งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดเผยให้เห็นถึงอคติทางความคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือคนส่วนใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าการทำความดีของตนเองจะนำมาซึ่งสิ่งดี ๆ หรือที่เรียกว่า “บุญหนุนนำ” แต่กลับมองว่าคนอื่น ๆ มีโอกาสที่จะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรม หรือ “กรรมตามสนอง” มากกว่า ผลการศึกษาที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับความรู้สึกทั่วไปนี้ ซึ่งถูกนำเสนอในบทความใหม่ของ CNN Health ได้ให้มุมมองเชิงลึกที่น่าสนใจว่าความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมนั้นส่งผลต่อวิธีที่เรามองตัวเองและคนรอบข้างอย่างไร
‘กรรม’ เป็นแนวคิดที่มีรากฐานมาจากศาสนาพุทธและฮินดู และแผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเชื่อกันว่าการกระทำในปัจจุบันจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ในอนาคต ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยตอกย้ำว่าความเชื่ออันเก่าแก่นี้ยังคงสะท้อนอยู่ในทัศนคติของผู้คนในยุคปัจจุบันอย่างไร และส่งผลกระทบสำคัญทั้งในเชิงจิตวิทยาและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่หยั่งรากลึกด้วยพุทธศาสนาอย่างประเทศไทย
ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย โดยสอบถามผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องโชคดีและโชคร้าย ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าการทำความดีของตนจะส่งผลดี หรือที่เรียกกันว่า ‘กรรมดี’ แต่ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้กลับมีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ว่าคนอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะต้องเผชิญกับผลกรรมที่ไม่ดี นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ข้อมูลในรายงานต้นฉบับระบุว่า ความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้สะท้อนถึง ‘อคติที่เข้าข้างตัวเอง’ (self-serving bias) โดยนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่ร่วมทำการวิจัยกล่าวว่า “คนเรามักมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะทางศีลธรรมของตนเอง แต่กลับด่วนตัดสินและคาดหวังว่าการกระทำผิดของผู้อื่นจะได้รับผลกรรมตามสนองอย่างรวดเร็ว” (อ้างอิงจาก CNN Health)
ความเชื่อเรื่องกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยช่วยอธิบายทัศนคติในชีวิตประจำวันที่มีต่อเรื่องศีลธรรมและความโชคร้ายได้เป็นอย่างดี วัดวาอารามทั่วประเทศต่างส่งเสริมแนวคิดที่ว่าการทำบุญสร้างกุศลจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญในอนาคต ขณะเดียวกัน เมื่อมีข่าวคราวเรื่องอื้อฉาวหรือการทุจริตคอร์รัปชัน ผู้คนในสังคมก็มักจะอ้างถึงเรื่องกรรม และคาดการณ์ว่าผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในไม่ช้า นักวิชาการอาวุโสจากภาควิชาพุทธศาสนศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “กรรมไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่ได้หล่อหลอมวิธีที่คนไทยรับรู้และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคลและระดับชาติ เมื่อเกิดเรื่องร้ายขึ้น หลายคนมักเชื่อมโยงว่าเป็นผลจากการกระทำในอดีต ซึ่งอาจนำไปสู่ความอดทนอดกลั้น หรือในทางกลับกัน ก็อาจนำไปสู่การประณามทางสังคมได้”
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าทัศนคติดังกล่าวอาจช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจให้กับบุคคลได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าความพยายามของตนจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจส่งเสริมแนวโน้มที่จะตัดสินผู้อื่นได้ง่ายขึ้นด้วย งานวิจัยในระดับนานาชาติเกี่ยวกับ ‘ความเชื่อในโลกที่ยุติธรรม’ (just world beliefs) ก็สนับสนุนผลการวิจัยนี้ โดยระบุว่ารูปแบบทางจิตวิทยาลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในหลากหลายวัฒนธรรม แต่อาจจะเด่นชัดเป็นพิเศษในสังคมที่ใช้แนวคิดเรื่องกรรมเป็นกรอบในการสอนเรื่องศีลธรรม (อ้างอิงจาก Psychology Today)
ในระดับสังคม ความเชื่อที่ว่าตนเองจะได้รับผลบุญ แต่ผู้อื่นจะได้รับผลกรรม อาจนำไปสู่ทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเฉยเมยได้ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า การมองว่าความโชคร้ายเป็นเพียงผลของการกระทำที่ไม่ดีในอดีตแต่เพียงอย่างเดียว อาจเสี่ยงต่อการตีตรา และบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหรือความยากจน ในบริบทของนโยบายทางสังคม มุมมองเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้เรื่องสวัสดิการสังคมและการกุศล โดยอาจมีประชาชนบางส่วนตั้งคำถามถึงความ ‘สมควร’ ของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ
สำหรับนักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ผลการศึกษาครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทบทวนว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเชิงสร้างสรรค์ กับการเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างไร นักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “การทำความเข้าใจว่าทุกคนล้วนมีโอกาสเผชิญกับความยากลำบาก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของพวกเขาเอง จะช่วยบ่มเพาะสังคมที่เอื้ออาทรและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ควบคู่ไปกับการปลูกฝังค่านิยมดั้งเดิม”
นักวิจัยเสนอแนะว่า การศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อเรื่องกรรมกับทฤษฎีจิตวิทยาสมัยใหม่ อาจนำไปสู่แนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมได้มากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวหน้าไปสู่ความทันสมัย การผสมผสานมุมมองทั้งแบบดั้งเดิมและแบบวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องโชคชะตา ศีลธรรม และความยุติธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวข้ามอคติ และรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น ปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน และความไว้วางใจของสาธารณชน
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ผลการศึกษานี้นับเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญว่า แม้การมีเจตนาดีและการทำบุญจะเป็นหลักปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ทรงคุณค่า แต่การส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจต่อผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึง ‘กรรม’ ที่เราอาจรับรู้ไปเองนั้น ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในทางปฏิบัติ ลองหันไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่กำลังลำบาก หรือเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชน โดยระลึกไว้เสมอว่า ‘ความเมตตากรุณา’ ก็เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมไทยไม่ต่างจากความเชื่อเรื่องกรรม
แหล่งข้อมูล: