แอสปาร์แตม สารให้ความหวานแทนน้ำตาลยอดฮิตที่แทบไม่มีแคลอรี่ ซึ่งผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มนับพันชนิดทั้งในบ้านเราและทั่วโลก กำลังกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาตีแผ่ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจซ่อนอยู่ แม้จะใช้กันมานานหลายสิบปีก็ตาม ถึงแอสปาร์แตมจะถูกโปรโมตว่าเป็นทางเลือก ‘หวานได้ไม่รู้สึกผิด’ เมื่อเทียบกับการกินน้ำตาล โดยเฉพาะสำหรับคนรักสุขภาพที่อยากคุมน้ำหนัก หรือผู้ป่วยเบาหวาน แต่นักโภชนาการหลายคนก็ออกมาเตือนว่าผลกระทบของมันอาจไม่ได้ ‘ดีต่อใจ’ เสมอไป งานนี้ทำเอาผู้บริโภคชาวไทยต้องหันมาทบทวนการกินอยู่ของตัวเองกันใหม่ เมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ ออกมาให้ขบคิด
ประเด็นร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่นี้ หลักๆ มาจากการเปิดเผยข้อมูลในบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญที่เพิ่งเผยแพร่ทาง The Conversation ซึ่งรวบรวมงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแอสปาร์แตม เจ้าแอสปาร์แตมเนี่ย ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1965 ปัจจุบันเราจะเห็นมันเป็นส่วนผสมอยู่ในสินค้ากว่า 6,000 ชนิด ตั้งแต่น้ำอัดลมสูตรไดเอทไปจนถึงขนมไร้น้ำตาล คุณสมบัติเด่นของมันก็ชัดเจน คือหวานกว่าน้ำตาลทรายตั้ง 180–200 เท่า แต่แทบจะไม่มีแคลอรี่เลย ทำให้เป็นตัวเลือกที่เย้ายวนใจสำหรับคนที่อยากคุมน้ำหนักและดูแลระดับน้ำตาลในเลือด (theconversation.com)
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในบ้านเรา การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปรับวัฒนธรรมการกินแบบตะวันตกอย่างรวดเร็ว ทำให้เราบริโภคน้ำตาลกันมากขึ้น จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ตามมาเป็นพรวน ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราต่างก็รณรงค์ให้ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหารมาตลอด โดย WHO แนะนำว่าน้ำตาลที่เติมเข้าไปไม่ควรเกิน 10% ของแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับต่อวัน (แนวทางของ WHO) เพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำนี้ แอสปาร์แตมและสารให้ความหวานอื่นๆ ที่ไม่ให้พลังงานจึงกลายเป็นส่วนผสมขาประจำในเครื่องดื่ม “ไลท์” ของหวาน หรือแม้กระทั่งยาบางชนิด
อย่างไรก็ดี ช่วงหลังๆ มานี้มีงานวิจัยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยในระยะยาวของแอสปาร์แตม ถึงแม้ว่าสารตัวนี้จะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งพรวด และเคยถูกแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ตาม แต่ผลการศึกษาบางชิ้นก็ชี้ว่าควรใช้มันอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เห็นว่าเป็นของแทนน้ำตาลได้แบบเป๊ะๆ ตัวอย่างเช่น เริ่มมีหลักฐานที่โยงการบริโภคแอสปาร์แตมเข้ากับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของภาวะต่างๆ อย่างภาวะเมตาบอลิกซินโดรม และที่น่าประหลาดใจคือ แม้กระทั่งโรคอ้วน! ซึ่งอาจเป็นเพราะสารให้ความหวานเทียมอาจไปป่วนการรับรู้รสหวานของสมอง จนกลายเป็นว่ายิ่งกินยิ่งอยาก ยิ่งหิว แทนที่จะช่วยลดความอยากอาหาร
สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น มีรายงานว่าบางคนอาจมีอาการปวดหัว เวียนหัว หรืออารมณ์แปรปรวน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไวต่อสารให้ความหวานเทียมเป็นพิเศษ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยมาก ประมาณ 1 ใน 10,000 คนทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย กลุ่มนี้ต้องงดแอสปาร์แตมโดยเด็ดขาด เพราะร่างกายของพวกเขาไม่สามารถย่อยสลายฟีนิลอะลานีน ซึ่งเป็นสารตัวหนึ่งที่ได้จากการแตกตัวของแอสปาร์แตม ทำให้เกิดการสะสมที่เป็นพิษต่อสมองและในกระแสเลือดได้
เรื่องนี้ยิ่งถูกโหมกระพือให้ดังขึ้นไปอีกในปี 2023 เมื่อทบวงการวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ได้จัดให้แอสปาร์แตมเป็น “สารที่อาจก่อมะเร็ง” โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่ยังจำกัดซึ่งชี้ว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด (เอกสารโมโนกราฟของ IARC) ถึงแม้ว่าแอสปาร์แตมจะยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ภายใต้เกณฑ์ความปลอดภัยในปัจจุบัน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) หรือองค์การความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA) ก็ยังคงยืนกรานว่าหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมก็ไม่น่าจะเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่การถูกตีตราว่าเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งนี้ก็ได้จุดประกายความกังวลในหมู่ประชาชนและก่อให้เกิดการถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง นักวิจัยบางส่วนแย้งว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจนพอที่จะฟันธงได้ แต่ก็เห็นตรงกันว่าควรยึดถือ “ปริมาณที่ยอมรับได้ต่อวัน” (เทียบเท่ากับการดื่มน้ำอัดลมไดเอทประมาณ 14 กระป๋องสำหรับผู้ใหญ่หนัก 70 กิโลกรัม)
อีกมุมหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ผลกระทบที่สารให้ความหวานเทียมอาจมีต่อสุขภาพของลำไส้เรา งานศึกษาใหม่ๆ ชี้ว่าแอสปาร์แตมและสารในกลุ่มเดียวกันอาจเข้าไปรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นเหมือนระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นับล้านล้านตัวที่มีบทบาทสำคัญต่อการย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมของเรา การที่สมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เสียไปนั้นเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารไปจนถึงภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง งานวิจัยเมื่อปี 2023 จากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมนน์ของอิสราเอลพบว่า การได้รับสารให้ความหวานเทียมที่ใช้กันทั่วไปส่งผลให้ทั้งชนิดและการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกได้ (Nature)
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงเสียงแตก นักโภชนาการท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ที่ถูกอ้างถึงในบทความของ The Conversation สรุปเรื่องนี้ไว้ว่า “แอสปาร์แตมให้ความหวานแบบไม่มีแคลอรี่ก็จริง แต่ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจตามมา ทั้งผลต่อระบบประสาทและผลที่อาจเกิดกับจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เราไม่ควรมองว่ามันเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ” ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อไม่นานมานี้ โดยเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคควร “มองการดูแลสุขภาพด้านอาหารแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่จ้องจะลดน้ำตาลอย่างเดียว แต่ต้องดูคุณภาพโดยรวมและความสมดุลของอาหารที่เรากินเข้าไปด้วย”
สำหรับสังคมไทย ที่เครื่องดื่มรสหวานแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกิน และโรคเบาหวานก็ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศ (รายงานสุขภาพคนไทย) ประเด็นเรื่องแอสปาร์แตมจึงโผล่มาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี บริษัทเครื่องดื่มในบ้านเราต่างก็ปรับตัวหันมาออกผลิตภัณฑ์สูตรไม่มีน้ำตาลกันยกใหญ่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเน้นเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองเป็นหลัก แต่ด้วยข้อมูลที่ยังสับสนอลหม่านเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อระบบเผาผลาญของสารให้ความหวานเทียม ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็เลยต้องงงเป็นไก่ตาแตกเวลาจะเลือกซื้อเลือกกิน ท่ามกลางข้อมูลโภชนาการที่ดูสลับซับซ้อน
ถ้ามองย้อนไปในอดีต การกินหวานของคนไทยก็มีทั้งที่มาจากวัตถุดิบในบ้านเราเอง (อย่างน้ำตาลโตนด) และต่อมาก็เป็นของนำเข้า พอแบรนด์เครื่องดื่มดังๆ ระดับโลกเข้ามาตีตลาด ความนิยมในแอสปาร์แตมก็เลยถูกผูกติดไปกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง วิถีชีวิต และกระแสใส่ใจสุขภาพที่มากขึ้นไปด้วย ในแง่นี้ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องอาหารของไทยก็มีบทบาทสำคัญในการออกมาตรฐานความปลอดภัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับสารให้ความหวาน ทั้งแบบธรรมชาติและแบบสังเคราะห์
มองไปข้างหน้า ดูท่าว่าประเด็นถกเถียงเรื่องแอสปาร์แตมคงจะไม่ซาลงง่ายๆ ตราบใดที่ความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ยังเดินหน้าพัฒนาไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็มีงานวิจัยชิ้นสำคัญหลายโครงการกำลังเดินหน้าศึกษาทั้งในระดับโลก รวมถึงในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยเอง เพื่อเจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่างสารให้ความหวานเทียม สุขภาพลำไส้ และความเสี่ยงต่อโรคในระยะยาวกันอย่างเข้มข้น แถมการมาถึงของสารให้ความหวานหน้าใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเปิดตัวในอนาคต อย่างอัลลูโลส หรือสารสกัดจากหญ้าหวานที่พัฒนาไปอีกขั้น ก็ยิ่งจะเพิ่มความซับซ้อนในการตัดสินใจเลือกของผู้บริโภคชาวไทยเข้าไปอีก
สำหรับตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนไทยควรบริโภคแอสปาร์แตม รวมถึงสารให้ความหวานเทียมทุกชนิด อย่างมีสติและรู้เท่าทัน “ความพอดีและความหลากหลายคือกุญแจสำคัญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ทัศนะ พร้อมเสริมว่า “ผู้บริโภคชาวไทยไม่ควรมองว่าพอไม่มีแคลอรี่แล้วจะไม่มีความเสี่ยงตามมาเสมอไป” คำแนะนำดีๆ สำหรับใครที่ยังกังวลก็คือ ให้หมั่นดูฉลากโภชนาการเพื่อมองหาสารให้ความหวานเทียม ลดการกินดื่มเครื่องดื่มและขนมสูตร “ไดเอท” ลงบ้าง และหันมาเน้นอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือแปรรูปน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
พูดง่ายๆ ก็คือ การลดน้ำตาลน่ะยังเป็นเรื่องดีที่ควรทำ แต่การหันไปใช้สารให้ความหวานเทียมอย่างแอสปาร์แตมแทนแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับสุขภาพที่ดีเสมอไป ใครที่มีข้อกังวลสุขภาพเฉพาะตัวเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน โรคเบาหวาน หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ก็ควรปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด สำหรับผู้ที่เป็นโรค PKU หรือคุณแม่ที่กำลังตั้งท้อง การเลี่ยงหรือจำกัดการกินแอสปาร์แตมถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยต้องทำตามคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานด้านสุขภาพทั้งของไทยและของโลก การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด การให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องและทันสมัย รวมถึงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลจากฝั่งอุตสาหกรรมอาหาร จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเลือกอร่อยกับรสหวานยังคงเป็นทั้งความสุขและความปลอดภัยของคนไทยทุกคน
แหล่งข้อมูล: The Conversation, WHO, IARC Monographs, รายงานสุขภาพคนไทย, Nature