ครูพี่เลี้ยงเด็กเล็กทั่วโลกกำลังปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆ กับสารพัดคำขอที่ทั้งแปลก เรียกร้องเกินจริง หรือบางทีก็ไม่เหมาะสมเลยจากบรรดาผู้ปกครอง ตามที่มีรายงานและงานวิจัยออกมาในช่วงหลัง ความตึงเครียดในวงการนี้กำลังพุ่งสูงจนน่าเป็นห่วง ในขณะที่แวดวงการศึกษาปฐมวัยเองก็ต้องรับมือกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาหลังยุคโควิด-19 ประเด็นร้อนเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นความท้าทายที่ไม่เพียงกระทบแค่ตัวผู้ให้บริการดูแลเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงครอบครัวชาวไทยที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับบริการเดย์แคร์ที่เปลี่ยนไป

เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจมากขึ้นหลังจากมีบทความตีแผ่โดย New York Post และถูกแชร์ว่อนในโลกออนไลน์ ซึ่งบรรดาครูพี่เลี้ยง (ที่ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้ออกมาเล่าถึงคำขอสุดพีกที่เคยเจอจากผู้ปกครอง ตั้งแต่การบังคับให้ใช้ช้อนส้อมชุบทองป้อนข้าวกลางวันให้ลูก ไปจนถึงการแอบสั่งให้ลงโทษเด็กคนอื่นที่ไม่ถูกใจผู้ปกครองบางคน แม้เรื่องราวเหล่านี้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็สะท้อนภาพจริงของแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น นั่นคือการเพิ่มขึ้นของสิ่งที่นักการศึกษาเรียกว่า การเลี้ยงลูกแบบ “พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์” (คอยบินวนดูแล) และ “พ่อแม่รถตัดหญ้า” (คอยถางทางให้เรียบ) ซึ่งผู้ใหญ่พยายามเข้ามาจัดการขจัดอุปสรรคหรือความเครียดทุกอย่างออกจากเส้นทางชีวิตของลูก

แนวโน้มนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านชาวไทย เพราะการศึกษาปฐมวัยเป็นทั้งเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญตามธรรมเนียม และเป็นภาคส่วนที่กำลังปรับตัวสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยต้องพึ่งพาเดย์แคร์มากขึ้น ความตึงเครียดระหว่างความคาดหวังของผู้ปกครองกับขีดความสามารถของสถานรับเลี้ยงเด็กก็กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับที่เกิดขึ้นทั่วโลก งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เช่น Journal of Child and Family Studies ชี้ให้เห็นว่าการที่ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมมากเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในหมู่ครูพี่เลี้ยง อัตราการลาออกที่สูงขึ้น และท้ายที่สุดคือคุณภาพการดูแลเด็กที่อาจลดลง

พัฒนาการสำคัญอย่างหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกที่มุ่งไปสู่การให้บริการที่เน้นผู้ปกครองเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ซึ่งแม้จะเปิดทางให้เกิดการมีส่วนร่วมในเชิงบวก แต่ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าก็นำมาซึ่งทัศนคติแบบ “ลูกค้าคือพระเจ้า” ที่อาจไม่ได้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเสมอไป จากบทสัมภาษณ์ที่รวบรวมโดย New York Post และสอดคล้องกับงานวิจัยทางวิชาการล่าสุด เจ้าหน้าที่เดย์แคร์ได้ยกตัวอย่างคำขอ เช่น การต้องเตรียมอาหารร้อนให้เป๊ะตามเวลาที่กำหนด การต้องเปิดวิดีโอสตรีมสดให้ผู้ปกครองดูได้ตลอดวัน หรือการขอยกเว้นกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยหรือความเป็นธรรมระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน

อาจารย์ด้านการศึกษาปฐมวัยท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้ให้ความเห็นในการสัมมนาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของครอบครัวไทยในการศึกษา แต่แน่นอนว่าคำขอที่เกินขอบเขตย่อมเพิ่มความเครียดให้คุณครูและอาจสร้างความไม่เท่าเทียมกันในหมู่เด็กๆ ได้” มุมมองนี้สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ดร. แอนนา เคอร์ นักจิตวิทยาเด็กปฐมวัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ตั้งข้อสังเกตในงานศึกษาปี 2023 ว่า “การที่ผู้ปกครองเข้ามาจัดการแบบจู้จี้กับเจ้าหน้าที่ และการต้องยอมตามคำขอที่ไม่สมเหตุสมผลนั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการลาออกและความทุกข์ทางใจของครูที่สูงขึ้น” (Journal of Early Childhood Research)

ในประเทศไทย ศูนย์รับเลี้ยงเด็กทั้งของรัฐและเอกชนต่างก็กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรเรื้อรังอยู่แล้ว โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) รายงานว่าจำนวนครูพี่เลี้ยงที่มีคุณวุฒิลดลงถึง 15% นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่ชัดเจนและสร้างขอบเขตที่เคารพซึ่งกันและกันระหว่างผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองกับอำนาจหน้าที่ตามวิชาชีพของครู

ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความเคารพครูและผู้ดูแลเด็กเล็กอย่างสูง โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ดุจ “ครูพี่ครูน้อง” อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากรูปแบบที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางแบบตะวันตก และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแสดงความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้น ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพลวัตความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ระหว่างผู้ปกครองและผู้ดูแล เหตุการณ์ที่เป็นข่าวดัง เช่น วิดีโอไวรัลที่กล่าวหาความบกพร่องของเดย์แคร์ ยิ่งโหมกระพือความคิดเห็นของสาธารณชน และบางครั้งก็นำไปสู่การเรียกร้องที่กดดันเจ้าหน้าที่อย่างหนัก

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากไม่มีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้ปกครองและผู้ดูแล ความพึงพอใจในงานของครูพี่เลี้ยงก็จะยังคงลดน้อยถอยลงต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการศึกษาปฐมวัยของไทย ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังพยายามขยายโอกาสการเข้าถึงและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาชาติที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในวัยเยาว์

สำหรับผู้ปกครองชาวไทย ข้อคิดสำคัญคือความสำคัญของการร่วมมือและความไว้วางใจ นักการศึกษาแนะนำให้ใช้การพูดคุยกันอย่างเปิดอกและให้เกียรติซึ่งกันและกัน แทนที่จะพยายามเข้าไปจัดการการทำงานประจำวันแบบจุกจิก หรือยื่นคำขอที่เป็นกรณีพิเศษ ขอแนะนำให้ผู้ปกครองทำความเข้าใจธรรมชาติของการให้บริการที่เป็นส่วนรวมของเดย์แคร์ ตระหนักถึงความเชี่ยวชาญของบุคลากร และช่วยกันสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเท่าเทียมสำหรับเด็กทุกคน

สำหรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติม ผู้ปกครองและผู้ให้บริการเดย์แคร์สามารถศึกษาข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการไทย และแนวปฏิบัติสากลที่ดีที่สุดที่เผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก (แนวทางการดูแลเด็กของ WHO) การรักษาความคาดหวังที่สมเหตุสมผลและการสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความร่วมมือ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดลงได้เท่านั้น แต่ยังช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับเด็กรุ่นใหม่ของประเทศไทยอีกด้วย