออกแบบมาเพื่อจูน prompt ให้เทพสุดๆ ยังออกมาประกาศเลยว่า “Prompt Engineering มันตายไปแล้ว”

Prompt Engineering ถ้าจะให้อธิบายตาม Wikipedia และสื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ มันคือทั้งศาสตร์และศิลป์ของการออกแบบคำสั่งภาษาบ้านๆ เพื่อรีดเค้นศักยภาพของ AI ให้ออกมาดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือเสียง ซึ่งก็รวมถึงการใส่คีย์เวิร์ดละเอียดยิบ การปูเรื่องราวให้ AI เข้าใจบริบท หรือแม้กระทั่งการสวมบทบาทเป็นคนนั้นคนนี้ เพื่อนำทางให้ AI คิดวิเคราะห์หรือปล่อยของได้อย่างสร้างสรรค์ แต่พอสถาปัตยกรรม AI มันล้ำขึ้น ประสบการณ์ใช้งานก็ดีขึ้น เทคนิคพวกนี้เลยเริ่มไม่จำเป็นเท่าเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้โมเดลภาษาขนาดใหญ่มันเก่งพอที่จะตีความคำสั่งงงๆ ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้ “ปรับแต่งมาอย่างดี” ได้ค่อนข้างแม่นยำ ทำให้การจ้างผู้เชี่ยวชาญมานั่งปรับแต่ง prompt อาจจะไม่คุ้มค่าเหนื่อยเท่าไหร่แล้ว

ผู้เชี่ยวชาญในวงการ อย่างผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจัดหางานด้าน AI แห่งหนึ่ง ก็ตั้งข้อสังเกตว่า จากที่เคยเป็นทักษะเฉพาะของสายเทคฯ หรือครีเอทีฟ ตอนนี้มันกลายเป็น “ทักษะติดตัว” (embedded skill) ที่บริษัทอยากให้พนักงานมีกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายการตลาด การเงิน หรือแม้แต่สายสุขภาพ “Prompt Engineering มันแทรกซึมไปในงานแทบทุกตำแหน่งแล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ใช้เป็นกันแล้ว” ผู้บริหารคนหนึ่งบอกกับ Fast Company แทนที่จะจ้าง Prompt Engineer โดยเฉพาะ ตอนนี้บริษัทต่างๆ มองหาคนในสายงานอื่นที่คุยกับ AI รู้เรื่อง และใช้งานมันได้จริงจัง เหมือนกับที่สมัยนี้ใครๆ ก็คาดหวังว่าพนักงานออฟฟิศหรืองานวิเคราะห์ข้อมูลต้องใช้โปรแกรมสเปรดชีตเป็นนั่นแหละ (LinkedIn)

สำหรับคนทำงานและน้องๆ นักศึกษาชาวไทย เทรนด์นี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องอัปสกิลดิจิทัลให้รอบด้านกว่าแค่การป้อนคำสั่ง AI มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งที่กำลังปั้นหลักสูตรเน้นการใช้ AI อาจต้องปรับตัวกันยกใหญ่ แทนที่จะมีแค่คอร์ส “Prompt Engineering” เดี่ยวๆ ควรหันไปเน้นเรื่องการคิดวิเคราะห์ การทำงานข้ามศาสตร์ และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่ตกยุคยากกว่าเยอะ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน (World Economic Forum)

ประวัติศาสตร์การนำเทคโนโลยีมาใช้ในบ้านเราก็เป็นแบบนี้มาตลอด เหมือนตอนที่ระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้เปลี่ยนโฉมหน้างานเฉพาะทางไปเยอะ พร้อมๆ กับช่วยเพิ่มผลผลิตโดยรวม และสร้างงานใหม่ๆ ที่เน้นการแก้ปัญหามากกว่าแค่การใช้เครื่องมือเป็น เมื่อหลายสิบปีก่อน ใครพิมพ์ดีดเก่ง รู้คอมพิวเตอร์พื้นฐาน ถือว่ามีสกิลพิเศษ แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็ต้องทำได้ เหมือนกับที่ Prompt Engineering กำลังจะเป็น ในภาคบริการของไทย ที่คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของ GDP การปรับตัวเก่งและการเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจในภาพรวมได้ พิสูจน์มานักต่อนักแล้วว่าเป็นตัวตัดสินความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

มองไปข้างหน้า นักวิจัยคาดว่า AI ที่เก่งกาจยิ่งกว่านี้จะทำให้คนทั่วไปแทบไม่เห็นเงาของ Prompt Engineering อีกเลย เพราะเมื่อหน้าตาโปรแกรม (User Interface) มันเป็นธรรมชาติมากขึ้น อย่างการคุยหรือสั่งด้วยเสียง ตัว AI เองก็จะแปลงข้อมูลดิบๆ ที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาให้เป็นคำสั่งที่เหมาะสมได้เอง ผลก็คือ ใครๆ ก็ใช้ AI เป็นได้ โดยไม่ต้องรู้ลึกเรื่องการออกแบบคำสั่งเลย การที่ AI เข้าถึงง่ายขึ้นแบบนี้ อาจช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัลในไทยได้ แต่ก็อาจทำให้คนที่โฟกัสแต่สกิล Prompt Engineering อย่างเดียว เสี่ยงกลายเป็นส่วนเกินในตลาดงาน (Medium: อนาคตของ Prompt Engineering)

สำหรับผู้อ่านและองค์กรในไทย คำแนะนำที่ชัดเจนและเอาไปใช้ได้จริงคือ เปิดใจอัปสกิลดิจิทัล (Digital Upskilling) แต่อย่าไปทุ่มกับทักษะเฉพาะทางที่กำลังจะหายไปอย่างรวดเร็ว นายจ้างควรเน้นพัฒนาคนให้เก่งเรื่องการคิดวิเคราะห์ การนำ AI ไปใช้เป็น (Applied AI Literacy) และกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลที่เหมาะกับแต่ละธุรกิจ แทนที่จะหวังพึ่งแค่คอร์สหรือสัมมนา Prompt Engineering เด็กจบใหม่และคนทำงานยุคนี้ควรอัปสกิลเทคนิคของตัวเองให้กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งเรื่องจริยธรรม AI การวิเคราะห์ข้อมูล และการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นสำหรับการปรับตัวและอยู่รอดในตลาดแรงงานไทยยุคหน้า

สรุปคือ การที่ Prompt Engineering กำลังจะหายไปจากสารบบอาชีพ เป็นแค่ภาพสะท้อนเล็กๆ ของวิวัฒนาการ AI ที่ไปไวแบบไม่หยุดพัก ซึ่งเดี๋ยวก็คงมีทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็หายไปแบบนี้อีกเยอะ การส่งเสริมทักษะดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและเน้นการคิดวิเคราะห์ จะทำให้คนไทยไม่เพียงแค่ตามทันเทคโนโลยี แต่ยังเอาไปใช้สร้างความก้าวหน้าให้ประเทศได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน