ผมสังเกตและครุ่นคิดตลอดมาในเรื่อง “ความเป็นตัวของตัวเอง” ในสังคมไทย ไม่เอาการปฏิบัติตามสังคมตะวันตก เป็นพลังหนุนงาน หรืออำนาจของตนเอง โดยทำร้ายความกล้าริเริ่มสร้างสรรค์ (agency) ของคนไทยเราเอง
เป็นความคิดของผมตั้งแต่หนุ่มๆ ว่าคนไทยเราบูชาฝรั่งมากเกินไป จนทำให้เราไม่กล้าคิดเอง ลองพัฒนาเอง สร้างหลักการเอง ขึ้นในสังคมไทย คือเราตามก้นฝรั่งจนกลายเป็นวิถีปฏิบัติตามปกติ ที่กดทับสังคมไทยโดยเราไม่รู้ตัว ว่าเราขาดโอกาสเป็นตัวของตัวเอง คิดหลักการเอง ขึ้นใช้ในสังคมไทย
มาเห็นผลของการรู้เท่าทันเรื่องนี้ จากการพัฒนาประเทศจีนในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ที่ไม่เดินตามระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบตะวันตก ตามที่ประเทศตะวันตกกำหนด แต่จีนคิดเอง ระบอบประชาธิปไตยของจีนเป็นระบอบแบบจีน ที่ตะวันตกเรียกว่าเป็นเผด็จการ
แต่เวลาผ่านมา ๕๐ ปี ครึ่งศตวรรษ คนจีนมีชีวิตความเป็นอยู่ก้าวหน้าสุขสบายขึ้นอย่างมากมาย แต่คนอเมริกันมีชีวิตความเป็นอยู่ถอยหลังอย่างชัดเจน
ประเด็นของผม ในที่นี้คือระบบสังคม ระบบการศึกษา ที่หนุนให้คนไทยกล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้าริเริ่มทดลองคิดระบบต่างๆ ของเราเอง (agency) เพื่อความเหมาะสมตามบริบทของเรา ไม่ใช่บูชาฝรั่งและทำตามแบบไม่คิดแนวทางและหลักการของเราเอง เป็นสังคมที่ไม่มี abstract conceptualization จากสภาพจริงของเราเอง ใช้ concept และวิธีการของฝรั่งอย่างเชื่องๆ
ผมสังเกตว่า หลายวงการ หรือกิจกรรมไทย ใช้ฝรั่งที่เก่งฉกาจฉกรรจ์เป็นเครื่องมือแสวงหาทรัพยากรเพื่อกิจกรรมของตนเอง หรือเพื่อการยอมรับต่อตนเองหรือต่อกิจการของตนเองจากสังคมไทย โดยใช้หลักการและวิธีการที่ฝรั่งหรือสานุศิษย์ของฝรั่งดำเนินการ ที่ผมเองรู้สึกว่า มีทั้งก่อผลดีและผลร้ายต่อสังคมไทย
ผลดีคือ เรามีวิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล และผลร้ายคือ เราใช้หลักการและวิธีการนั้นๆ โดยไม่คิดจะปรับให้เข้ากับบริบทไทย และร้ายกว่านั้นคือ ไม่กล้าคิดหลักการใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม จากประสบการณ์ตรงของเราเอง ... ไม่กล้าใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle ซึ่งเมื่อไม่ได้ฝึก ก็อยู่ในสภาพ ใช้ไม่เป็น ไม่รู้จัก
ผลร้ายที่ไม่รู้ตัวคือ หลายหลักการหรือวิธีการของฝรั่งนั้น ไม่ใช่หลักการหรือวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับบริบทไทย เราถูกจำกัดโอกาสพัฒนาที่ดีกว่าแนวทางของฝรั่งโดยไม่รู้ตัว โดยที่จีนเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเป็นตัวของตัวเองของเขา ทำให้เขาก้าวหน้านำฝรั่งในหลายด้าน อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๒ เม. ย. ๖๘