งานวิจัยชิ้นสำคัญระดับโลกตีแผ่ความจริงว่า สารกลุ่มทาเลต (phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันแพร่หลายในพลาสติกที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน อาจเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจทั่วโลกมากกว่า 350,000 รายภายในปีเดียว โดยงานวิจัยชี้เป้าไปที่สารได(2-เอทิลเฮกซิล)ทาเลต (di(2-ethylhexyl)phthalate หรือ DEHP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พลาสติกนุ่มและยืดหยุ่นที่พบได้ทั่วไปในสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารไปจนถึงของใช้ส่วนตัว ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่น่ากังวลอย่างยิ่งทั้งในระดับโลกและสำหรับสังคมไทย (CNN, Washington Post, NYU Langone)
เรื่องนี้ใกล้ตัวคนไทยอย่างคาดไม่ถึง เพราะคนไทยเองก็สัมผัสกับสารกลุ่มทาเลตในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากประชากรโลก ผ่านผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น กล่องพลาสติกใส่อาหาร เครื่องสำอาง น้ำยาทำความสะอาด หรือแม้แต่ของเล่นเด็ก ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของคนไทยอยู่แล้ว การทำความเข้าใจและรับมือกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ จากสิ่งแวดล้อมอย่างสารเคมีในพลาสติกจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในระดับครอบครัวและสำหรับหน่วยงานด้านสุขภาพของประเทศ (องค์การอนามัยโลก: ข้อมูลโรคไม่ติดต่อ ประเทศไทย)
งานศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร eBiomedicine ได้วิเคราะห์ข้อมูลการสัมผัสสาร DEHP และสถิติการเสียชีวิตจากกว่า 200 ประเทศ โดยเน้นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 55-64 ปี นักวิจัยประเมินว่า การสัมผัสสาร DEHP มีส่วนคร่าชีวิตผู้คนในกลุ่มอายุนี้ไปราว 356,000 รายทั่วโลกในปี 2018 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจทั้งหมดทั่วโลกในกลุ่มประชากรชายหญิงวัยดังกล่าว ภาระโรคจากสารนี้สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา (30% ของการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับ DEHP) ตามมาด้วยเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลาง (ภูมิภาคละ 25%) ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำถึงการแพร่กระจายของ “สารเคมีที่พบได้ทุกที่” ชนิดนี้ไปทั่วโลก (CNN)
สารกลุ่มทาเลต รวมถึง DEHP ถูกเติมลงไปในพลาสติกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทาน เราจึงพบสารนี้ได้ไม่เพียงแค่ในบรรจุภัณฑ์อาหาร แต่ยังรวมถึงสิ่งของอื่นๆ เช่น ท่อพีวีซี เสื้อกันฝน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และแม้แต่น้ำหอม การสัมผัสสารเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งจากการกิน การหายใจ และการสัมผัสทางผิวหนัง ตั้งแต่การกินอาหารแปรรูป การสูดดมอากาศที่ปนเปื้อน หรือการจับต้องผลิตภัณฑ์พลาสติก จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติกด้วยไมโครเวฟ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่มีน้ำหอม ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการรับสารเหล่านี้ได้ (CDC: เอกสารข้อเท็จจริง, Wikipedia: Phthalates)
ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาหัวใจและหลอดเลือดจาก NYU Langone อธิบายว่า ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดจากคุณสมบัติของสารทาเลตที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายและในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเร่งกระบวนการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ เขายังชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าสารทาเลตรบกวนการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และระดับเทสโทสเตอโรนที่ต่ำก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ชาย” งานวิจัยก่อนหน้านี้ที่นำโดยทีมวิจัยเดียวกัน ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างระดับสารทาเลตในปัสสาวะที่สูง กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากทุกสาเหตุ โดยเฉพาะจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แม้จะพิจารณาปัจจัยเสี่ยงทั่วไปและโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วยแล้วก็ตาม
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Environmental Working Group ได้เน้นย้ำถึงภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอันมหาศาลที่เกิดจากการสัมผัสสาร DEHP อย่างไรก็ตาม การศึกษาชิ้นปัจจุบันก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น การประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกนั้นอิงจากอัตราส่วนความเป็นอันตราย (hazard ratio) ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งแนวทางนี้อาจไม่ได้สะท้อนความแตกต่างของระดับการสัมผัส การเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด และการตรวจคัดกรองโรคในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ของกลุ่มดังกล่าวได้ชี้แจงผ่านอีเมลถึง CNN
สำหรับประเทศไทย ก็มีบริบทเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องการใช้พลาสติกในปริมาณสูง และจนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ยังเคยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้ว่าไทยจะเริ่มมีมาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกบางประเภทในปี 2563 แต่ความต้องการใช้พลาสติกในประเทศก็ยังคงสูงอยู่ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการสัมผัสสารเคมีอย่างเข้มงวดมากขึ้นและควบคุมสารปรุงแต่งในพลาสติกให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่ก็ยอมรับว่ายังมีช่องว่างด้านกฎระเบียบ และยังคงพบสาร DEHP ในผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาด (Bangkok Post), (กระทรวงสาธารณสุข: พลาสติก)
ในระดับสากล สารกลุ่มทาเลต โดยเฉพาะ DEHP ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหภาพยุโรป โดยมีการสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้ในของเล่นเด็ก เครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์อาหารแล้ว ในทางตรงกันข้าม มาตรการกำกับดูแลในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนา และการบังคับใช้ยังคงเป็นความท้าทายเมื่อต้องเผชิญกับการผลิตและการบริโภคพลาสติกที่แพร่หลายในสังคม
อันตรายของสารกลุ่มทาเลตไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคหัวใจเท่านั้น งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้เชื่อมโยงสารเคมีกลุ่มนี้กับการรบกวนระบบสืบพันธุ์ โรคหอบหืด ภาวะอ้วนในเด็ก โรคมะเร็งบางชนิด และความผิดปกติในการทำงานของฮอร์โมน ตัวอย่างเช่น การสัมผัสสาร DEHP มีความเชื่อมโยงกับการลดลงของจำนวนอสุจิและระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชาย ความผิดปกติของอวัยวะเพศในทารกแรกเกิด และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ดังที่มีการบันทึกไว้ในงานวิจัยที่ใช้ทั้งข้อมูลระบาดวิทยาในมนุษย์และแบบจำลองในสัตว์ทดลอง (PubMed: การสัมผัส DEHP ของมารดา, Wikipedia: Phthalates)
ในเชิงวัฒนธรรม การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาหารซื้อกลับบ้าน ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่น่ากังวล พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดและร้านค้าริมทางจำนวนมากนิยมใส่กับข้าวหรืออาหารร้อนๆ มันๆ ในถุงพลาสติก ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้สารทาเลตปนเปื้อนออกมาสู่อาหารได้ แม้วิธีนี้จะสะดวกและราคาถูก แต่อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันใหม่ในแง่ของข้อมูลด้านสุขภาพล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่าสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยอาจเร่งอัตราการเสื่อมสภาพของพลาสติกและการปล่อยสาร DEHP ออกมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพลาสติกสัมผัสกับความร้อนหรือแสงแดด
เมื่อมองไปข้างหน้า มีความกังวลเพิ่มขึ้นในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขไทยเกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมที่มาจากพลาสติก ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศได้เรียกร้องให้มีความร่วมมือในการศึกษาและติดตามระดับการสัมผัสสารทาเลตในหมู่ประชากรไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการบริโภคพลาสติกสูง ขณะเดียวกัน กลุ่มนักรณรงค์กำลังผลักดันให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องปรับปรุงกฎหมายความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ พัฒนาการติดฉลากวัสดุพลาสติกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และส่งเสริมการให้ความรู้แก่ประชาชน
เพื่อช่วยให้ครอบครัวและผู้บริโภคชาวไทยลดการสัมผัสสารทาเลต นักวิจัยและหน่วยงานด้านสุขภาพแนะนำข้อปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงการอุ่นหรือเก็บอาหารในภาชนะพลาสติก
- เลือกใช้โลชั่นและผงซักฟอกที่ไม่มีน้ำหอม หรือระบุว่า “ปราศจากทาเลต” (phthalate-free)
- เลือกใช้ภาชนะเก็บอาหารที่ทำจากแก้ว สแตนเลส เซรามิก หรือไม้ แทนพลาสติก
- ลดการบริโภคอาหารกระป๋องหรืออาหารแปรรูปสูง
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เช่น ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงพลาสติกที่มีสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 3, 6 และ 7 ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้
- ผู้ปกครองควรตรวจสอบของเล่นเด็กอย่างละเอียด และหลีกเลี่ยงของเล่นที่ไม่ระบุชัดเจนว่าปลอดสารพลาสติไซเซอร์ (CNN, CDC)
นัยสำคัญของงานวิจัยนี้กว้างไกลกว่าแค่ในแวดวงวิชาการ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพยายามลดภาระจากโรคไม่ติดต่อและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ การตระหนักถึงภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันทุกวันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับผู้กำหนดนโยบาย แนวทางในอนาคตอาจรวมถึงการออกกฎระเบียบควบคุมสาร DEHP ที่เข้มงวดขึ้น การลงทุนในวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และการตรวจวัดระดับสารเมตาบอไลต์ของทาเลตในประชากรระดับประเทศอย่างเป็นระบบ
โดยสรุป แม้พลาสติกในครัวเรือนจะมอบความสะดวกสบาย แต่หลักฐานล่าสุดกระตุ้นให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่ต้องเผชิญกับอัตราการเกิดโรคหัวใจที่สูงอยู่แล้ว การลดใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่า และการเรียกร้องให้ผู้ผลิตมีความโปร่งใสมากขึ้น สามารถช่วยให้บ้านของเราเป็นสถานที่ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้ ด้วยการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ สังคมไทยสามารถลดความเสี่ยงจากสารทาเลตลงได้ โดยที่ยังคงได้รับประโยชน์จากความสะดวกสบายในชีวิตยุคใหม่