นับเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ ในการไขปริศนาว่าสติสัมปชัญญะของเราซ่อนอยู่ที่ส่วนใดของสมองกันแน่ ด้วยการตีพิมพ์ผลงานวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากความร่วมมือของนักประสาทวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติจากสถาบันชั้นนำหลายแห่ง การศึกษานี้ให้เบาะแสที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยได้ทดสอบสองทฤษฎีหลักเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความรู้สึกตัว ด้วยเทคนิคการสร้างภาพสมองสุดล้ำกับอาสาสมัครหลายร้อยคน ผลลัพธ์ที่ได้นำไปสู่ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อวงการแพทย์และมุมมองทางปรัชญาเลยทีเดียว
สติสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัว – ซึ่งก็คือกระแสการรับรู้ที่ไหลเวียนต่อเนื่องอยู่เบื้องหลังทุกประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่การลิ้มรสชาติของต้มยำกุ้งชามโปรด ไปจนถึงความรู้สึกสงบเย็นขณะนั่งสมาธิในวัด – ยังคงเป็นปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่วิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบ ผลการค้นพบล่าสุดนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Nature มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะ “ภาวะความผิดปกติของความรู้สึกตัว” เช่น อาการโคม่า หรือภาวะเจ้าหญิง/เจ้าชายนิทรา (vegetative state) ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งในเชิงจริยธรรมและการแพทย์ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวชาวไทย ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความเชื่อทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกเกี่ยวกับจิตใจ ร่างกาย และวาระสุดท้ายของชีวิต
การศึกษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ ใช้อาสาสมัครถึง 256 คน จากห้องปฏิบัติการ 12 แห่งทั่วโลก เพื่อทดสอบสองทฤษฎีที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ ทฤษฎีบูรณาการข้อมูล (Integrated Information Theory - IIT) และทฤษฎีพื้นที่ทำงานส่วนกลางของระบบประสาท (Global Neuronal Workspace Theory - GNWT) ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า IIT เสนอว่าความรู้สึกตัวเกิดจากการที่ข้อมูลจากสมองส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน ถูกนำมารวมและหลอมเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน ในทางกลับกัน GNWT เชื่อว่ามีเครือข่ายประสาทเฉพาะส่วน โดยเฉพาะในสมองส่วนหน้า ซึ่งสัมพันธ์กับสติปัญญาและการพัฒนาที่สูงกว่า ทำหน้าที่เหมือน ‘เวทีกลาง’ คอยคัดเลือกและกระจายข้อมูลที่เรา ‘รู้ตัว’ ไปยังส่วนต่างๆ ทั่วสมอง คล้ายกับผู้ดำเนินรายการบนเวทีกลางแจ้ง (สถาบันอัลเลน, GeekWire)
ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีเต็ม คณะนักวิจัยได้ติดตาม ‘ร่องรอย’ การทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัว โดยให้อาสาสมัครมองดูภาพต่างๆ พร้อมกับตรวจวัดการทำงานของสมองผ่านการไหลเวียนเลือด รูปแบบคลื่นไฟฟ้าสมอง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) พวกเขามุ่งความสนใจไปที่จุดกำเนิดของ ‘การรับรู้’ ที่แท้จริง – คือจังหวะที่เราตระหนักรู้ว่ากำลังประสบกับอะไรอยู่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอันซับซ้อนกลับชี้ไปที่ ‘สมองส่วนหลัง’ (posterior cortex) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาพและเสียง มากกว่าจะเป็นสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่เคยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางความคิด การใช้เหตุผล และการวางแผน ดังที่ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งร่วมในการศึกษาให้ความเห็นว่า “แม้สมองส่วนหน้าจะสำคัญอย่างยิ่งต่อสติปัญญาและการตัดสินใจ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีบทบาทหลักในการรับรู้ภาพอย่างมีสติ”
ผลการวิจัยเหล่านี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ และ “ลดทอนความสำคัญของสมองส่วนหน้าต่อการเกิดความรู้สึกตัวลงไป” ตามคำกล่าวของหัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบันอัลเลน แต่กลับไปสนับสนุนแนวคิดที่ว่า แม้การใช้เหตุผลและการสั่งการอาจถูกควบคุมโดยสมองส่วนหน้า แต่การรับรู้พื้นฐาน – ความชัดเจนของสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน หรือรู้สึก – ดูเหมือนจะอยู่ที่บริเวณรับความรู้สึกในสมองส่วนหลังเสียมากกว่า สำหรับแพทย์ในประเทศไทยที่ต้องดูแลผู้ป่วยในภาวะไม่ตอบสนอง การมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับตำแหน่งของความรู้สึกตัวในสมองเช่นนี้ อาจช่วยให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างภาวะหมดสติอย่างแท้จริง กับ “ภาวะความรู้สึกตัวแฝง” (covert consciousness) ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยยังคงรับรู้ได้แต่สื่อสารออกมาไม่ได้ ภาวะนี้ ตามข้อมูลในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) อาจพบได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ราวหนึ่งในสี่ (GeekWire)
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ก็ยังไม่ใช่การ ‘น็อกเอาต์’ ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งให้ตกเวทีไปเสียทีเดียว คำทำนายของแต่ละทฤษฎีมีทั้งส่วนที่ตรงและไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้มา ตัวอย่างเช่น รูปแบบการทำงานของระบบประสาทที่เป็นรากฐานของประสบการณ์ที่รู้สึกตัวนั้น สอดคล้องกับคำทำนายของ IIT มากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน รูปแบบการแกว่งของคลื่นความถี่สูงระหว่างบริเวณรับความรู้สึกกับสมองส่วนหน้า กลับดูจะเข้ากันได้ดีกับ GNWT ดังที่ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดและการคำนวณจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรชี้ว่า “ไม่มีการทดลองใดเพียงครั้งเดียวที่จะล้มล้างทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ทั้งสองทฤษฎีแตกต่างกันมากเกินไปทั้งในแง่สมมติฐานและสิ่งที่ต้องการอธิบาย อีกทั้งวิธีการทดลองที่เรามีอยู่ก็ยังอาจจะหยาบเกินกว่าจะตัดสินให้ทฤษฎีหนึ่งชนะอีกทฤษฎีได้อย่างชัดเจน” ถึงกระนั้น ก็ถือว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก “เราได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับทั้งสองทฤษฎี รวมถึงตำแหน่งและช่วงเวลาในสมองที่สามารถถอดรหัสข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ทางการมองเห็นได้”
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นนับว่าลึกซึ้ง แนวปฏิบัติในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในปัจจุบัน มักเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่ยากลำบากและบีบคั้นหัวใจ สำหรับครอบครัวและทีมแพทย์ผู้รับผิดชอบ ในการพิจารณาว่าจะยุติการรักษาเพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยหรือไม่ ในสังคมที่ความเชื่อทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับสติสัมปชัญญะและเรื่องกรรมเข้ามามีอิทธิพลต่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การมีเครื่องมือที่ดีขึ้นเพื่อตรวจหาความรู้สึกตัวที่อาจซ่อนเร้นอยู่ อาจช่วยคลี่คลายปมขัดแย้งเชิงจริยธรรมเหล่านี้ และนำทางการตัดสินใจไปสู่แนวทางที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ความก้าวหน้าอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแวดวงปรัชญาเท่านั้น ปัจจุบันมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำโดยบริษัทร่วมทุนด้านประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนา “เครื่องวัดระดับความรู้สึกตัว” (consciousness-meters) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคนิคการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation - TMS) เพื่อตรวจหาการรับรู้ที่อาจซ่อนอยู่ในผู้ป่วย หากทำได้สำเร็จ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจปฏิวัติแนวทางการดูแลผู้ป่วยวิกฤตในประเทศไทย และอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวทางเวชปฏิบัติจากกระทรวงสาธารณสุขได้เลยทีเดียว
การค้นหาตำแหน่งของสติสัมปชัญญะยังเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับนโยบายด้านการศึกษาของไทย ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศกำลังส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการคิดเชิงวิเคราะห์มากขึ้น การศึกษาเช่นนี้ถือเป็นเนื้อหาชั้นยอดสำหรับหลักสูตรต่างๆ ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักประสาทวิทยาศาสตร์ จิตแพทย์ และนักปรัชญารุ่นใหม่ของไทย
นักประวัติศาสตร์บางท่านตั้งข้อสังเกตว่า ปริศนาเรื่องความรู้สึกตัวนี้ สอดคล้องกับแนวปฏิบัติเรื่องการเจริญสติภาวนาในวัฒนธรรมไทยและพุทธศาสนาที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งเน้นย้ำเรื่องประสบการณ์ตรงและการรู้ตัวทั่วพร้อม การที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มค้นพบแนวทางที่สอดคล้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ – โดยชี้ว่าความรู้สึกตัวอาจอยู่ที่การรับรู้ทางประสาทสัมผัสโดยตรง ไม่ใช่การใช้เหตุผลเชิงนามธรรม – อาจเปิดทางให้เกิดการเสวนาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างนักวิจัยยุคปัจจุบันกับปราชญ์ทางพุทธศาสนา
เมื่อมองไปในอนาคต ความก้าวหน้าครั้งต่อไปอาจต้องอาศัยเทคนิคการสร้างภาพสมองที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น ความร่วมมือในระดับที่กว้างขวางกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งการพูดคุยแลกเปลี่ยนโดยตรงระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับผู้ปฏิบัติธรรมชาวพุทธ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ เป้าหมายสูงสุด ดังที่หัวหน้าทีมวิจัยท่านหนึ่งย้ำ คือการตอบคำถามให้ได้ว่า ใครหรือสิ่งมีชีวิตใดบ้างที่มีสติสัมปชัญญะ – ไม่ว่าจะเป็นทารกแรกเกิด ผู้ป่วยในภาวะโคม่า หรือแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ – ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งทั้งในมิติทางจริยธรรมและจิตวิญญาณ (สถาบันอัลเลน, GeekWire, Wikipedia)
สำหรับผู้อ่านชาวไทย การค้นพบเหล่านี้เชื้อเชิญให้เราเกิดทั้งความสงสัยใฝ่รู้และการขบคิดอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ในภาวะโคม่า บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติธรรม หรือนักการศึกษา ทุกฝ่ายล้วนได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความรู้สึกตัวนี้ แนวทางที่เราสามารถทำได้ อาจรวมถึงการสนับสนุนโครงการวิทยาศาสตร์แบบเปิด (open science) การส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการวิจัยด้านสมอง และการสร้างเวทีเสวนาระหว่างแวดวงวิทยาศาสตร์และศาสนาเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการรับรู้ ในขณะที่การเดินทางเพื่อไขปริศนาความรู้สึกตัวยังคงดำเนินต่อไป บทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยในการคลี่คลายปริศนาอันเก่าแก่นี้ ก็อาจกำลังรอวันถือกำเนิดขึ้นก็เป็นได้