องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแพร่ข้อเสนอแนะฉบับปรับปรุง ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ เพื่อสกัดกั้นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ “การขริบอวัยวะเพศหญิงโดยบุคลากรทางการแพทย์” (medicalized FGM) และเพื่อยกระดับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขทั่วโลกว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติธรรมเนียมปฏิบัติอันตรายนี้ให้หมดสิ้นไป แนวทางปรับปรุงใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า แม้จะมีความพยายามทั่วโลกในการยุติการขริบอวัยวะเพศหญิง แต่ยังคงมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยทำการขริบฯ ซึ่งน่ากังวล และเป็นพัฒนาการที่นำมาซึ่งปัญหาซับซ้อนตามมาทั้งด้านสุขภาพ กฎหมาย และจริยธรรม

การขริบอวัยวะเพศหญิง (Female Genital Mutilation หรือ FGM) คือ การกระทำใดๆ ที่จงใจเปลี่ยนแปลงหรือทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะเพศภายนอกของสตรีโดยปราศจากเหตุผลทางการแพทย์ องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ปัจจุบันมีเด็กหญิงและสตรีมากกว่า 200 ล้านคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เคยผ่านการถูกขริบอวัยวะเพศ และยังมีเด็กหญิงอีกหลายล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงทุกๆ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางพื้นที่ของแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ที่น่าเป็นห่วงคือ การศึกษาล่าสุดหลายชิ้นชี้ให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของ FGM ที่ดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล หรือผดุงครรภ์ แม้บางชุมชนอาจมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่หน่วยงานสาธารณสุขระดับโลกและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรียืนยันตรงกันว่า การขริบอวัยวะเพศหญิงไม่ว่ารูปแบบใดก็ไม่ปลอดภัย และการให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้กระทำ กลับยิ่งตอกย้ำการกระทำที่ฝังรากลึกจากความไม่เท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงต่อสตรี (WHO)

แนวปฏิบัติใหม่ของ WHO ตอกย้ำจุดยืนอันหนักแน่นขององค์กรว่า การขริบอวัยวะเพศหญิง ไม่ว่าจะกระทำโดยหมอพื้นบ้านหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาต ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กหญิงและสตรี และไม่มีประโยชน์ทางสุขภาพใดๆ ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพ ความเสี่ยงระยะสั้น เช่น การตกเลือดอย่างรุนแรง อาการปวดอย่างหนัก และการติดเชื้อ ส่วนผลกระทบระยะยาวอาจรวมถึงการติดเชื้อเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอดบุตร ปัญหาทางเพศ และบาดแผลทางใจที่ฝังลึก นโยบายปรับปรุงใหม่ของ WHO ยังมุ่งเน้นการปรับปรุงการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมทั้งในการต่อต้านแรงกดดันให้ทำการขริบฯ และสามารถให้การดูแลสนับสนุนทั้งด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้กระทำ ไม่ได้ทำให้การขริบฯ ปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมผิดๆ ให้กับการกระทำนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ท่านหนึ่งซึ่งองค์การอนามัยโลกอ้างถึง กล่าวว่า “การที่บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขริบอวัยวะเพศหญิง ถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างร้ายแรง และเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด” แนวทางใหม่นี้จึงเรียกร้องให้รัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแลวิชาชีพ และสถาบันสุขภาพต่างๆ ออกมาตรการและบังคับใช้นโยบายที่ห้ามบุคลากรทางการแพทย์มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการหรืออำนวยความสะดวกในการขริบอวัยวะเพศหญิงทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ยังแนะนำให้มีการรณรงค์ให้ความรู้ในวงกว้าง เพื่อแก้ไขความเชื่อผิดๆ และค่านิยมทางเพศที่เป็นต้นตอของการขริบฯ

แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีอัตราการขริบอวัยวะเพศหญิงสูง แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่หลากหลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนโยบายสาธารณสุขของไทย บทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคที่ดึงดูดผู้ป่วยจากประเทศที่ยังมีการปฏิบัตินี้อยู่ ทำให้ไทยต้องเพิ่มความรับผิดชอบในการสร้างหลักประกันด้านจริยธรรมทางการแพทย์ที่เข้มแข็งและคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง หน่วยงานสาธารณสุขและสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ของไทยมีบทบาทสำคัญในการนำข้อเสนอแนะใหม่ของ WHO ไปปรับใช้ในหลักสูตรฝึกอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และบริการสุขภาพจิต ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยเคยเน้นย้ำว่า “จริยธรรมทางการแพทย์และศักดิ์ศรีของผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติงานทางคลินิกของไทย” อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ขับเคลื่อนยังคงเรียกร้องให้มีการสร้างความตระหนักรู้และกำหนดนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการขริบฯ ทั้งในสถานพยาบาลรัฐและเอกชน

ในมุมมองทางวัฒนธรรม ประเด็นเรื่องการขริบฯ อาจชวนให้นึกถึงการปรับเปลี่ยนอวัยวะเพศหญิงในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นไปตามประเพณีหรือเพื่อความงาม ซึ่งพบเห็นได้ในบางสังคม และบางครั้งก็เชื่อมโยงกับพิธีกรรม ความเชื่อด้านความงาม หรือความคาดหวังทางสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเรียกร้องให้สังคมไทยแยกแยะระหว่างธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรม กับสิ่งที่องค์กรสากลอย่าง WHO ชี้ชัดว่าเป็นอันตราย โดยย้ำว่า การขริบอวัยวะเพศหญิงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ทั้งในทางการแพทย์และหลักสิทธิมนุษยชน กิจกรรมอย่างวันสากลเพื่อการยุติการขริบอวัยวะเพศหญิง (International Day of Zero Tolerance for Female Genital Mutilation) ซึ่งตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดคุยในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเพศภาวะ สุขภาพ และสิทธิในร่างกาย (UN Women)

ในอนาคต คาดว่าแนวปฏิบัติใหม่ของ WHO จะมีอิทธิพลต่อการทบทวนนโยบายระดับภูมิภาค การฝึกอบรมบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพ และความร่วมมือข้ามพรมแดนในเรื่องสิทธิผู้ป่วย การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากนักเคลื่อนไหวเตือนว่า เมื่อสังคมตระหนักรู้มากขึ้นและทัศนคติในชุมชนเริ่มเปลี่ยนไป อาจเกิดแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและความสับสนเกี่ยวกับความชอบธรรมทางการแพทย์ที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยังยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของเด็กหญิงกลุ่มเสี่ยงต่อการขริบฯ เนื่องจากการหยุดชะงักของระบบการศึกษาและบริการคุ้มครองต่างๆ (ReliefWeb)

สาระสำคัญสำหรับผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบายชาวไทยนั้นชัดเจน การสร้างความมั่นใจว่าบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการขริบอวัยวะเพศหญิง และการทำให้ผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นคนในท้องถิ่นหรือผู้ย้ายถิ่น สามารถเข้าถึงการดูแลที่ครอบคลุมและเข้าใจ เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ข้อเสนอแนะของ WHO เปรียบเสมือนแผนที่นำทาง ที่ไม่เพียงมุ่งยุติการขริบฯ โดยบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังมุ่งเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเพศและจริยธรรมทางการแพทย์ในทุกมิติของระบบสาธารณสุขไทย สำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้นำภาคประชาสังคม นี่คือสัญญาณเรียกร้องให้ร่วมกันเปิดบทสนทนาในชุมชนเพื่อท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นอันตราย เสริมพลังให้เด็กหญิง และสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบโดยไม่ตีตรา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ บุคลากรทางการแพทย์สามารถศึกษา แนวปฏิบัติของ WHO เกี่ยวกับ FGM และประสานงานกับสภาวิชาชีพทางการแพทย์ในประเทศเพื่อเสริมสร้างกลไกการรายงานและป้องกัน องค์กรชุมชนและนักการศึกษาควรร่วมรณรงค์ในระดับนานาชาติ เช่น แคมเปญ #EndFGM และทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานบริการสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อสนับสนุนกลุ่มเสี่ยงและผู้ได้รับผลกระทบ ท้ายที่สุด การปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของเด็กหญิงและสตรีในประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือระดับโลกเพื่อยุติการขริบอวัยวะเพศหญิงให้หมดไปอย่างถาวร