เทรนด์ออกกำลังกายใหม่ๆ กำลังฮิตในโลกโซเชียล โดยเฉพาะคลิปเสียงที่กลายเป็นไวรัล บอกว่าผู้หญิงทุกคนควรวิดพื้นให้ได้ 11 ครั้ง เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันสนั่นทั้งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไป ต้นตอคำแนะนำนี้มาจากศัลยแพทย์กระดูกและข้อชื่อดังท่านหนึ่ง ที่ไปให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ด้านการพัฒนาตนเองยอดนิยม ทำเอาคนนับพันแห่โพสต์คลิปตัวเองลองทำตาม พร้อมตั้งคำถามถึงการให้คำแนะนำสุขภาพแบบ ‘เหมารวม’ เช่นนี้ ในยุคที่วัฒนธรรมฟิตเนสขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียและเหล่าอินฟลูฯ สายฟิต ประเด็นนี้สะท้อนคำถามใหญ่กว่านั้น เกี่ยวกับเป้าหมายการออกกำลังกายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความครอบคลุมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และความหมายที่แท้จริงของสุขภาพและสมรรถภาพร่างกาย
เรื่องชาเลนจ์วิดพื้นกลายเป็นประเด็นร้อน หลังจากศัลยแพทย์กระดูกและข้อและอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพชื่อดัง ไปร่วมรายการ The Mel Robbins Podcast แล้วฟันธงว่าผู้หญิง โดยเฉพาะที่อายุมากขึ้น ควรวิดพื้นท่ามาตรฐานให้ได้ 11 ครั้งเป๊ะๆ ห้ามปรับท่า ขณะที่พิธีกรรายการเองยังยอมรับว่าทำได้ยาก คลิปช่วงนี้กลายเป็นไวรัลใน TikTok ทำเอาหลายคนอยากลองทำตาม แต่ก็มีอีกไม่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจหรือกังวลกับความเข้มงวดที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลรองรับ แม้จะถูกนำเสนอเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่คำกล่าวดังกล่าวกลับจุดประเด็นให้ต้องมาทบทวนคำแนะนำด้านฟิตเนสแบบแข็งทื่อ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละคน—สิ่งที่พบได้บ่อยในวัฒนธรรม ‘เวลเนส’ ที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน
แล้วทำไมต้อง 11 ครั้งเป๊ะๆ? สำหรับหลายคน นี่คือสิ่งที่สะท้อนปัญหาที่มักเจอในวงการสุขภาพและฟิตเนส: คนเราต้องการเกณฑ์ที่ชัดเจนวัดผลได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนถึงความเสี่ยงในการใช้มาตรฐานเดียวกับคนหมู่มากที่มีความหลากหลาย คำแนะนำของศัลยแพทย์ท่านดังกล่าว อ้างอิงมาจากแนวทางของ American College of Sports Medicine (ACSM) ซึ่งจัดว่าการวิดพื้นได้ 11 ครั้งสำหรับผู้หญิงอายุ 40-49 ปี อยู่ในเกณฑ์ ‘ดี’ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการเน้นย้ำว่าแนวทางพวกนี้เป็นแค่ค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป เหมาะสำหรับใช้ติดตามความคืบหน้าของตัวเองมากกว่าจะเป็นกฎเหล็กที่ทุกคนต้องทำตามให้ได้ ดังที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ให้ความเห็นกับ Vox ว่า “สิ่งสำคัญคือทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ และค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นตามขีดความสามารถของตัวเอง… ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย” (Vox)
ประเด็นเรื่องความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งในประเทศไทย ที่ซึ่งวัฒนธรรมฟิตเนสกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการชี้นำเทรนด์สุขภาพ อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพบ้านเราก็ไม่ต่างจากต่างประเทศ ที่มักนำเสนอโปรแกรมเน้น ‘เพอร์ฟอร์แมนซ์’ ตั้งแต่การออกกำลังกายแบบ HIIT ที่เป็นกระแส ไปจนถึงเคล็ดลับ ‘ไบโอแฮกกิง’ ที่โปรโมตโดยคนดังระดับโลก คำแนะนำของพวกเขามักถูกย่อยให้เป็นภารกิจหรือตัวเลขที่จำง่าย สอดคล้องกับสิ่งที่นักกำหนดอาหารเรียกว่า เทรนด์ที่เน้นความเป็นชายแข็งแกร่ง (bro-ification) ของวงการฟิตเนส—คือการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านสมรรถนะที่ตายตัว มากกว่าการสร้างนิสัยที่ยั่งยืนและเหมาะกับแต่ละคน ในไทย กระแสนี้ทำให้ชาเลนจ์นับก้าว การทำท่าแพลงก์ และการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองและพนักงานออฟฟิศที่มองหาผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
แต่เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญไทยเตือนไม่ให้หลงเชื่อและทำตามกระแสไวรัลโดยขาดการไตร่ตรอง ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ย้ำเสมอถึงความสำคัญของการประเมินสุขภาพเป็นรายบุคคล พวกเขาชี้ว่าปัจจัยต่างๆ เช่น มวลร่างกาย, ประวัติการบาดเจ็บ, สุขภาพข้อต่อ, และระดับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ล้วนมีผลต่อความเหมาะสมและความปลอดภัยในการออกกำลังกายแต่ละประเภท สำหรับบางคน การวิดพื้น 11 ครั้งอาจเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและทำได้จริง แต่สำหรับคนอื่นๆ—โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว, ผู้สูงอายุ, หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น—คำแนะนำคือ ควรค่อยเป็นค่อยไป ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อาจเริ่มจากท่าง่ายๆ ที่ปรับให้เหมาะกับตัวเอง และโฟกัสที่พัฒนาการของตัวเอง ดีกว่าไปเปรียบเทียบกับใคร
เหตุผลที่คนเราโหยหาเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจน ก็มีคำอธิบายในทางจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ Vox กล่าวถึงเสน่ห์ของตัวเลข—เป้าหมายที่วัดผลได้ให้ความรู้สึกเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และให้ความรู้สึกถึงความสำเร็จ แต่ตัวเลขเดียวกันนี้ก็สามารถสร้างความรู้สึกแย่หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวังนั้นไม่สมจริง หรือไม่คำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่หลายคนต้องเผชิญในชีวิต นักกำหนดอาหารและนักเขียนท่านหนึ่งอธิบายว่า “ตัวเลขง่ายๆ พวกนี้มันตอบโจทย์ความอยากรู้ว่าเราทำถูกทางหรือเปล่า… แต่ในทางกลับกัน เราก็จะรู้สึกแย่และเชื่อว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ หากเราทำไม่ได้ตามเป้านั้น” (Vox)
สำหรับผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ การต้องยึดติดกับโปรแกรมออกกำลังกายที่เข้มงวดเกินไป อาจเป็นปัญหาใหญ่ จากผลสำรวจของ Pew Research Center ในปี 2023 พบว่าแม้ในครัวเรือนที่หารายได้ทั้งสองฝ่าย ผู้หญิงยังคงต้องแบกรับภาระงานดูแลครอบครัวและงานบ้านมากกว่า—รูปแบบนี้สะท้อนให้เห็นในสังคมไทยเช่นกัน ที่ผู้หญิงมักต้องรับผิดชอบทั้งงานนอกบ้าน, การดูแลลูกและผู้สูงอายุ, และภาระหน้าที่ในชุมชน คำแนะนำประเภท ‘ก็แค่ตื่นให้เช้าขึ้นมาออกกำลังกายสิ’ มันช่างไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าโปรแกรมแบบเหมารวมมีความเสี่ยงที่จะผลักไสกลุ่มคนที่ขาดทั้งเวลา, ทรัพยากร, หรือความพร้อมทางร่างกายที่จะทำตามตารางสุดโหดได้
ในเชิงวัฒนธรรม วิถีดูแลสุขภาพแบบไทยๆ มักเน้นความสมดุลและความพอดี สะท้อนผ่านการออกกำลังกายยามเช้าในสวนสาธารณะ, แอโรบิกกลุ่ม, และความนิยมในกิจกรรมเบาๆ เช่น โยคะ, ไทเก็ก, และรำไทย แม้เทรนด์สมัยใหม่จะหันมาให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น—ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง—แต่การใช้เป้าหมายเชิงตัวเลขที่ตายตัวยังถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย ดังนั้น การถกเถียงเรื่องชาเลนจ์วิดพื้น 11 ครั้งในตอนนี้ จึงสะท้อนการมาบรรจบกันของกระแสสุขภาพโลก และความจำเป็นที่เราต้องมีคำแนะนำด้านสุขภาพที่เข้ากับบริบทของสังคมไทยจริงๆ
ในอนาคต มีแนวโน้มว่าโซเชียลมีเดียจะยังคงทำให้ชาเลนจ์ฟิตเนสแปลกๆ ฮิตกันต่อไป โดยมักใช้ตัวชี้วัดที่จำง่ายหรือแบบทดสอบไวรัลเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามามีส่วนร่วม นี่จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย ในด้านบวก ชาเลนจ์สุขภาพไวรัลอาจช่วยกระตุ้นให้คนกลุ่มใหม่ๆ รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หันมาสนใจกิจกรรมสร้างความแข็งแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ, ผู้กำหนดนโยบาย, และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ไม่ร่วมมือกันให้ข้อมูลและบริบทที่ถูกต้องเกี่ยวกับชาเลนจ์เหล่านี้—โดยเน้นประโยชน์ของการค่อยๆ พัฒนาและเป้าหมายที่เหมาะกับแต่ละคน—ความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ การกีดกันคนบางกลุ่ม หรือแม้แต่ผลกระทบทางใจ ก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย
ในทางปฏิบัติ ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจจะพัฒนาความฟิตของตนเอง ควรเริ่มต้นจากการประเมินความสามารถของตัวเองก่อน หาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แทนที่จะวิ่งตามตัวเลขที่คนอื่นตั้งให้ แนะนำให้ปรึกษาเทรนเนอร์ที่ผ่านการรับรองหรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ได้แรงบันดาลใจจากชาเลนจ์นี้แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร การเริ่มต้นด้วยท่าวิดพื้นกับกำแพงหรือท่าวิดพื้นแบบวางเข่า โดยเน้นท่าทางที่ถูกต้อง และค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ เป็นแนวทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่วัดความฟิตได้ดีที่สุดคือความสม่ำเสมอ ความสนุกในการออกกำลังกาย และการที่เราทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น—ไม่ใช่ตัวเลขไวรัลหรือเกณฑ์ของอินฟลูฯ คนไหน
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในรายงานนี้ ประกอบด้วยบทความต้นฉบับจาก Vox (Vox), รวมถึงสถิติสนับสนุนและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญจากแนวทางของ American College of Sports Medicine, รายงานของ Pew Research Center, และมุมมองจากหน่วยงานสาธารณสุขของไทย