เมื่อประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูร้อน หลายคนอาจต้องคว้าทิชชูมาใช้กันยกใหญ่ โดยไม่แน่ใจว่าอาการจาม น้ำมูกไหล หรือเจ็บคอที่เป็นอยู่นั้น เป็นอาการของไข้หวัดที่ยังไม่หายดี หรือเป็นผลมาจากปริมาณละอองเกสรที่เพิ่มสูงขึ้นกันแน่ มีงานวิจัยชี้ว่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับฤดูภูมิแพ้ที่เริ่มต้นเร็วขึ้นและยาวนานขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรคภูมิแพ้และไข้หวัดธรรมดาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ ที่มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงมีพื้นที่สีเขียวหนาแน่น (theguardian.com)

ความสับสนนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะอาการทั่วไปอย่างคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือแม้แต่อ่อนเพลีย เป็นอาการที่พบได้ทั้งในไข้หวัดและโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล ความคล้ายคลึงกันนี้เองที่มักทำให้หลายคนวินิจฉัยตัวเองผิดพลาด ส่งผลให้รักษาไม่ถูกโรค หรืออาจเผลอแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัวในกรณีที่เป็นโรคติดต่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งจากแผนกเวชศาสตร์ครอบครัวของเมโยคลินิกกล่าวว่า “คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างสองโรคนี้ เพราะทั้งคู่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจามเหมือนกัน” แต่ในขณะที่ฤดูภูมิแพ้ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำเตือนถึง “ปรากฏการณ์ละอองเกสรฟุ้งกระจายอย่างหนัก” (pollen bombs) ในประเทศที่อยู่ห่างไกลอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แพทย์ในประเทศไทยจึงเตือนว่า คำถามนี้มีความสำคัญมากขึ้นและส่งผลกระทบยาวนานกว่าเดิมตลอดทั้งปี

แล้วทำไมการแยกแยะความแตกต่างนี้จึงสำคัญสำหรับคนไทย? ไม่เพียงแต่การวินิจฉัยที่ผิดพลาดจะนำไปสู่การรักษาที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น แต่สถานการณ์โรคภูมิแพ้ในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย งานวิจัยที่ดำเนินการในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่าความชุกของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis - AR) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคภูมิแพ้ละอองเกสรที่พบบ่อย ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากการศึกษาบางชิ้นพบว่ามีผลกระทบต่อประชากรในกรุงเทพฯ ถึง 51% (frontiersin.org) ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและรูปแบบการขยายตัวของเมืองที่เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศไทย

แล้วเราจะแยกแยะระหว่างโรคภูมิแพ้กับไข้หวัดได้อย่างไร? โรงพยาบาลกรุงเทพได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาณที่บ่งบอกความแตกต่างไว้ว่า โรคภูมิแพ้มักมีอาการคันอย่างชัดเจนบริเวณตา จมูก และลำคอ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยกว่าในผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ (bangkokhospital.com) ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าคุณรู้สึกเจ็บคอเหมือนกลืนแก้ว นั่นอาจเป็นไข้หวัด” ด้านผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคหืดและภูมิแพ้ (Asthma and Allergy Foundation) เสริมว่า อาการภูมิแพ้มักจะคงอยู่นานตราบเท่าที่ยังมีละอองเกสร ซึ่งบางครั้งอาจนานเป็นเดือนๆ ในขณะที่อาการหวัดมักจะหายภายในหนึ่งสัปดาห์

จากงานวิจัยทางคลินิกล่าสุดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พบว่า ตัวการหลักที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในสภาพแวดล้อมบ้านเราไม่ใช่ละอองเกสรจากพืชที่พบในชาติตะวันตก เช่น แร็กวีดหรือเบิร์ช แต่เป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ หญ้าแพรก หญ้าขน และแห้วหมู (frontiersin.org) ผู้ป่วยชาวไทยที่เข้ารับการทดสอบภูมิแพ้มักมีปฏิกิริยาต่อหญ้าและวัชพืชในท้องถิ่นเหล่านี้ ซึ่งสามารถพบได้ในสวนสาธารณะ ริมถนน หรือแม้แต่สวนเล็กๆ ในละแวกบ้านทั่วประเทศ การมีละอองเกสรในอากาศปริมาณสูงตลอดทั้งปีในเขตเมือง ประกอบกับพื้นที่สีเขียวที่กว้างขวางของกรุงเทพฯ และการไม่มี “ฤดูละอองเกสร” ที่ชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีช่วงเวลาที่ปลอดโปร่งจากอาการน้อยมาก

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตก็เป็นตัวกระตุ้นที่มีลักษณะเฉพาะในบริบทของไทยเช่นกัน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับสารก่อภูมิแพ้ในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน มีงานศึกษาที่เชื่อมโยงมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (PM2.5) กับการกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก

โรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาการทางระบบทางเดินหายใจมีความคล้ายคลึงกับโรคภูมิแพ้และไข้หวัด ที่ปรึกษาทางการแพทย์จากศูนย์การแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้ไม่ทำให้เกิดไข้ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ช่วยในการคัดแยกเบื้องต้นได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกกรณีเสมอไป อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว และอาการป่วยทั่วไปยังคงมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการติดเชื้อมากกว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ แม้ว่าทั้งสองภาวะอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียอย่างมากได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข้อแตกต่างที่สำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้: โรคภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการคันตาและคอ ส่วนไข้หวัดอาจทำให้เจ็บคออย่างรุนแรง (เหมือนมีอะไรบาดคอ) อาการภูมิแพ้จะคงอยู่นานตราบเท่าที่ยังสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (โดยทั่วไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน) แต่ไข้หวัดมักหายเองได้ภายในประมาณ 3-7 วันในคนส่วนใหญ่ โรคภูมิแพ้ไม่ติดต่อ ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดาสามารถติดต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอาการจามและมีน้ำมูก

ในส่วนของการรักษาโรคภูมิแพ้ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์โรคภูมิแพ้ โรคหืด และไซนัสในสหรัฐอเมริกา และโรงพยาบาลในไทยต่างแนะนำแนวทางสามประการ ได้แก่ หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เมื่อทำได้ ใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง หรือสเปรย์พ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และใช้มาตรการเสริม เช่น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หรือยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการ สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรังหรือรุนแรง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และตรวจหาสารก่อภูมิแพ้จากละอองเกสรในท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโดยใช้สารสกัดจากพืชในท้องถิ่นเอง ทำให้ขั้นตอนนี้สะดวกยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน การรักษาไข้หวัดจะเน้นการบรรเทาตามอาการ คือ พักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และที่สำคัญที่สุดคือการแยกตัวเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปยังคนในครอบครัว เพื่อนร่วมชั้น หรือเพื่อนร่วมงาน ยาที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แต่มีเพียงเวลา การพักผ่อน และการดูแลประคับประคองเท่านั้นที่จะช่วยให้หายขาดได้

สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจถึงสาเหตุของอาการ ปัจจุบันมีเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ ที่สามารถช่วยได้ แอปพลิเคชันติดตามปริมาณละอองเกสรมีความแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานในประเทศไทยสามารถติดตามวันที่มีละอองเกสรหนาแน่นและปรับเปลี่ยนกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามความเหมาะสม สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองและโรงเรียน เนื่องจากอัตราการเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในเด็กสูงถึง 24% ทั่วประเทศ โดยมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดในเขตเมืองช่วงเปิดภาคเรียน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของประเทศไทยยังขยายไปไกลกว่าการดูแลรายบุคคล ปัญหาเชิงระบบคือการระบุชนิดของละอองเกสรที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในไทยยังไม่ครอบคลุม เนื่องจากชุดตรวจภูมิแพ้ที่นำเข้ามักไม่มีละอองเกสรของไทย แพทย์ในไทยจึงต้องพัฒนาสารสกัดเองเพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ ความพยายามของโรงพยาบาลศิริราชและคลินิกขนาดใหญ่อื่นๆ ได้ส่งผลให้เกิดแนวทางการปฏิบัติที่ปัจจุบันถือเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (frontiersin.org) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในไทยอธิบายว่า “การตรวจภูมิแพ้ทั่วไปจำเป็นต้องรวมสารสกัดจากแห้วหมู หญ้าแพรก และหญ้าขน ซึ่งงานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวการหลักในท้องถิ่น เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยที่ผิดพลาด และปรับปรุงการรักษาภูมิแพ้ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดให้เหมาะสมกับผู้ป่วยชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น”

ในอดีต ตำราการแพทย์ทั่วโลกยุคแรกๆ จัดให้โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็น “โรคของชาวตะวันตก” แต่การเพิ่มขึ้นของโรคนี้ในเอเชียมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษในเมืองที่เพิ่มขึ้น และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปโดยใช้เวลาในอาคารมากขึ้น ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อัตราความชุกของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในบางกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นแนวโน้มที่คล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีความแตกต่างในรายละเอียดเฉพาะถิ่นอันเนื่องมาจากพืชพรรณที่แตกต่างกันและฤดูการเจริญเติบโตที่ยาวนานกว่า

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้จะทำให้ฤดูละอองเกสรในไทยยาวนานยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเกิดโรคภูมิแพ้สูงขึ้นไปอีก ขณะที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการที่ยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ หน่วยงานสาธารณสุขของไทยกำลังกระตุ้นให้มีการตอบสนองเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การให้ความรู้ที่ดีขึ้นแก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ การปรับปรุงการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำสำหรับสารก่อภูมิแพ้ในท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น และการติดตามระดับละอองเกสรและมลพิษอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้อ่านชาวไทย คำแนะนำในทางปฏิบัติมีสองประการคือ: หากมีอาการจาม คัดจมูก และน้ำตาไหลที่เป็นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้เพื่อพิจารณาตรวจหาภูมิแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยาที่ซื้อเองตามร้านขายยาไม่ได้ผล ควรติดตามรายงานปริมาณละอองเกสรรายวัน จำกัดการสัมผัสในวันที่มีปริมาณละอองเกสรสูง และสวมหน้ากากอนามัยในบริเวณที่มีฝุ่นหรือละอองเกสร ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้ด้วย สำหรับผู้ที่มีบุตรหลานหรือมีประวัติเป็นโรคหืด การจัดการเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเริ่มมีอาการภูมิแพ้ตั้งแต่อายุยังน้อยมักบ่งชี้ถึงอาการที่อาจเรื้อรังไปตลอดชีวิต

โดยสรุป ในขณะที่ฤดูกาลของไทยเปลี่ยนแปลงไปและคำถามที่ว่า “เป็นภูมิแพ้หรือไข้หวัด” มีความซับซ้อนมากขึ้น การติดตามข้อมูลข่าวสาร การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น และการปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน คือหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบรรเทาอาการและรักษาสุขภาพ

แหล่งข้อมูล: The Guardian, Frontiers in Public Health, Bangkok Hospital, Blackmores Thailand, Wikipedia - Pollen Allergy