เรื่องเล่าประสบการณ์จริงที่กลายเป็นไวรัลเมื่อไม่นานมานี้ ได้ปลุกกระแสถกเถียงเรื่องความลังเลใจในการฉีดวัคซีนให้กลับมาอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เชื่อเรื่องวัคซีน บทความดังกล่าวเผยแพร่โดย BuzzFeed ในหัวข้อ “17 คำสารภาพจากใจของผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ไม่เชื่อเรื่องวัคซีน” ซึ่งนำเสนอมุมมองที่เปิดเผยตรงไปตรงมาว่าทัศนคติไม่ไว้วางใจวัคซีนของผู้ปกครองส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทุกด้านของลูก ทั้งร่างกาย อารมณ์ และสังคม ได้อย่างไร การเปิดใจครั้งนี้ตอกย้ำปัญหาด้านสาธารณสุขและความเสี่ยงส่วนบุคคลที่ก้องกังวานไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่ซึ่งกระแสต่อต้านวัคซีนเริ่มก่อตัวในบางกลุ่มสังคม
สำหรับผู้อ่านชาวไทย คงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของเรื่องราวนี้ได้ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและประสบความสำเร็จในการรณรงค์ฉีดวัคซีนให้ประชาชน ซึ่งช่วยลดอัตราการป่วยด้วยโรคที่พบบ่อยในเด็ก เช่น หัด โปลิโอ และคอตีบ ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การระบาดเป็นครั้งคราวและกลุ่มต่อต้านวัคซีน แม้จะมีจำนวนไม่มากแต่ก็ส่งเสียงดัง คอยบั่นทอนความก้าวหน้านี้อยู่เสมอ ดังที่บทความของ BuzzFeed เล่ารายละเอียดไว้ การเติบโตมาโดยไม่ได้รับวัคซีนไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ แต่ยังมักนำไปสู่การถูกกีดกันทางสังคม ความหวาดกลัวต่อโรคที่ป้องกันได้ และความกังวลเรื้อรังเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการสุขภาพ ผู้เขียนเล่าถึงการพลาดโอกาสต่างๆ ทั้งในโรงเรียน มิตรภาพ หรือแม้กระทั่งหน้าที่การงาน เพียงเพราะประวัติการฉีดวัคซีนที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในสังคมไทยได้เช่นกัน หากอัตราการฉีดวัคซีนลดต่ำลง
งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำอย่าง Nature และ The Lancet ได้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างความลังเลในการฉีดวัคซีนกับการกลับมาระบาดของโรคติดเชื้อ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหัดทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 80% ในช่วงปี 2019 ถึง 2022 การเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง (แหล่งข้อมูล) ในสหรัฐอเมริกา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) รายงานว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความสัมพันธ์กับการระบาดในระดับท้องถิ่นของโรคที่เคยเชื่อกันว่าควบคุมได้แล้ว (CDC, 2023) แนวโน้มเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ที่ซึ่งความครอบคลุมของการให้วัคซีนลดลงในบางจังหวัดช่วงการระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (แหล่งข้อมูล)
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพย้ำว่า อันตรายของการหลีกเลี่ยงวัคซีนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าแค่ความเสี่ยงส่วนบุคคล “พ่อแม่ที่เลือกไม่ฉีดวัคซีนให้ลูก ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ยังเป็นภัยต่อภูมิคุ้มกันหมู่และความปลอดภัยของชุมชนโดยรวมด้วย” เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมควบคุมโรคให้ความเห็น หลักการเรื่องภูมิคุ้มกันหมู่นี้สำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องทารกแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งไม่สามารถรับวัคซีนได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ คำสารภาพในบทความยังเน้นย้ำถึงผลกระทบทางจิตใจและสังคมด้วย กล่าวคือ คนหนุ่มสาวที่ถูกปฏิเสธวัคซีนอาจรู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องไปโรงพยาบาล รู้สึกโกรธที่พลาดโอกาสต่างๆ และมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับเพื่อนฝูงที่ใช้ชีวิตตามปกติ
ประเทศไทยมีบริบททางสังคมที่เฉพาะตัวในเรื่องนี้ โดยปกติแล้ว วัฒนธรรมที่เคารพส่วนรวมและให้ความสำคัญกับสาธารณสุขช่วยส่งเสริมการยอมรับวัคซีนในวงกว้าง ดังที่เห็นได้จากโครงการรณรงค์ต่อต้านโรคต่างๆ ในอดีต เช่น โรคไข้สมองอักเสบเจอี และไวรัสตับอักเสบบี อย่างไรก็ตาม สื่อสังคมออนไลน์และข้อมูลเท็จกำลังกลายเป็นความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน พ่อแม่ชาวไทยได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งกันมากมายทางออนไลน์ โดยข้อความต่อต้านวัคซีนบางครั้งถูกนำเสนอในรูปแบบที่ดูน่าเชื่อถือคล้ายข้อมูลวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่าจาก BuzzFeed ช่วยทำให้ความกังวลที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยสะท้อนถึงความขัดแย้งในใจระหว่างการเชื่อฟังพ่อแม่ กับการเผชิญหน้ากับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความคาดหวังของสังคม นักจิตวิทยาเตือนว่าความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้
เมื่อมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์คล้ายกันในช่วงการนำวัคซีน HPV มาใช้ ซึ่งข่าวลือและความเข้าใจผิดทำให้ผู้ปกครองบางส่วนลังเลใจ (Bangkok Post, 2018) แต่ด้วยการรณรงค์ให้ความรู้อย่างเข้มข้นและการรับรองจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ ก็ช่วยให้อัตราการยอมรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ความสำเร็จนี้ตอกย้ำความสำคัญของการสื่อสารที่โปร่งใสและสอดคล้องกับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นบทเรียนที่สะท้อนอยู่ในความคิดเห็นที่รวบรวมโดย BuzzFeed ขณะที่ผู้เขียนเรียกร้องให้สังคมเห็นอกเห็นใจผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ครอบครัวต่อต้านวัคซีน แทนที่จะมุ่งแต่ประณาม
อนาคตนโยบายและการปฏิบัติเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? นักรณรงค์ด้านสาธารณสุขเตือนว่า “ความชะล่าใจคือศัตรูตัวร้ายของความก้าวหน้า” ประสบการณ์จากการระบาดใหญ่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นจุดอ่อน กล่าวคือ อัตราการฉีดวัคซีนพื้นฐานในเด็กเล็กลดลงเนื่องจากทรัพยากรถูกทุ่มไปกับการควบคุมโควิด-19 ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข การรณรงค์ฉีดวัคซีนชดเชยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปิดช่องว่างนี้และป้องกันการกลับมาระบาดของโรคต่างๆ ซึ่งดังที่เรื่องเล่าความทรงจำของ BuzzFeed แสดงให้เห็นว่า สามารถพลิกผันชีวิตผู้คนได้อย่างรุนแรงและส่งผลกระทบแบบเงียบๆ แต่ยาวนาน
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับครอบครัวและผู้กำหนดนโยบายชาวไทย ได้แก่ การดูแลให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนตามกำหนดครบถ้วน การหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สภากาชาดไทย หรือกระทรวงสาธารณสุข การดึงผู้นำศาสนาและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์เรื่องวัคซีน และการส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอก ไม่ตัดสิน กับผู้ที่ยังลังเลใจเรื่องการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจ เรื่องราวส่วนตัวที่บทความ BuzzFeed หยิบยกมา อาจเป็นมุมมองที่ทรงพลังเกี่ยวกับราคาที่ต้องจ่าย หากเราละเลยการป้องกันทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: