ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายทั่วโลกกำลังเผชิญกับ “ความสัมพันธ์” ออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มีเรื่องของหัวใจหรือมิตรภาพเข้ามาเกี่ยว แต่กลับเป็นการเสียเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมักจะเป็นการให้เพียงฝ่ายเดียว รายงานล่าสุดจากต่างประเทศตีแผ่สถิติกลโกงหลอกรักออนไลน์ (Romance Scam) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบได้บ่อยในคอลัมน์ปรึกษาปัญหาชีวิตบ้านเรา ที่มีคนเขียนมาระบายความอัดอั้นตันใจกับความสัมพันธ์ที่เหมือนมีแต่การโอนเงินให้ ไม่ใช่ความรักความผูกพันที่ได้รับตอบแทน เบื้องหลังเรื่องราวทำนองนี้คือสถิติที่น่าสะพรึงและขบวนการต้มตุ๋นสุดซับซ้อน ที่ใช้โลกดิจิทัลเป็นเวทีหากิน หลอกลวงเอาเงินโดยอ้างความรักบังหน้า

ปัญหาการหลอกลวงเรื่องความรักกับการฉ้อโกงทางการเงินกลายเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก เมื่อการสื่อสารออนไลน์เข้ามาแทนที่การพบปะในชีวิตจริงของผู้คนนับล้านที่แสวงหาความสัมพันธ์ สำหรับคนไทย ซึ่งการใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และความสัมพันธ์ในโลกดิจิทัลกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แนวโน้มนี้จึงถือเป็นภัยใกล้ตัวอย่างยิ่ง สังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความมีน้ำใจและความไว้เนื้อเชื่อใจ อาจตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายจากกลอุบายที่เล่นกับความเห็นอกเห็นใจ ความเหงา และความต้องการใครสักคนเคียงข้าง คำถามที่ว่า “นี่เรียกว่าความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า ถ้ามีแต่เราที่โอนเงินให้เขาตลอด?” จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นระดับสังคมที่น่ากังวล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าต้องเร่งหาทางแก้ไขโดยด่วน

ตัวเลขล่าสุดจากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งเผยให้เห็นภาพรวมของปัญหาที่น่าตกใจ รายงานประจำปี 2025 ของธนาคารบาร์เคลย์ส (Barclays Bank) ระบุว่า จำนวนคดีหลอกรักออนไลน์เฉพาะไตรมาสแรกของปี พุ่งขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เหยื่อแต่ละรายสูญเงินเฉลี่ย 8,000 ปอนด์ (ราว 360,000 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนต้นปี 2025) กลุ่มผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนักที่สุด เสียหายเฉลี่ยสูงถึง 19,000 ปอนด์ต่อราย (กว่า 850,000 บาท) ในกลุ่มอายุ 61 ปีขึ้นไป และที่น่าสนใจคือ 60% ของผู้ที่แจ้งความว่าเป็นเหยื่อคือผู้ชาย ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับเพศกับความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ (Barclays Scams Bulletin, 2025)

นอกเหนือจากความเสียหายทางการเงินมหาศาล ผลกระทบทางใจที่เหยื่อได้รับก็สาหัสไม่แพ้กัน ผลการสืบสวนของ Which? News พบว่า มูลค่าความเสียหายจากกลโกงหลอกรักออนไลน์ที่ถูกรายงานในปี 2024 เพียงปีเดียว สูงเกือบ 100 ล้านปอนด์ และจำนวนคดีก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี (Which?, 2025) ทุกวันนี้ มิจฉาชีพหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างตัวตนปลอมที่ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เพื่อสานสัมพันธ์ทางอารมณ์กับเหยื่อให้ลึกซึ้ง และแต่งเรื่องราวซับซ้อน เช่น อ้างเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือหลอกว่าจะได้รับมรดกก้อนโต เพื่อล่อลวงให้เหยื่อโอนเงินมากขึ้นเรื่อยๆ กรณีตัวอย่างที่น่าสลดใจคือหญิงชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่ถูกหลอกให้โอนเงินไปกว่า 800,000 ยูโร ให้กับชายที่อ้างตัวว่าเป็น แบรด พิตต์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง โดยใช้รูปภาพที่สร้างจาก AI และเรื่องราวที่แต่งขึ้นอย่างแนบเนียน

งานวิจัยทางวิชาการยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลของสถานการณ์นี้ ผลการศึกษาล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) และตีพิมพ์ในวารสาร Current Research in Behavioral Sciences พบว่า กลโกงหลอกรักออนไลน์ (Online Romance Scams - ORS) ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพอารมณ์และร่างกายของเหยื่อด้วย (Elsevier article abstract) เหยื่อจำนวนมากต้องเผชิญกับความวิตกกังวล รู้สึกไร้ค่า และภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายคลึงกับผู้ที่เคยถูกหลอกใช้หรือถูกหักหลังในเรื่องความสัมพันธ์

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันการฉ้อโกงและกลโกงจากธนาคารบาร์เคลย์ส ย้ำถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ไม่สิ้นสุดระหว่างอาชญากรและผู้ใช้งานทั่วไป: “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปหาคู่ คือแหล่งเพาะพันธุ์กลโกงหลอกรักออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย มิจฉาชีพพวกนี้อาศัยจังหวะที่ผู้คนใช้ชีวิตออนไลน์มากขึ้น ใช้ช่องทางเหล่านี้เป็นเครื่องมือพุ่งเป้าไปยังคนที่อาจตกเป็นเหยื่อ” เสียงเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาก็ดังขึ้นเรื่อยๆ โดยผลสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ถึงสามในสี่ต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการป้องกันกลโกงเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งสะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตขยายตัวอย่างรวดเร็วแม้ในพื้นที่ห่างไกล และแอปหาคู่ก็ได้รับความนิยมในทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุ ทำให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มเห็นรูปแบบการหลอกลวงลักษณะนี้บ่อยขึ้น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเตือนภัยเกี่ยวกับกลโกง “รักลวงออนไลน์” อยู่เนืองๆ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็กระตุ้นให้ผู้ใช้แอปหาคู่เพิ่มความระมัดระวัง (Bangkok Post) สายด่วนรับแจ้งเหตุอาชญากรรมไซเบอร์ของไทยเต็มไปด้วยเรื่องร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุวัยเกษียณ ที่ถูกติดต่อจากบุคคลที่มักอ้างตัวว่าเป็น “นักธุรกิจต่างชาติ” “หมอ” หรือ “ทหาร” ที่ไม่สามารถเดินทางมาพบเจอได้ เพราะติดภารกิจเดินทางหรือเจอเรื่องฉุกเฉินสารพัดอย่างไม่รู้จบ

กลโกงลักษณะนี้มักเล่นกับค่านิยมของสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำใจ” การส่งเงินช่วยเหลือเมื่ออีกฝ่ายเดือดร้อนหรือเจอวิกฤต ถูกมองว่าเป็นการแสดงความเมตตาหรือความทุ่มเทในความสัมพันธ์ แต่ดังที่ผลวิจัยชี้ ความมีน้ำใจและความไว้ใจนี่เอง คือสิ่งที่อาชญากรกำลังใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง

โดยทั่วไป มิจฉาชีพเหล่านี้มักมีรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้:

  • เริ่มติดต่อเหยื่อผ่านแอปหาคู่หรือโซเชียลมีเดีย แล้วรีบชวนไปคุยต่อในแชตส่วนตัว
  • สร้างความผูกพันทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว มักเล่าเรื่องชีวิตที่น่าสงสาร หรือภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเรียกความเห็นใจ
  • หลังจากนั้นไม่นาน จะเริ่มเอ่ยปากขอเงิน โดยอ้างเหตุผลยอดฮิต เช่น เรื่องด่วน ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมวีซ่า หรือค่ารักษาพยาบาล
  • หากเหยื่อลังเล มิจฉาชีพจะเร่งเร้า กดดัน ทำให้รู้สึกผิด หรือใช้จิตวิทยาบีบคั้นทางอารมณ์ บางครั้งอาจแกล้งโกรธหรือไม่พอใจเพื่อกดดันให้ยอมโอนเงิน
  • จำนวนเงินที่ขอมักจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และความถี่ในการขอก็จะเพิ่มขึ้น ตราบใดที่เหยื่อยังยอมจ่าย

เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ให้ซับซ้อนและอันตรายยิ่งขึ้น วิดีโอคอล รูปภาพ หรือแม้แต่ข้อความเสียง ไม่สามารถใช้ยืนยันตัวตนได้อย่างน่าเชื่อถืออีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนเตือนว่า ปัจจุบันใบหน้าและเสียงพูดสามารถถูกปลอมแปลงหรือสร้างเลียนแบบได้อย่างแนบเนียนสมจริง ทำให้ยากมากที่เหยื่อ (และแม้แต่เจ้าหน้าที่) จะแยกแยะระหว่างของจริงกับของปลอม (ผู้เชี่ยวชาญจาก F-Secure, อ้างใน Which?)

สำหรับเหยื่อชาวไทย การติดตามเงินที่เสียไปคืนมานั้นยากยิ่ง แม้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายสำหรับการฉ้อโกงประเภท “โอนเงินโดยความยินยอมของเหยื่อ” (authorised push payment fraud) แต่ความคุ้มครองดังกล่าวยังจำกัดมากเมื่อเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ การทำธุรกรรมผ่านคริปโตเคอร์เรนซี หรือการส่งเงินรูปแบบอื่นข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อต้องส่งเงินไปต่างประเทศ

สภาพจิตใจของเหยื่อมักเต็มไปด้วยความรู้สึกละอาย โกรธ และอับอาย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทำให้ไม่กล้าแจ้งความหรือขอความช่วยเหลือ การถูกสังคมมองว่าล้มเหลวในความสัมพันธ์หรือเสียรู้จนหมดตัว อาจยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกเหล่านี้ในสังคมไทย ที่เรื่อง “การเสียหน้า” ถือเป็นเรื่องใหญ่ วังวนแห่งความเงียบนี้เองที่เปิดช่องให้มิจฉาชีพเปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยมักใช้บทสนทนาและรูปภาพเดิมๆ หลอกลวงเหยื่อรายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ควรโทษเหยื่อ: “มิจฉาชีพหลอกรักออนไลน์เป็นนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญมาก พวกเขาหลอกลวงคนได้สำเร็จนับพันๆ คนในแต่ละปี หากคุณตกเป็นเหยื่อ คุณไม่ใช่คนผิด และคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้คนเดียว” โฆษกจาก Victim Support องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรที่ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าว

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ทำงานด้านการศึกษาในประเทศไทย สัญญาณเตือนนี้ชัดเจนว่า จำเป็นต้องผนวกความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) เข้าไปในโครงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ ทั้งในกลุ่มเยาวชนและผู้สูงวัย บุคลากรทางการแพทย์ ครูอาจารย์ และผู้นำชุมชน สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการตีตราทางสังคมเกี่ยวกับการตกเป็นเหยื่อหลอกรักออนไลน์ และส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดอก พร้อมชี้ช่องทางขอรับความช่วยเหลือสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ธนาคารและสถาบันการเงินในไทยก็ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังธุรกรรมที่น่าสงสัย และเผยแพร่คำแนะนำในการป้องกันกลโกง โดยเฉพาะการโอนเงินจำนวนมากทางออนไลน์หรือโอนไปต่างประเทศ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์คาดว่า การพัฒนาไม่หยุดยั้งของ AI และกระแสความนิยมแอปหาคู่ทั่วโลก จะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญทั้งต่อการป้องกันตัวเองของประชาชนและการทำงานของเจ้าหน้าที่ หากขาดความร่วมมืออย่างจริงจังในระดับนานาชาติ ระหว่างบริษัทเทคโนโลยี ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแล ปัญหาหลอกรักออนไลน์ก็มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้น

แล้วคนไทยควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันตัวเอง? ข้อแรก ห้ามส่งเงินเด็ดขาด ให้กับคนที่ไม่เคยเจอตัวจริง ไม่ว่าความสัมพันธ์ออนไลน์จะดูผูกพันลึกซึ้งแค่ไหน หรือคำขอความช่วยเหลือจะดูเร่งด่วนเพียงใดก็ตาม ข้อสอง ระวังคนที่พยายามเร่งรัดให้ย้ายการสนทนาออกจากแอปหาคู่เดิม ไปยังแอปแชตส่วนตัวอื่น ข้อสาม ลองใช้เครื่องมือค้นหารูปภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) ตรวจสอบรูปโปรไฟล์ของอีกฝ่าย และข้อสี่ หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ควรปรึกษาเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่ไว้ใจ – วัฒนธรรมการ “ปรึกษาหารือ” ของไทยอาจเป็นเกราะป้องกันสำคัญ หากสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ ควรหยุดติดต่อทันที และแจ้งเรื่องไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หรือธนาคารของคุณโดยเร็วที่สุด

เหนือสิ่งอื่นใด พึงระลึกเสมอว่าความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่จุดอ่อน อาชญากรที่ใช้กลอุบายซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ กำลังพุ่งเป้ามายังทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า มีเพียงการร่วมมือกันสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้น ที่สังคมจะสามารถช่วยกันหยุดยั้งวงจร “ความสัมพันธ์ที่ต้องเปย์ฝ่ายเดียว” นี้ได้ ทั้งเพื่อสังคมไทยและเพื่อโลกของเรา