งานวิจัยและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่กำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเหล่านักกายภาพบำบัดต่างแนะนำให้ผู้เข้าสู่วัยเกษียณปรับเปลี่ยนจากการออกกำลังกายที่คุ้นเคย เช่น การว่ายน้ำและการวิ่ง มาเป็นการเน้น “การฝึกความแข็งแรง” แทน ด้วยข้อมูลอ้างอิงจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดและประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติงาน พวกเขาชี้ว่าการฝึกความแข็งแรงแบบเฉพาะเจาะจงนั้นเป็นการออกกำลังกายที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะให้ประโยชน์ครอบคลุมมากกว่าแค่เรื่องสุขภาพหัวใจและความทนทาน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความคล่องตัว การใช้ชีวิตอย่างอิสระ และคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ (okdiario.com)
หลายทศวรรษที่ผ่านมา การว่ายน้ำและวิ่งถูกยกให้เป็นการออกกำลังกายยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่แนะนำสำหรับผู้สูงวัยชาวไทย โดยเชื่อกันว่าดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่กระทบกระเทือนข้อต่อมากนัก อย่างไรก็ตาม มุมมองล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดได้เน้นย้ำถึงหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนว่า “การฝึกด้วยแรงต้าน” หรือ “การฝึกความแข็งแรง” เป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียวสำหรับคนกลุ่มวัยนี้ นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยภายในปี พ.ศ. 2568 คาดว่าประชากรมากกว่า 20% จะมีอายุเกิน 60 ปี ตามข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสถานการณ์นี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อภาวะเปราะบาง การหกล้ม โรคกระดูกพรุน และการสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเอง
ปัจจุบัน มีงานวิจัยขนาดใหญ่หลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการฝึกความแข็งแรงอย่างเป็นระบบ เช่น การยกน้ำหนัก การใช้ยางยืดออกกำลังกาย และการฝึกท่าทางที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว ความหนาแน่นของกระดูก สุขภาพจิต และแม้กระทั่งการทำงานของระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นอีกด้วย (PubMed) นักกายภาพบำบัดอาวุโสท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นต่อแนวโน้มนี้ว่า “สิ่งที่เราพบในผู้ป่วยสูงอายุคือ ผู้ที่ฝึกความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอจะยังคงใช้ชีวิตได้อย่างอิสระนานกว่า พวกเขาก้าวเดินอย่างมั่นคงมากขึ้น ฟื้นตัวได้เร็วกว่าหลังจากการบาดเจ็บเล็กน้อย และมีโอกาสหกล้มลดลง” ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับจุดยืนขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ผู้สูงอายุฝึกด้วยแรงต้านอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง (แนวทาง WHO)
แม้ว่าการว่ายน้ำจะยอดเยี่ยมสำหรับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวของข้อต่อ แต่ก็ไม่ได้สร้างแรงกระทำต่อกระดูกมากพอที่จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ ส่วนการวิ่ง แม้จะเป็นแอโรบิกที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของข้อต่อ และอาจไม่เหมาะหรือไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่มีภาวะข้ออักเสบหรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้าม การฝึกด้วยแรงต้านนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างน่าทึ่งและออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ ไม่ว่าจะทำที่ยิม ที่บ้าน หรือที่ศูนย์กิจกรรมในชุมชน รูปแบบการออกกำลังกายมีตั้งแต่ท่าง่ายๆ เช่น สควอทโดยใช้น้ำหนักตัว การลุกนั่งจากเก้าอี้ ไปจนถึงท่าที่ซับซ้อนขึ้นโดยใช้น้ำหนักอิสระหรือเครื่องออกกำลังกาย
การเปลี่ยนแปลงมุมมองนี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งเรามักคุ้นเคยกับฟิตเนสชุมชนและโปรแกรม ‘แอโรบิกผู้สูงวัย’ แบบดั้งเดิมมากกว่าคลาสที่เน้นการฝึกความแข็งแรงโดยเฉพาะ ผู้เกษียณอายุอาจเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์หรือสถานที่ รวมถึงแรงจูงใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่อาจรู้สึกว่าการฝึกประเภทนี้ดูไม่คุ้นเคยหรือน่ากลัว อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพผู้สูงอายุชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้ข้อสังเกตว่า “เราต้องให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการฝึกความแข็งแรงที่มีประสิทธิภาพ ระบบสาธารณสุขของเรากำลังปรับตัวเพื่อนำเสนอคลาสเรียนลักษณะนี้มากขึ้น และฝึกอบรมผู้สอนให้มากขึ้นโดยใช้เทคนิคที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์”
ปัจจัยทางวัฒนธรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน ในสังคมไทย แนวคิดเรื่องความเป็นกุลสตรีหรือความเกรงอกเกรงใจต่อผู้สูงวัย อาจทำให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องออกแรงมากหรือการฝึกด้วยน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อประโยชน์ของการฝึกความแข็งแรงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนขึ้น ทัศนคติก็กำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองที่ตระหนักถึงคุณค่าของการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ (Bangkok Post) ในพื้นที่ชนบท การฝึกแรงต้านอาจอยู่ในรูปแบบดั้งเดิม เช่น การหาบน้ำ หรือการทำสวน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักการเหล่านี้สามารถปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตและความต้องการในท้องถิ่นได้
เมื่อมองไปข้างหน้า นักกายภาพบำบัดและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุคาดการณ์ว่าจะมีการผลักดันการฝึกที่เน้นความแข็งแรงให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้กว้างขวางมากขึ้นในโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่กว้างขึ้นในนโยบายการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัยทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ประกาศแผนที่จะสนับสนุนพื้นที่ออกกำลังกายที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุมากขึ้น และเผยแพร่สื่อการสอนใหม่ๆ ที่ปรับให้เหมาะสำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพื่อลดภาระจากการหกล้มและการบาดเจ็บที่สามารถป้องกันได้ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบสุขภาพไทยเป็นมูลค่าหลายล้านบาทต่อปี แต่ยังเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความแข็งแรงและการพึ่งพาตนเองได้ตลอดช่วงชีวิต
สำหรับผู้เกษียณอายุชาวไทยและครอบครัว ข้อความสำคัญที่ต้องการสื่อสารนั้นชัดเจน: ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อเริ่มต้นโปรแกรมการฝึกด้วยแรงต้านที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด แม้แต่การออกกำลังกายง่ายๆ โดยใช้น้ำหนักตัว ขวดน้ำ หรือยางยืด ที่ทำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในด้านความแข็งแรง การทรงตัว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โรงพยาบาลรัฐและศูนย์สุขภาพชุมชนต่างๆ เริ่มมีการจัดอบรมและคลาสกลุ่มที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งหลายแห่งไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีค่าใช้จ่ายน้อย
ด้วยความตระหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งในหมู่ผู้กำหนดนโยบายและผู้สูงอายุชาวไทย การปรับเปลี่ยนไปสู่วิถีการออกกำลังกายที่มีความหมายและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับนี้ อาจจะพลิกโฉมมาตรฐานของการสูงวัยในประเทศไทยในไม่ช้า ช่วยให้ผู้สูงอายุชาวไทยยังคงแข็งแรง มีศักดิ์ศรี และพึ่งพาตนเองได้ไปอีกนานหลายสิบปี
หลายทศวรรษที่ผ่านมา การว่ายน้ำและวิ่งถูกยกให้เป็นการออกกำลังกายยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่แนะนำสำหรับผู้สูงวัยชาวไทย โดยเชื่อกันว่าดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่กระทบกระเทือนข้อต่อมากนัก อย่างไรก็ตาม มุมมองล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดได้เน้นย้ำถึงหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนว่า “การฝึกด้วยแรงต้าน” หรือ “การฝึกความแข็งแรง” เป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียวสำหรับคนกลุ่มวัยนี้ นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
น่าคิดสำหรับผู้สูงวัยนะคะ