ผลการทบทวนงานวิจัยระดับโลกครั้งล่าสุด สรุปชัดเจนว่า การออกกำลังกายสามารถลดผลข้างเคียงที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อหัวใจและเส้นประสาท ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือความทุกข์ทางจิตใจ งานวิเคราะห์นี้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2025 ในวารสาร British Journal of Sports Medicine นำทีมโดยโรงพยาบาลเซิงจิงแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์จีน (Shengjing hospital of China Medical University) ซึ่งถือเป็นการทบทวนงานวิจัยในหัวข้อนี้ที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนอย่างหนักแน่นว่า ควรนำการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตามปกติ (The Guardian)

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าโรคมะเร็งและการรักษา เช่น เคมีบำบัดและการฉายรังสี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวอย่างยิ่ง เนื่องจากมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศ และภาระหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการรักษาก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวและระบบสาธารณสุขด้วย ที่ผ่านมา คำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลเสริมที่ไม่ใช่การใช้ยา เช่น การออกกำลังกาย ยังมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ส่งผลให้ทั้งทีมแพทย์และผู้ป่วยยังไม่มีแนวทางมาตรฐานที่ชัดเจนในการนำกิจกรรมทางกายเข้ามาใช้ในแผนฟื้นฟูร่างกาย

งานทบทวนชิ้นใหม่นี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยคุณภาพสูงถึงปานกลางรวม 80 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์ 485 รายการ จากการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2012 ถึง 2024 โดยได้ตรวจสอบผลของการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบอย่างเป็นระบบ เช่น กิจกรรมแอโรบิก การฝึกแรงต้าน การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (HIIT) ไทเก๊ก และโยคะ ผลการวิจัยที่ได้นั้นชัดเจนและหนักแน่น กล่าวคือ ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายที่มีแบบแผน สามารถลดผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติหรือกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายต่อหัวใจและเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยและร้ายแรงสองประการจากเคมีบำบัด นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วยให้อาการ “สมองล้า” (brain fog) หรือปัญหาด้านความจำและการคิด ดีขึ้น รวมถึงช่วยบรรเทาอาการอื่นๆ เช่น อาการหายใจลำบาก ยิ่งไปกว่านั้น การออกกำลังกายยังส่งผลดีต่อตัวชี้วัดสุขภาพที่สำคัญต่างๆ เช่น ระดับอินซูลิน, Insulin-like growth factor (IGF), และโปรตีนซีอาร์พี (C-reactive protein) ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและการตอบสนองต่อการอักเสบในร่างกาย

นอกเหนือจากประโยชน์ทางกายแล้ว งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาด้านคุณภาพการนอนหลับ สุขภาพจิต การเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น หลักฐานยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษในกรณีของการออกกำลังกายก่อนการผ่าตัด ซึ่งพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ลดอาการปวด ลดระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงได้

คณะนักวิจัยย้ำถึงความครอบคลุมของงานทบทวนนี้และสรุปว่า: “การศึกษานี้ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของการนำการออกกำลังกายมาใช้ร่วมในการรักษามะเร็ง หลักฐานที่น่าเชื่อถือระดับปานกลางถึงสูงชี้ว่า การออกกำลังกายเมื่อเทียบกับการดูแลตามปกติหรือการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย สามารถลดผลไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงองค์ประกอบร่างกายและตัวชี้วัดทางชีวภาพ เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ สุขภาพจิต การทำงานของร่างกาย การเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตโดยรวม”

ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติต่างแสดงความชื่นชมต่อผลการวิจัยนี้ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลมะเร็งจากองค์กร Cancer Research UK ซึ่งไม่ได้ร่วมในการศึกษานี้ กล่าวเน้นย้ำว่า “งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งและปรับปรุงสุขภาพในระยะยาวได้” ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมยังยอมรับถึงความท้าทาย โดยกล่าวว่า “ผู้ป่วยมะเร็งต้องรับมือกับหลายสิ่งหลายอย่างหลังการวินิจฉัย การจะหันมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น อาจดูเป็นเรื่องที่น่ากังวล สิ่งสำคัญคือการค่อยๆ เริ่มต้นและทำกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง ผู้ป่วยที่ต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือสำหรับสถานการณ์ของตน ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแล”

สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โรงพยาบาลและศูนย์มะเร็งหลักๆ ในไทยมุ่งเน้นไปที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์เป็นสำคัญ แต่การนำการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาใช้ประโยชน์ยังมีค่อนข้างน้อย การนำโปรแกรมออกกำลังกายที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับมาปรับใช้ จะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข รวมถึงลดความถี่และความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพการฟื้นตัวของผู้ป่วย แม้ว่ามหาวิทยาลัยแพทย์และโรงพยาบาลระดับตติยภูมิบางแห่งในไทยได้เริ่มนำร่องโครงการกายภาพบำบัดหรือคลาสออกกำลังกายเบาๆ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่มแล้ว แต่นโยบายอย่างเป็นทางการในภาพรวมยังถือว่าตามหลังประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ

ปัจจัยทางวัฒนธรรมก็อาจมีส่วนต่อการนำไปปรับใช้เช่นกัน ตามธรรมเนียมไทย การดูแลผู้ป่วยมะเร็งมักเน้นการพักผ่อนและการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้าง โดยครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การผสมผสานการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่คนไทยคุ้นเคย เช่น การเดิน โยคะ หรือรำไทเก๊ก เข้ากับการดูแลรักษา จึงสอดคล้องทั้งกับหลักฐานทางการแพทย์สมัยใหม่และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่เน้นความนุ่มนวลและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แนวทางแบบผสมผสานนี้อาจช่วยลดความลังเลใจของผู้ป่วย และส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น

ในอดีต แนวคิดที่ว่าผู้ป่วยมะเร็งควร “เก็บแรงไว้” หรือพักผ่อนให้มากที่สุด เคยมีอิทธิพลต่อแนวทางการแพทย์ทั้งในโลกตะวันตกและในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม งานทบทวนวิจัยที่ครอบคลุมชิ้นนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ: การออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้แต่ในผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาอย่างเข้มข้นหรืออยู่ในระยะลุกลามของโรค

ในอนาคต ผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศไทยคงจะต้องพิจารณาปรับปรุงแนวทางระดับชาติสำหรับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งให้สอดคล้องกับผลการวิจัยเหล่านี้ แต่ก็ยังคงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป เช่น แนวทางที่ดีที่สุดในการส่งเสริมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล การสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยผ่านความร่วมมือจากทีมสหสาขาวิชาชีพ และการจัดการกับความกังวลที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้เคลื่อนไหวร่างกายระหว่างการรักษา อาจจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผู้รอดชีวิต และผู้ดูแลในประเทศไทย นี่คือความหวังที่จับต้องได้และนำไปปฏิบัติได้จริง: ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างปลอดภัยและเหมาะสมตลอดช่วงการรักษา สถานพยาบาลต่างๆ ควรนำโปรแกรมออกกำลังกายที่มีหลักฐานรองรับมาเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วย โดยให้คำแนะนำที่ชัดเจนและมีทางเลือกที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่กิจกรรมเบาๆ เช่น การเดิน การบริหารร่างกายบนเก้าอี้ หรือการยืดเหยียด ก็มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำเป็นประจำและได้รับการสนับสนุนจากคนในครอบครัว

ในขณะที่งานวิจัยยังคงเผยให้เห็นศักยภาพของการบำบัดเสริมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยา การออกกำลังกายก็โดดเด่นขึ้นมาในฐานะแนวทางที่คุ้มค่าและส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงผลการรักษามะเร็ง และฟื้นฟูสุขภาวะองค์รวมให้กับผู้ป่วยชาวไทยและครอบครัว