เรื่องที่ว่ามนุษย์อาจจะสูญพันธุ์ อาจฟังดูเหมือนพล็อตหนังไซไฟ แต่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังส่งเสียงเตือนดังๆ ว่าอัตราการเกิดของประชากรโลกกำลังดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ถึงขั้นที่หลายประเทศอาจเหลือประชากรน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือใคร หากผู้หญิงยังคงมีลูกน้อยลงเช่นนี้ งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมกันศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำด้านประชากรศาสตร์ ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643) ประชากรในหลายสิบประเทศทั่วโลกจะลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ สาเหตุหลักมาจากอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลสะเทือนรุนแรงต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยทีเดียว (Daily Mail)
สถานการณ์เด็กเกิดน้อยทั่วโลกนี้ ยิ่งน่าจับตามองสำหรับประเทศไทย ที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วติดอันดับต้นๆ ของเอเชีย บรรดาผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารด้านสาธารณสุขของไทยต่างแสดงความกังวลอย่างหนัก ว่าหากอัตราการเกิดของไทยยังไม่กระเตื้องขึ้น โครงสร้างทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอาจถึงขั้นวิกฤต เพราะคนวัยทำงานจะน้อยลง สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน (The Nation) โดยทั่วไปแล้ว “อัตราเจริญพันธุ์ทดแทน” (replacement level) หรือจำนวนลูกเฉลี่ยต่อผู้หญิงหนึ่งคนที่จำเป็นเพื่อให้จำนวนประชากรคงที่ อยู่ที่ประมาณ 2.1 คน (เผื่อกรณีเด็กเสียชีวิตก่อนวัยอันควร) แต่ปัจจุบัน ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ รวมถึงไทยเราด้วย มีอัตราการเกิดต่ำกว่าเกณฑ์นี้ไปมากโข
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปรากฏการณ์ที่อัตราการเกิดทั่วโลกดิ่งลงเหวนี้ มีสาเหตุซับซ้อนเกี่ยวพันกันหลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และชีววิทยา ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้น มีความรู้เรื่องการคุมกำเนิดดีขึ้น ทัศนคติเรื่องครอบครัวที่เปลี่ยนไป รวมถึงการให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนจุดโฟกัสในชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านบุรุษเวชวิทยาจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างคมคายว่า “การศึกษาคือการคุมกำเนิดที่ดีที่สุด” คำพูดนี้ตอกย้ำข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ว่า ผู้หญิงที่เรียนสูงขึ้นหรือทำงานเก่ง มักจะแต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง และสุดท้ายก็มีจำนวนลูกน้อยลง (BBC)
ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสุขภาพจากธนาคารโลกท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า ผู้หญิงที่การศึกษาสูงๆ มักจะคิดถึงเรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาส และมองหาความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น พวกเธอจึงมีแนวโน้มที่จะเลือกมีครอบครัวขนาดเล็ก ยิ่งในสังคมเมืองหรือประเทศรายได้สูงอย่างไทยและสิงคโปร์ ที่ค่าครองชีพก็แพง ค่าเลี้ยงดูลูกก็สูงลิ่ว แถมภาระงานก็หนักอึ้ง ทำให้หลายคู่มองว่าการมีลูกมากกว่าหนึ่งหรือสองคนนั้นหนักหนาสาหัสเกินไป (Nikkei Asia)
เทรนด์การมีลูกตอนอายุมากก็เป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่คลอดลูกคนแรก เพิ่มขึ้นเกือบสิบปีในช่วงแค่สองรุ่นที่ผ่านมา ข้อมูลของไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือผู้หญิงแต่งงานช้าลง หรือเลือกที่จะครองโสดมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการมีลูกโดยรวมตลอดชีวิตลดลงตามไปด้วย (Bangkok Post) ในขณะเดียวกัน คู่รักจำนวนไม่น้อยก็หันไปพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางร่างกายเมื่อต้องการมีลูกตอนอายุเยอะ ข้อมูลล่าสุดเผยว่า คลินิกผู้มีบุตรยากในเมืองใหญ่ของไทยอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ต่างรายงานตัวเลขการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าหลายคนอาจจะรอมีลูกตามธรรมชาตินานเกินไป
แต่ปัจจัยทางสังคมก็ไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่ส่งผล นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มและหลักฐานใหม่ๆ เริ่มชี้ไปที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ งานวิจัยชิ้นหนึ่งโดยนักระบาดวิทยาจากคณะแพทยศาสตร์ Icahn School of Medicine at Mount Sinai พบว่า จำนวนอสุจิทั่วโลกลดลงกว่าครึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยสารเคมีที่ปนเปื้อนในพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาหารตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก (The Guardian) ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ การใช้กัญชา รวมถึงมลพิษที่รุนแรงขึ้น ล้วนส่งผลเสียต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะเจริญพันธุ์บางท่านก็ยังมองว่า ปัญหาคุณภาพอสุจิที่ลดลง แม้จะน่าเป็นห่วง แต่ก็อาจเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับการตัดสินใจมีลูกช้า หรือเลือกมีครอบครัวเล็กด้วยเหตุผลด้านไลฟ์สไตล์
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นเรื่องความรู้สึกไม่มั่นคงและคำถามเชิงจริยธรรมเกี่ยวกับการมีครอบครัวใหญ่ในยุคนี้ งานวิจัยล่าสุดในวารสาร The Lancet เผยว่า เกือบ 40% ของคนหนุ่มสาวทั่วโลกที่ตอบแบบสำรวจ รู้สึกกังวลที่จะมีลูกในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตโลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง และความผันผวนทางเศรษฐกิจ (The Lancet) นักวิจัยด้านสุขภาพดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดท่านหนึ่งระบุว่า “ความกลัวว่าอนาคตจะย่ำแย่ลงเพราะปัญหาโลกร้อน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนยุคนี้ใช้ตัดสินใจเรื่องการมีลูก ในบ้านเรา ความกังวลลักษณะนี้ก็พบได้ในกลุ่มคนเมืองและผู้มีการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ออกมาตั้งคำถามเชิงจริยธรรมเกี่ยวกับการมีลูกเพิ่ม ในขณะที่ระบบนิเวศโลกกำลังเปราะบาง
แล้วสรุปว่าผู้หญิงหนึ่งคนต้องมีลูกกี่คน ถึงจะรักษาสมดุลประชากรโลกไว้ได้? นักประชากรศาสตร์ให้คำตอบว่า “อัตราเจริญพันธุ์ทดแทน” ที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน คือ “ตัวเลขมหัศจรรย์” ที่ว่านี้ แม้ว่าในบางพื้นที่ที่มีอัตราการเสียชีวิตของเด็กสูง หรือมีความไม่สมดุลทางเพศ ตัวเลขนี้อาจต้องสูงขึ้นอีกเล็กน้อย (United Nations) สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022) พบว่าอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 1.3 คนเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ทดแทนแบบน่าใจหาย (World Bank) ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชากรไทยกำลังลดจำนวนลง และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้กำลังแรงงานหดหาย ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มภาระมหาศาลให้กับระบบบำนาญและสาธารณสุข
หากย้อนดูอดีต รูปแบบการเปลี่ยนแปลงประชากรของไทยคล้ายกับกลุ่มประเทศ “เสือเศรษฐกิจ” อื่นๆ ในภูมิภาค ที่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด การศึกษาก้าวหน้า จำนวนประชากรก็จะลดลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย เมื่อสักยี่สิบปีก่อน ครอบครัวไทยส่วนใหญ่มักจะมีลูก 3-4 คน แต่เดี๋ยวนี้ การมีลูกคนเดียวกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ค่านิยมดั้งเดิมที่ว่าต้องมีลูกหลายคนไว้คอยดูแลยามแก่เฒ่า กำลังถูกท้าทายด้วยวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ และนิยามความสุขที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับการมีลูกเสมอไป
แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร? หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียนอาจต้องเผชิญกับภาวะประชากรหดตัว ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมครั้งใหญ่ ภาครัฐ โดยผู้กำหนดนโยบาย ได้เริ่มออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น เช่น การเพิ่มวันลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตรโดยยังได้รับค่าจ้าง การอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน (Bangkok Post) ถึงแม้นโยบายเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนก็ย้ำว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในวงกว้าง เช่น การทำให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน และการสร้างเส้นทางอาชีพที่ยืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ในมุมมองด้านสุขภาพและการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องตระหนักถึงสถานการณ์ประชากรที่เป็นอยู่ และนำปัจจัยเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจวางแผนครอบครัวและเป้าหมายในอาชีพ บุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้บริหารในแวดวงการศึกษาต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษารอบด้าน การจัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เข้าถึงง่ายและราคาไม่แพง รวมถึงการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งสำหรับครอบครัวคนทำงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากรได้
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน คำแนะนำที่เป็นประโยชน์คือ การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และการวางแผนครอบครัวในระยะยาว การร่วมกันผลักดันนโยบายที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยลง รวมถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่พยายามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและความไม่แน่นอนทางสังคม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของคนรุ่นใหม่ ในระดับครอบครัวเอง ก็ควรเปิดใจคุยกัน ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนลูกที่อยากจะมี แต่ควรมองไปถึงอนาคตที่เราอยากจะมอบให้กับลูกหลาน ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัจจัยเบื้องหลังภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลง ทั้งในมิติการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางประชากรที่รออยู่ข้างหน้าได้ เพราะคำถามที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่แค่ว่าผู้หญิงคนหนึ่ง “ต้อง” มีลูกกี่คน แต่คือคำถามที่ว่า เด็กๆ ที่จะเกิดมานั้นจะได้รับมรดกเป็นโลกแบบไหน และเราทุกคน ทั้งในระดับนโยบาย ชุมชน และปัจเจกบุคคล จะร่วมกันกำหนดอนาคตนั้นได้อย่างไรต่างหาก (Daily Mail, World Bank, The Lancet, Bangkok Post)