เรื่องราวที่น่าสนใจจากคอลัมน์ให้คำปรึกษาปัญหาพ่อแม่ในนิตยสาร Slate ฉบับล่าสุด ได้จุดประเด็นชวนขบคิดและกระตุ้นให้มองลึกลงไปถึงงานวิจัยเกี่ยวกับที่มาทางจิตวิทยาของความกลัวในเด็กเล็ก โดยเฉพาะความกลัวที่เกิดจากความหวังดี (แต่ผิดวิธี) ของพี่น้อง กรณีตัวอย่างคือเด็กหญิงวัยเกือบ 3 ขวบ ที่จู่ๆ ก็ไม่กล้าออกไปวิ่งเล่นในสวนหลังบ้าน เพราะพี่ชายกุเรื่องสัตว์ประหลาดในทะเลสาบขึ้นมาหลอก เพื่อไม่ให้น้องเข้าใกล้ท่าเรือที่อาจเป็นอันตราย แม้พ่อแม่จะพยายามอธิบายว่าสัตว์ประหลาดไม่มีอยู่จริง แต่ความกลัวนั้นกลับฝังใจไม่หาย ทำให้เด็กทุกข์ใจไม่เลิก แถมยังลามไปถึงการกลัวความมืด และต้องให้พ่อแม่คอยปลอบอยู่ข้างๆ ก่อนนอนทุกคืน (Slate)

สถานการณ์แบบนี้เชื่อว่าโดนใจพ่อแม่ชาวไทยหลายคนไม่น้อย เพราะหลายครอบครัวก็มีเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับผีสางนางไม้ สิ่งลี้ลับตามธรรมชาติ ที่มักใช้เล่าขู่เด็กๆ ด้วยความหวังดีว่าจะช่วยให้ลูกหลานปลอดภัย แต่หารู้ไม่ว่าอาจส่งผลกระทบทางใจให้เด็กจริงๆ การทำความเข้าใจว่าความกลัวเหล่านี้ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมถึงฝังรากลึก และพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงนักการศึกษาจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีให้กับเด็ก

งานวิจัยชี้ว่า ความกลัวสัตว์ประหลาดและสิ่งมีชีวิตในจินตนาการเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการเด็ก ซึ่งมักจะเห็นได้ชัดในช่วงอายุ 3-6 ขวบ ความกลัวเหล่านี้เกิดจากความสามารถของเด็กที่ยังจำกัดในการแยกแยะโลกจินตนาการออกจากความเป็นจริง บวกกับพลังจินตนาการที่กำลังเบ่งบาน (ResearchGate) ผลการศึกษาในวารสาร “Child Psychiatry & Human Development” พบว่า เด็กผู้หญิงถึง 45% และเด็กผู้ชาย 13% บอกว่ากลัวสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ เช่น สัตว์ประหลาดและซอมบี้ หลังจากเผชิญกับเรื่องเครียดๆ โดยเฉพาะหากได้ฟังเรื่องน่ากลัว หรือเจอเหตุการณ์ที่พี่น้องเข้ามาเกี่ยวข้อง (PMC) ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ในโลกตะวันตก ในสังคมไทยเอง ความเชื่อเรื่องผีป่า ผีน้ำ เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งเป็นกุศโลบายป้องกันไม่ให้เด็กเข้าใกล้พื้นที่อันตราย ก็อาจเสริมสร้างความกลัวคล้ายๆ กันนี้ได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า แม้เจตนาเบื้องหลังคำขู่เหล่านั้นมักเป็นการปกป้อง แต่ผลกระทบทางใจอาจรุนแรงกว่าที่คิด ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กท่านหนึ่งอธิบายไว้ จินตนาการที่สดใสของเด็กวัยก่อนเรียนทำให้พวกเขาอ่อนไหวและคล้อยตามคำชี้นำได้ง่ายเป็นพิเศษ ดร. อเลธา โซลเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูเชิงบวกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แนะนำว่า “แค่คำอธิบายอย่างเดียวมักไม่พอ การให้ความมั่นใจทางอารมณ์ และการแสดงให้เห็นจริงเพื่อหักล้างความกลัวของเด็กนั้น ได้ผลดีกว่ามาก” (Aware Parenting) เช่นเดียวกับกรณีในนิตยสาร Slate เด็กหญิงคนดังกล่าวยังคงเชื่อเรื่องสัตว์ประหลาดอยู่ แม้จะถูกบอกซ้ำๆ ว่ามันไม่มีจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ในหลากหลายวัฒนธรรมคงคุ้นเคยกันดี

นักจิตวิทยาคลินิกแนะนำแนวทางรับมือหลายด้านสำหรับพ่อแม่ อย่างแรกคือ ทำให้การพูดคุยเรื่องจินตนาการกับความจริงเป็นเรื่องปกติในบ้าน โดยอาจใช้หนังสือและนิทานที่ช่วยขีดเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้ให้ชัดเจน ตามคำแนะนำในบทความของ Slate หนังสืออย่าง “The Monster at the End of This Book” และ “I Need My Monster” ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการชวนคุยเรื่องความกลัวในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสร้างพลังใจให้เด็ก งานวิจัยเองก็เน้นย้ำถึงคุณค่าของการเล่าเรื่อง แต่ก็ชี้ว่าต้องให้เด็กมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นด้วย เช่น ชวนลูกวาดรูปหรือเล่าถึงสิ่งที่กลัว หรือลองแสดงบทบาทสมมติว่าตัวเองเก่งกว่า กล้าหาญกว่าสัตว์ประหลาด (Lionheart Storyz) ดังที่ ดร. โซลเตอร์ แนะนำ “ลองชวนลูกวาดรูปสัตว์ประหลาดแล้วคุยกัน การทำแบบนี้จะช่วยลดความลึกลับน่ากลัวลง และทำให้เด็กรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ได้”

สำหรับพ่อแม่ชาวไทย อาจต้องพิจารณาบริบททางวัฒนธรรมเพิ่มเติม งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ศึกษาว่า ทัศนคติของผู้ปกครองต่อการเล่นนอกบ้านและความปลอดภัย ส่งผลต่อพฤติกรรมและสุขภาวะทางอารมณ์ของเด็กในจังหวัดต่างๆ ของไทยอย่างไร (Chulalongkorn Digital) งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลจริงๆ โดยเฉพาะในบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่การย้ำเน้นถึงอันตรายมากเกินไป หรือใช้เรื่องเล่าผีสางมาขู่เพื่อป้องกัน อาจบั่นทอนความมั่นใจและความกล้าของเด็กที่จะออกไปสำรวจเรียนรู้โลกภายนอกตามวัยอันควร

ความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะพี่น้อง ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อพี่พยายามจะ “ช่วย” โดยการเตือนหรือขู่น้อง การกระทำของพวกเขามักมีผลทางอารมณ์รุนแรงกว่าคำพูดของผู้ใหญ่เสียอีก ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กท่านหนึ่งกล่าวไว้ ความกลัวที่เกิดจากพี่น้องแบบนี้ แก้ไขได้ดีที่สุดโดยดึงทั้งสองฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟู การให้พี่มีส่วนร่วมในการอ่านนิทานที่ช่วยคลายความกลัว หรือในการเล่นนอกบ้านภายใต้การดูแล จะเปลี่ยนประสบการณ์ร้ายๆ ให้กลายเป็นโอกาสเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ และสร้างความผูกพันที่ดีขึ้นในหมู่พี่น้อง (Listening Courses)

ผลกระทบต่อครอบครัวไทยนั้นมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นทันทีแล้ว ความกลัวที่ฝังใจอาจนำไปสู่พฤติกรรมหลีกเลี่ยงต่างๆ เช่น ไม่ยอมออกไปเล่นนอกบ้าน หรือเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับเวลานอนและความมืด สำหรับเด็กไทย ซึ่งการเล่นเพื่อสันทนาการอาจถูกจำกัดอยู่แล้วจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ปกครองและการขยายตัวของเมือง การมีความกลัวเหล่านี้เพิ่มเข้ามาอีก อาจยิ่งจำกัดความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก นักวิจัยด้านสาธารณสุขในไทยเคยบันทึกไว้ว่า รูปแบบการเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไปมีความสัมพันธ์กับปัญหาพฤติกรรมและความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่ลดลงในเด็กก่อนวัยเรียน (IJBS ThaiJo)

หากมองย้อนไปในอดีต กลยุทธ์การอ้างถึงภัยคุกคามในจินตนาการเพื่อความปลอดภัยนั้นมีรากฐานฝังลึกในหลายวัฒนธรรม รวมถึงประเทศไทย ที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ผี” และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติถูกถักทอเข้ากับการเลี้ยงดูในชีวิตประจำวัน แม้ว่าครั้งหนึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้จะเคยทำหน้าที่เป็นคำเตือนของชุมชนที่ได้ผล ในยุคที่ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ทันสมัย แต่ความรู้ทางจิตวิทยาเด็กในปัจจุบันสนับสนุนให้เปลี่ยนไปสู่การให้เหตุผลและการเปิดโอกาสให้เด็กลองเสี่ยงอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแล มากกว่าการห้ามปรามด้วยความเชื่อและความกลัว

เมื่อมองไปข้างหน้า หัวใจสำคัญอยู่ที่การหาจุดสมดุล ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า การจัดการกับความกลัวของเด็กต้องอาศัยความอดทน ความสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ที่เปิดรับและยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของเด็ก โดยไม่ไปตอกย้ำว่าสิ่งที่เขากลัวนั้นมีอยู่จริง การค่อยๆ พาเด็กเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวทีละน้อย เช่น การออกไปที่สวนหลังบ้านด้วยกันตอนกลางวัน การแสดงพฤติกรรมที่กล้าหาญให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง และการให้กำลังใจเมื่อลูกทำได้แม้เพียงก้าวเล็กๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจกลับคืนมา การให้พี่น้องทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ สามารถส่งเสริมความเข้าใจและความไว้วางใจภายในครอบครัวได้

ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่คือ หลีกเลี่ยงการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอน แต่ควรเลือกให้ความรู้แก่เด็กเกี่ยวกับอันตรายที่แท้จริงด้วยภาษาที่เหมาะสมกับวัย หากความกลัวยังคงรุนแรงและรบกวนชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เช่น ลูกไม่ยอมนอนคนเดียว หรือไม่ยอมออกไปเล่นนอกบ้านเลย อาจถึงเวลาที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็ก ครอบครัวยังสามารถใช้แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น คู่มือของมูลนิธิก้าวหน้าพัฒนา ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและพัฒนาการเด็กที่ปรับให้เข้ากับบริบทของครัวเรือนไทย (Step Ahead Thailand)

โดยสรุป แม้การใช้เรื่องน่ากลัวในจินตนาการมาขู่เพื่อป้องกันอันตรายอาจดูเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลเร็ว แต่งานวิจัยและประสบการณ์จริงชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดอก การยอมรับความรู้สึกของลูก และการค่อยๆ พาเผชิญหน้ากับความกลัว เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับพ่อแม่ในการช่วยให้ลูกเอาชนะความกลัวที่ไม่มีเหตุผลได้ สำหรับครอบครัวไทย การผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านพัฒนาการเด็กสมัยใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่ปลอดภัยและเสริมสร้างภูมิต้านทานทางใจให้เด็กเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำขั้นตอนดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการตอกย้ำความกลัว โดยไม่พูดถึงหรือยอมรับว่าสิ่งที่ลูกกลัวในจินตนาการนั้นมีอยู่จริง
  • ใช้นิทาน หนังสือ หรือสื่อต่างๆ ที่ช่วยแยกแยะเรื่องแต่งกับเรื่องจริงให้ชัดเจน ด้วยวิธีที่เด็กเข้าใจง่าย
  • ชวนพี่คนโตเข้ามามีส่วนร่วม สอนพวกเขาเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจและความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของน้อง
  • แสดงพฤติกรรมที่สงบและมั่นใจเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ลูกรู้สึกกลัว
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก วาดรูป หรือพูดคุยเกี่ยวกับความกลัว โดยไม่ตัดสินหรือตำหนิ
  • พิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากความกลัวนั้นรุนแรงจนเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

การทำเช่นนี้จะช่วยให้ครอบครัวสามารถส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจไปพร้อมๆ กับการปกป้องลูกจากอันตรายที่แท้จริง รักษาไว้ซึ่งทั้งความปลอดภัยทางกายและความสงบสุขทางใจ