มีงานวิจัยและความเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่า การที่สังคมหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตอย่างเข้มข้น อาจส่งผลกระทบในทางลบ ทำให้สุขภาวะโดยรวมของเราแย่ลง แนวคิดที่น่าสนใจนี้ ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในบทความล่าสุดของ The Telegraph ชวนให้ตั้งคำถามว่า การที่เรา “หมกมุ่น” กับการเฝ้าสังเกต วินิจฉัย และพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตมากเกินไป กำลังยิ่งกระตุ้นความวิตกกังวล บั่นทอนความสามารถในการฟื้นตัวจากปัญหา (resilience) และกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เราทุกข์ใจมากขึ้นหรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทย ซึ่งแม้ทัศนคติเชิงลบต่อสุขภาพจิตจะค่อยๆ คลายลง แต่การรับเอาแนวทางดูแลสุขภาพจิตจากโลกตะวันตกมาปรับใช้ กลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป
ความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ฉายภาพปัญหาความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สถานศึกษา ที่ทำงาน และหน่วยงานรัฐ ต่างออกแคมเปญส่งเสริมให้ผู้คนกล้าเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต เพื่อสู้กับอคติและช่วยให้เข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น ในไทยเอง การให้ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นนี้ได้นำไปสู่การพูดคุยในวงกว้าง และเกิดแหล่งข้อมูลใหม่ๆ ผ่านโครงการให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงในระดับสากลช่วงหลังๆ ชี้ว่า การให้ความสนใจกับสุขภาพจิตอย่างไม่ลดละ อาจกำลังสร้างสังคมที่ผู้คนขี้กังวลมากขึ้น ไม่ใช่ลดน้อยลง
จากข้อมูลที่อ้างในบทความของ The Telegraph พบว่า ในสังคมที่มีความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตสูง อัตราการเกิดปัญหาสุขภาพจิตกลับไม่ได้ลดลง ตรงกันข้าม รายงานภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลด้วยตนเองยังคงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักวิจารณ์มองว่า การคอยจับจ้องอารมณ์ตัวเองตลอดเวลา หรือการตีตราความยากลำบากในชีวิตประจำวันว่าเป็นอาการป่วยทางจิต อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การทำให้ปัญหาชีวิตธรรมดากลายเป็นเรื่องทางการแพทย์” (medicalisation) ดังที่อธิบายไว้ในบทความทบทวนวรรณกรรมปี 2025 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Psychological Science การมองความผันผวนทางอารมณ์ปกติว่าเป็นพยาธิสภาพมากเกินไป เสี่ยงที่จะบั่นทอนความรู้สึกว่าตนเองสามารถรับมือกับชีวิตและความเข้มแข็งทางใจของแต่ละคนได้ (แหล่งข้อมูล) นอกจากนี้ นักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ความคาดหวังทางสังคมเปลี่ยนไป โดยผู้คนถูกกระตุ้นให้ตีความความเครียดหรือความเศร้าว่าเป็นสัญญาณของความเจ็บป่วย มากกว่าจะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติ
แนวโน้มนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นคล้ายกันทั่วโลก องค์การอนามัยโลกนิยามว่า สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีอาการป่วย แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวันและมีความสุขกับชีวิตได้ (Wikipedia - Mental health awareness) ทว่า งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า การใช้คำศัพท์เกี่ยวกับสุขภาพจิตที่แพร่หลายและการคัดกรองบ่อยครั้ง อาจยิ่งทำให้คนหมกมุ่นกับตัวเองมากขึ้น และลดความอดทนต่อความรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสื่อและโซเชียลมีเดีย งานวิจัยปี 2024 โดย King’s College London พบว่า นักศึกษาที่ได้รับการ “ตรวจเช็คสุขภาวะ” เป็นประจำ มีแนวโน้มรายงานความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมพิเศษนี้ อาจเป็นเพราะการครุ่นคิดถึงตัวเองมากขึ้น หรือความกลัวว่าจะไม่ “มีความสุข” ตามที่สังคมคาดหวัง (BBC)
ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นถึงความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นนี้ นักจิตวิทยาในสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ว่า “เรากำลังเห็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า อารมณ์เชิงลบทุกอย่างคือสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติร้ายแรง แทนที่จะสร้างความเข้มแข็งทางใจ เรากลับสอนให้ผู้คนอ่อนไหวต่อทุกความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์มากเกินไป” บทความทบทวนทางวิชาการก็สะท้อนมุมมองนี้ โดยเตือนว่าการสื่อสารเรื่องสุขภาพจิตควร “หลีกเลี่ยงการตีตราความทุกข์ใจที่เป็นธรรมชาติและเกิดขึ้นชั่วคราวว่าเป็นพยาธิสภาพ” (PubMed) ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขก็แสดงความกังวลคล้ายกัน โดยเตือนถึงการนำกรอบความคิดด้านสุขภาพจิตแบบตะวันตกมาใช้อย่างไม่ระมัดระวัง และชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการรับรู้และรับมือกับความทุกข์ทางอารมณ์
นัยยะสำคัญต่อประเทศไทยนั้นมีไม่น้อย ในขณะที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพิ่มการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิต ก็จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความตระหนักรู้กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังเกตเห็นจำนวนคนไทยรุ่นใหม่ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่องความเศร้าและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ของการลดอคติ แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้ระบบบริการสุขภาพจิตที่มีอยู่จำกัดต้องรับภาระหนักเกินไป หากปัญหาท้าทายในชีวิตประจำวันถูกมองว่าเป็นเรื่องทางการแพทย์ไปเสียหมด นอกจากนี้ การขยายความเรื่องสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดียอาจยิ่งเสริมสร้าง “วัฒนธรรมของการพร่ำบ่น” ซึ่งบางครั้งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่มองความเครียดหรือความผิดหวังธรรมดาว่าเป็นอาการป่วย
รากฐานสังคมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ซึ่งเน้นการยอมรับและอุเบกขา (ความสงบใจ) ทำให้เกิดบริบทที่น่าสนใจสำหรับการถกเถียงนี้ แต่เดิมสังคมไทยมักพึ่งพาการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนและการฝึกสติเพื่อรับมือกับความทุกข์ใจ เกราะป้องกันทางวัฒนธรรมเหล่านี้อาจถูกมองข้ามไป เมื่อโมเดลสุขภาพจิตจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คนรุ่นใหม่ในเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกและโลกออนไลน์ อาจเปิดรับแนวคิดที่มองทุกอย่างเป็นเรื่องทางการแพทย์เกี่ยวกับสุขภาวะได้เร็วกว่า ซึ่งบางครั้งก็สวนทางกับแนวคิดเรื่อง “ใจเย็น” และความประนีประนอมของคนรุ่นก่อน
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้แนวทางที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นในการส่งเสริมสุขภาพจิต โดยยอมรับคุณค่าของการลดอคติ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะการปรับตัวรับมือและความเข้มแข็งทางใจด้วย มีเสียงเรียกร้องให้โรงเรียนและที่ทำงานทั่วไทย ผสานการให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตเข้ากับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ การจัดการความเครียดอย่างเป็นรูปธรรม และการพูดคุยอย่างเปิดอกถึงความแตกต่างระหว่างความผิดปกติทางจิตที่ต้องรักษา กับความทุกข์ยากทั่วไปในชีวิต นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่งเน้นย้ำว่า “จุดแข็งของไทยคือความสามารถในการผสมผสานสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ในขณะที่เราพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตให้ทันสมัย เราไม่ควรละทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมเรื่องชุมชน สติ และการยอมรับ”
สำหรับผู้อ่านและครอบครัวชาวไทย ข้อความสำคัญคือ ให้เปิดใจรับการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต ขณะเดียวกันก็ต้องฝึกฝนเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเพื่อสร้างเกราะใจให้แข็งแกร่ง พ่อแม่และครูควรสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าของความอดทน การรู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงสัญญาณเตือนของความผิดปกติทางจิตที่รุนแรง ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำว่า “หากความเศร้าหรือความเครียดดำเนินติดต่อกันนานเกินสองสัปดาห์ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ แต่การมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์”
ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าท่ามกลางภูมิทัศน์สุขภาพจิตที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และผู้นำชุมชน ต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสม ทั้งการส่งเสริมความตระหนักรู้และลดอคติ ควบคู่ไปกับการเสริมพลังให้แต่ละบุคคลสามารถรับมือกับทั้งสุขและทุกข์ในชีวิตได้โดยไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ การรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ และเมื่อใดควรเรียนรู้ที่จะยอมรับและจัดการกับความเจ็บปวดทางอารมณ์ตามปกติ จะเป็นกุญแจสำคัญต่อสุขภาวะของคนไทยในอนาคต
ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย: ลองฝึกสติเป็นประจำ เข้าร่วมกลุ่มหรือเครือข่ายที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ส่งเสริมการพูดคุยที่ดีเกี่ยวกับอารมณ์ทั้งด้านบวกและลบ และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อความทุกข์ใจนั้นรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน แต่จงจำไว้ว่า การรู้สึกเศร้าหรือกังวลบ้างเป็นครั้งคราวคือส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ การพัฒนาเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางใจก็สำคัญไม่แพ้การเข้ารับการรักษา