งานวิจัยด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยาหลายชิ้นที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงแนวทางการเลี้ยงดูเด็กผู้ชายในสังคมยุคปัจจุบัน ผลการศึกษาใหม่ๆ บ่งชี้ว่า การมอบความรัก ความอบอุ่น ความอดทน และการใส่ใจในความรู้สึก มีความสำคัญต่อลูกชายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกสาว และในบางกรณี อาจจะสำคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงในบทความล่าสุดของ The Atlantic กำลังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับความเป็นชาย ความเข้มแข็ง และสิ่งที่เด็กผู้ชายต้องการจริงๆ เพื่อเติบโตอย่างแข็งแรง ทั้งในสังคมตะวันตก และที่สำคัญคือ สำหรับพ่อแม่และนักการศึกษาทั่วประเทศไทย ที่ต่างก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่านิยมเดิมๆ ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นเช่นกัน
เป็นเวลาหลายปี ที่ความเชื่อซึ่งหยั่งรากลึกทั้งในวัฒนธรรมไทยและทั่วโลก สอนเราว่าเด็กผู้ชายควรถูกเลี้ยงให้ “แกร่ง” อดทนต่อความเจ็บปวด และเก็บงำความรู้สึกเอาไว้เมื่อเผชิญความยากลำบากทางอารมณ์ พ่อแม่มักจะให้เวลา ความรัก และการพูดคุยใส่ใจกับลูกสาวมากกว่า เพราะเชื่อว่าลูกชายนั้นมีความอดทนแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจงานวิจัยล่าสุดในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา กลับพบว่าพ่อแม่พูดคุย อ่านหนังสือ และร้องเพลงให้ลูกสาวตัวน้อยฟังบ่อยกว่าลูกชาย และยังรายงานว่ารู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับลูกสาวมากกว่าในช่วงปฐมวัย ข้อมูลจากการศึกษาติดตามผลระยะยาวตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่วิเคราะห์โดยนักเศรษฐศาสตร์สองท่าน แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ที่มีลูกชายมีแนวโน้มจะรู้สึกว่าตนเองยุ่งเกินกว่าจะมาใส่ใจดูแลด้านอารมณ์และเล่นกับลูก ซึ่งนำไปสู่ “ช่องว่างในการดูแลเอาใจใส่” ที่ยิ่งถ่างกว้างขึ้นเมื่อเด็กเติบโต
การศึกษาเชิงสังเกตการณ์เพิ่มเติมยิ่งตอกย้ำรูปแบบนี้ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2014 พบว่า แม่ตอบสนองต่อเสียงอ้อแอ้ของลูกสาวมากกว่า และโดยทั่วไป มักจะเล่นและปลอบโยนลูกสาวมากกว่า ในขณะเดียวกัน พ่อก็มีแนวโน้มจะใช้ภาษาที่เน้นเรื่องอารมณ์กับลูกสาว และใช้ภาษาที่เกี่ยวกับการแข่งขันกับลูกชาย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กผู้ชายต้องเผชิญกับการถูกสังคมค่อยๆ ตีกรอบเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์อย่างแนบเนียนแต่ต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผลกระทบที่สะสมคือ เด็กผู้ชายมักจะขาดการชี้แนะที่อดทนและอ่อนโยนแบบเดียวกับที่ทำให้เด็กผู้หญิงได้เปรียบในด้านการควบคุมอารมณ์และสุขภาพจิต
นักข่าวชั้นนำท่านหนึ่งที่เกาะติดประเด็นนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่ใช่แค่ว่าเด็กผู้ชายก้าวร้าวหรือซนกว่าเท่านั้น แต่ในเกือบทุกด้าน เด็กผู้ชายกลับอ่อนไหว เปราะบาง และอ่อนแอทางอารมณ์มากกว่า” ซึ่งสวนทางกับความเข้าใจที่แพร่หลายทั้งในสังคมโลกและสังคมไทย ในบ้านเรา คำกล่าวที่ว่า “ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง” ก็สะท้อนแนวคิดคล้ายๆ กัน คือส่งเสริมให้ครอบครัวห้ามปรามน้ำตาและบีบให้เด็กชายซ่อนความเจ็บปวดทางอารมณ์ไว้ข้างใน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในงานวิจัยล่าสุดคือมุมมองทางชีววิทยา นักวิชาการจาก UCLA ท่านหนึ่ง ได้แสดงให้เห็นว่าวงจรสมองส่วนควบคุมความเครียดของเด็กผู้ชายพัฒนาช้ากว่าเด็กผู้หญิง ทำให้พวกเขารับมือกับอารมณ์ที่ซับซ้อนได้ไม่ดีเท่า จิตแพทย์ชาวอังกฤษอีกท่านหนึ่ง พบว่านับตั้งแต่ปฏิสนธิ พัฒนาการของทารกเพศชายจะช้ากว่าทารกเพศหญิงประมาณหนึ่งเดือน และมีความอ่อนไหวต่อการเลี้ยงดูที่ไม่สม่ำเสมอหรือการดูแลที่ขาดตอนมากกว่า นักวิจัยชี้ว่า หากพ่อแม่ถอนความรักความผูกพัน หรือรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมที่อาจดูเหมือนพลังงานสูงของเด็กผู้ชาย ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรมในภายหลังก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น อันที่จริง ตามสถิติแล้ว ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงมากกว่า ซึ่งสาเหตุรากเหง้ามักเชื่อมโยงกับการขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ตอบสนองอย่างเหมาะสมในวัยเด็กนั่นเอง
บริบททางเศรษฐกิจและสังคมยิ่งทำให้แนวโน้มเหล่านี้เด่นชัดขึ้น ทั้งในตะวันตกและในไทย ผลการวิจัยโดยนักเศรษฐศาสตร์คู่เดิมและนักวิเคราะห์ในสหราชอาณาจักร พบว่าเด็กผู้ชายในครอบครัวยากจน พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือครอบครัวที่เผชิญความเครียดสูง จะมีพัฒนาการทางวิชาการและอารมณ์ที่ตามหลังเด็กผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด ในประเทศไทย ปัจจัยนี้ยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาถึงจำนวนครอบครัวแรงงานข้ามถิ่นและครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตึงเครียดต่อเนื่อง ทำให้การสนับสนุนทางสังคมและการเลี้ยงดูที่ใส่ใจในช่วงปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตทางการศึกษาและสังคมของเด็กผู้ชาย
ในทางวัฒนธรรม พลวัตเหล่านี้ได้รับการตอกย้ำ ไม่ใช่แค่จากพ่อ แต่รวมถึงแม่ด้วย ผ่านความคาดหวังที่ผูกโยงความเป็นชายเข้ากับความอดทน การสงวนท่าที และการแสดงอำนาจ อย่างไรก็ตาม ดังที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเน้นย้ำ ความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่แค่ “คุณสมบัติของผู้หญิง” แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนามนุษย์ทุกคน นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง ได้สืบย้อนต้นกำเนิดของความเป็นชายที่แข็งกร้าวในโลกตะวันตกไปถึงยุคอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อการแสดงความรักใคร่ผูกพันในที่สาธารณะระหว่างผู้ชายลดน้อยลง และความเข้มแข็งกลายเป็นอุดมคติในการเลี้ยงดูลูกชาย ในบริบทของไทย การเปลี่ยนแปลงคล้ายกันนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการขยายตัวของเมือง การรับรูปแบบการศึกษาตะวันตกเข้ามา และแนวคิดที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับระบบอำนาจชายเป็นใหญ่และอัตลักษณ์ของชาติ
ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ แรงกดดันให้เด็กผู้ชายต้องปรับตัวตามบรรทัดฐานสังคมอาจส่งผลเสียอย่างรุนแรง ผลการศึกษาที่ทบทวนในบทความของ Atlantic พบว่า “ความเครียดจากความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นชายชาตรีตามมาตรฐานสังคม” (masculine discrepancy stress) มีความสัมพันธ์อย่างมากกับอัตราความรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งความรุนแรงในคู่รักและความรุนแรงจากอาวุธปืน ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนความกังวลในประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น การกลั่นแกล้งรังแก และวิกฤตสุขภาพจิตในวัยรุ่นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้ชายที่รู้สึกยากลำบากในการแสดงความเปราะบางหรือขอความช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การสลับบทบาทและประคบประหงมให้ความสนใจเด็กผู้ชายมากเกินไป นักจิตวิทยาจาก UC Berkeley ชี้ว่า แม้ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ จะมีความพยายามส่งเสริมให้พ่อแสดงความอ่อนโยนมากขึ้น แต่ความคาดหวังของสังคมและคู่สมรสก็มักจะบั่นทอนความพยายามเหล่านี้ รูปแบบเดียวกันนี้สามารถสังเกตเห็นได้จากเรื่องราวบอกเล่าในประเทศไทย ที่ซึ่งความตั้งใจของผู้ชายในการเป็นพ่อที่ใส่ใจด้านอารมณ์ บางครั้งก็ถูกตั้งคำถามจากญาติผู้ใหญ่ หรือถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลงว่าเป็นคน “อ่อนแอ”
วาทกรรมทางการเมืองและสื่อก็ยิ่งทำให้ภาพรวมซับซ้อนยิ่งขึ้น ในระดับโลก ผู้มีอิทธิพลทางความคิดฝ่ายขวามักส่งเสริมความเป็นชายแบบ “แข็งนอก” ที่เน้นการแสดงอำนาจและคำพูดแข็งกร้าว ขณะที่เสียงจากฝ่ายซ้ายบางครั้งก็อาจเผลอประณามเด็กผู้ชายและผู้ชายว่าเป็นพวก “เป็นพิษ” (toxic) โดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยก วาทกรรมสาธารณะในไทยก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง โดยบุคคลระดับชาติและคนในวงการบันเทิงมักจะสลับไปมาระหว่างการเรียกร้องให้เด็กผู้ชายเข้มแข็งขึ้น กับการเรียกร้องความเป็นชายที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น
เมื่อพิจารณาว่าแม้แต่การเลี้ยงดูที่เอาใจใส่ที่สุดก็ไม่สามารถปกป้องเด็กผู้ชายจากพายุวัฒนธรรมเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ นักวิจัยจึงเสนอว่าจำเป็นต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ ที่ผสมผสานความอ่อนไหวทางอารมณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง และการเลี้ยงดูที่อบอุ่นสำหรับเด็กทุกเพศ นักสังคมวิทยาคนหนึ่งสรุปว่า “เราควรมุ่งเน้นไปที่การเลี้ยงดูคนดีๆ และลดการเน้นย้ำเรื่องความเป็นเพศสภาพลง” บทเรียนที่ได้รับนั้นชัดเจน: ความเห็นอกเห็นใจ การดูแล และการยอมรับไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นต่อโครงสร้างทางระบบประสาทและอารมณ์ของเด็กทุกคน
สำหรับครอบครัวไทย ผลกระทบที่ตามมานั้นลึกซึ้ง ความพยายามของภาครัฐที่มีอยู่ในการสนับสนุนพัฒนาการเด็กปฐมวัย เช่น การบูรณาการการเรียนรู้ทางอารมณ์ในโรงเรียนอนุบาล และการคัดกรองพัฒนาการล่าช้าโดยบุคลากรสาธารณสุข สามารถเสริมศักยภาพได้อีกด้วยโครงการริเริ่มเพื่อให้ความรู้แก่พ่อแม่และครูเกี่ยวกับช่องว่างในการเลี้ยงดูตามเพศสภาพเหล่านี้ โครงการสนับสนุนครอบครัว โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวและครอบครัวรายได้น้อย ควรกล่าวถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นของเด็กผู้ชายและแรงกดดันพิเศษจากสารในวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ต้นแบบในชุมชน โดยเฉพาะพระสงฆ์ ครู และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในท้องถิ่น สามารถช่วยปรับมุมมองเรื่องความเป็นชายให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างทรงพลัง โดยการยอมรับและส่งเสริมความอ่อนโยน ความอดทน และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย
โรงเรียนก็สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อต่อต้านแนวโน้มนี้ แทนที่จะเน้นส่งเสริมให้เด็กผู้ชายทำกิจกรรมทางกายเป็นหลัก หรือให้ความสำคัญกับการแข่งขันเหนือสิ่งอื่นใด ครูและครูแนะแนวในไทยอาจจัดกิจกรรมควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเล่าเรื่อง โครงการที่ต้องร่วมมือกัน และการเปิดวงพูดคุยสะท้อนคิด ซึ่งเด็กผู้ชายจะมีพื้นที่ปลอดภัยให้รู้สึกว่ามีคนรับฟัง เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงสูงเกี่ยวกับปัญหาการหมดไฟในการเรียนและปัญหาพฤติกรรมในเด็กผู้ชายไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความปรองดองในสังคมระยะยาว
มองไปข้างหน้า ทศวรรษนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ เช่นเดียวกับที่ความพยายามในการเสริมพลังเด็กผู้หญิงได้ช่วยพลิกโฉมโอกาสทางการศึกษาและอาชีพของผู้หญิงไทย การปรับเปลี่ยนอย่างตั้งใจไปสู่การเลี้ยงดูเด็กผู้ชายอย่างเข้าอกเข้าใจ หรือที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเรียกว่า “การปฏิวัติวัยเด็กชาย” (revolution in boyhood) ก็สามารถช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับความต้องการทางอารมณ์และสังคมของประเทศไทยยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่า ทัศนคติที่ฝังรากลึกย่อมไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน และอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่ผลกระทบของการปฏิวัติเช่นนี้จะปรากฏให้เห็น แต่ดังที่งานวิจัยแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่อง การช่วยให้เด็กผู้ชายเติบโตอย่างแข็งแรงไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อความผาสุกของชาติในอนาคต
สำหรับพ่อแม่ นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายชาวไทยที่กำลังมองหาแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ข้อความจากงานวิจัยปัจจุบันนั้นชัดเจน:
- จัดสรรเวลาสำหรับการพูดคุยกับลูกชายทุกวัน โดยไม่มีแรงกดดัน เริ่มตั้งแต่วัยทารก
- ส่งเสริมและยอมรับการแสดงออกทางอารมณ์ที่หลากหลายของลูกชาย รวมถึงความเปราะบางและความเศร้า
- หลีกเลี่ยงภาษาและทัศนคติเหมารวมที่ตีตราว่าความต้องการทางอารมณ์คือความอ่อนแอ
- สนับสนุนให้พ่อและผู้ดูแลที่เป็นผู้ชายแสดงบทบาทการเลี้ยงดูที่อบอุ่นและเปิดเผยทางอารมณ์
- รู้เท่าทันและต่อต้านวาทกรรมในสื่อและสังคมที่นิยามความเป็นชายด้วยกรอบที่คับแคบหรือเป็นอันตราย
นักวิจัยและผู้สนับสนุนกล่าวว่า ประโยชน์ที่ได้จะแผ่ขยายออกไป ไม่เพียงแต่ในรูปของลูกชายที่มีความสุขและสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนที่ปลอดภัยขึ้น ชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น และวัฒนธรรมของชาติที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นด้วย
แหล่งข้อมูล: The Atlantic, British Medical Journal, National Institutes of Health, University of California, Los Angeles