ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Employee Burnout) ที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องส่วนตัวของพนักงาน กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประสิทธิภาพของธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดประเมินว่า บริษัทต่างๆ ต้องสูญเงินมหาศาลในแต่ละปี ทั้งจากผลิตภาพที่หดหาย การขาดงานที่เพิ่มขึ้น และอัตราการลาออกที่สูงลิ่ว ทำให้ผู้นำองค์กรต้องหันมาจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่องค์กรทั้งในไทยและทั่วโลกต่างเผชิญแรงกดดันให้เร่งแก้ไข “โรคระบาดเงียบ” นี้ พร้อมเสนอทางออกที่จับต้องได้ (Forbes)
ประเด็นนี้ยิ่งทวีความสำคัญในประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาภาคส่วนที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นสูง เช่น การผลิต บริการ และการท่องเที่ยว ที่มักมาพร้อมชั่วโมงทำงานยาวนานและความกดดันสูง ผลสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2566 โดยสมาพันธ์แรงงานรายใหญ่แห่งหนึ่งของไทย พบว่าพนักงานเกือบ 64% รู้สึก “หมดไฟเป็นครั้งคราว” หรือ “หมดไฟตลอดเวลา” ตัวเลขนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก Gallup ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยระดับโลก ที่ชี้ว่าภาวะหมดไฟสร้างความเสียหายทางการเงินอย่างมหาศาล ทั้งจากการขาดงานและความผูกพันต่อองค์กรที่ลดน้อยลง (Gallup, 2565)
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยาม “ภาวะหมดไฟ” อย่างเป็นทางการว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาการมีตั้งแต่รู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรง รู้สึกห่างเหินหรือไม่ผูกพันกับงาน ไปจนถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ด้อยลง (WHO, 2562) สาเหตุหลักๆ ที่พบทั้งในงานวิจัยไทยและต่างประเทศ คือ ภาระงานที่หนักเกินไป ขาดอิสระในการตัดสินใจ ไม่ค่อยได้รับคำชมเชยหรือการยอมรับในผลงาน และการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทางการเงินที่รุนแรง บทความใน Forbes ระบุว่า ธุรกิจต่างๆ กำลังสูญเสียเงินนับล้านต่อปีจากผลิตภาพที่ลดลงเพราะภาวะหมดไฟ โดยเฉพาะในภาคส่วนสำคัญอย่างสาธารณสุข การศึกษา และบริการ สำหรับประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเตือนว่าปัญหานี้อาจสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมในประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี หากนับรวมวันทำงานที่เสียไป การลาออกก่อนเวลาอันควร และค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่
ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคม HR ชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้ข้อสังเกตว่า “นายจ้างในไทยมักโฟกัสแค่เรื่องเงินเดือน แต่คนทำงานยุคนี้ต้องการความพึงพอใจในงาน ความยืดหยุ่น และการสนับสนุนจากหัวหน้า ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไป ภาวะหมดไฟก็ยากจะเลี่ยง นำไปสู่อัตราการลาออกที่สูงขึ้นและผลผลิตที่ต่ำลง” ความเห็นนี้สอดคล้องกับผลสำรวจปี พ.ศ. 2567 จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่พบว่าเกือบ 45% ของคนทำงานรุ่นใหม่ในเมืองหลวงเคยคิดลาออกจากงานเพราะความเครียดเรื้อรัง
ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศต่างแนะนำแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและมีหลักฐานรองรับ บทความใน Forbes เน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่น สนับสนุนให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สร้างการสื่อสารที่เปิดอก และจัดหาทรัพยากรด้านสุขภาพจิต เช่นเดียวกับสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) ที่เชื่อมโยงโครงการช่วยเหลือพนักงาน (Employee Assistance Programs - EAPs) ที่ครอบคลุม ทั้งการให้คำปรึกษา เวิร์กช็อปจัดการความเครียด และช่องทางพัฒนาอาชีพ ว่าสามารถช่วยปรับปรุงขวัญกำลังใจและลดอัตราการหมดไฟได้ (American Psychological Association)
ในบริบทของไทย การปรับเปลี่ยนสู่การทำงานจากทางไกลและแบบผสมผสาน (Hybrid Work) หลังการระบาดของโควิด-19 ถือเป็นโอกาสให้ได้ทบทวนสมดุลชีวิตและการทำงานกันใหม่ หลายบริษัทเริ่มทดลองใช้ชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น มีวันหยุดเพื่อดูแลสุขภาพจิต และจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง วัฒนธรรมการทำงานแบบไทยที่เน้นการเคารพผู้อาวุโสและความประนีประนอม บางครั้งทำให้การเปิดอกคุยเรื่องสุขภาพจิตและความเครียดเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ กำลังเริ่มท้าทายบรรทัดฐานเดิมๆ โดยเรียกร้องความโปร่งใส นโยบายที่เอื้อต่อพนักงาน และภาระงานที่เป็นธรรมมากขึ้น
ในอดีต แนวทางการดูแลสุขภาพพนักงานในไทยอาจจะยังตามหลังประเทศตะวันตกอยู่บ้าง โดยยังไม่ค่อยยอมรับว่าสุขภาพจิตเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลิตภาพในการทำงานเท่าที่ควร แต่ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ: กระทรวงแรงงานได้ริเริ่มโครงการนำร่องสร้างความตระหนักเรื่องการจัดการความเครียดในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ขณะที่บริษัทชั้นนำในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีได้เริ่มนำบริการให้คำปรึกษาทางไกล (Teletherapy) และแอปพลิเคชันดูแลสุขภาพมาให้บริการพนักงานแล้ว
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าองค์กรที่จัดการปัญหาภาวะหมดไฟอย่างจริงจังและเป็นระบบ จะได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในแง่การดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร และการเพิ่มผลิตภาพโดยรวม ดังที่ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยธุรกิจแห่งหนึ่งของไทยให้ความเห็นว่า “ผู้นำธุรกิจที่ลงทุนเรื่องสุขภาพจิตของพนักงานในวันนี้ มีแนวโน้มที่จะเห็นผลกำไรที่ดีขึ้นในวันหน้า มาตรฐานโลกกำลังยกระดับขึ้น และไทยเราก็ต้องก้าวให้ทัน”
สำหรับนายจ้างในไทย มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น การทำแบบสำรวจสุขภาวะพนักงานโดยไม่เปิดเผยชื่อ การฝึกอบรมผู้จัดการให้สื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ การลงทุนในระบบตารางเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และการทำสัญญากับผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต ขณะเดียวกัน พนักงานเองก็ควรสื่อสารความต้องการของตนเอง ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่ และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเรื่องการทำงานล่วงเวลา
สัญญาณเตือนครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนผ่านทั้งข่าวสารจากต่างประเทศและงานวิจัยในไทย เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าสังคมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่าภาวะหมดไฟเป็นแค่จุดอ่อนส่วนบุคคล แต่ต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทายระดับองค์กรและสังคม การให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สำหรับข้อมูลและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านชาวไทยสามารถเข้าไปดูได้ที่ศูนย์รวมข้อมูลออนไลน์ใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับสุขภาพจิตในที่ทำงาน (กระทรวงสาธารณสุข) รวมถึงปรึกษาช่องทางด้านทรัพยากรบุคคลและสุขภาวะของบริษัทตนเอง