ความพยายามทั่วโลกในการต่อสู้กับภาวะขาดสารอาหารในเด็กกำลังเจอเข้ากับอุปสรรคใหญ่ เมื่อการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดปัญหาติดขัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งมอบ “Plumpy’Nut” หรืออาหารบำบัดสำเร็จรูปพร้อมใช้ (RUTF) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยชีวิตเด็กๆ ซึ่งขาดสารอาหารขั้นรุนแรงเอาไว้ได้ ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า เด็กๆ หลายล้านคนอาจเข้าไม่ถึงอาหารจำเป็นนี้ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่เปราะบางให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

สำหรับครอบครัวในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย เรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างเจ็บปวด หญิงชาวไนจีเรียคนหนึ่งต้องสูญเสียสามีไปจากเหตุรุนแรงและต้องหนีตายออกจากหมู่บ้าน เธอเล่าว่าลูกชายวัยสองขวบมีร่างกายอ่อนเพลียอย่างหนักเพราะได้กินอาหารไม่พอในค่ายผู้พลัดถิ่น แต่หลังจากได้รับ Plumpy’Nut ซึ่งเป็นอาหารที่มีลักษณะคล้ายเนยถั่ว ให้พลังงานสูง อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ลูกชายของเธอก็ฟื้นตัวจากภาวะขาดสารอาหารเฉียบพลันรุนแรงได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า Plumpy’Nut มีบทบาทสำคัญเพียงใดในภารกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ (แหล่งข้อมูล: NPR)

Plumpy’Nut ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อปี 2001 ได้รับการยกย่องว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (game changer) ของวงการสาธารณสุขโลก แต่ละซองมีต้นทุนราว 30 เซนต์ (ประมาณ 11 บาท) ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กที่ขาดสารอาหารขั้นวิกฤต โดยทั่วไปจะให้กินวันละ 2-3 ซอง ต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ จากการศึกษาทางคลินิกที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น กุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่า ก่อนจะมี Plumpy’Nut เด็กที่ขาดสารอาหารรุนแรงมีโอกาสรอดชีวิตแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ปัจจุบัน อัตราการรอดชีวิตในหลายพื้นที่พุ่งสูงถึง 80-90% (แหล่งข้อมูล: NPR; หลักฐานเพิ่มเติมระดับโลก: The Lancet, 2013) นักวิทยาศาสตร์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ Johns Hopkins Bloomberg เสริมว่า “เด็กที่ได้รับ RUTF (อาหารบำบัดสำเร็จรูปพร้อมใช้) มีอัตราการฟื้นตัวที่ดีมาก สามารถกลับมาแข็งแรง มีชีวิตรอด และเติบโตต่อไปได้”

วิกฤตครั้งนี้มีต้นตอมาจากปัญหาภายในองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ทั้งเรื่องการตัดลดงบประมาณ การระงับสัญญา และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยืนยันว่ายังคงมีงบประมาณเพียงพอ (เช่น อ้างว่ามีงบช่วยเหลือด้านโภชนาการในไนจีเรียถึง 300 ล้านดอลลาร์) แต่รายงานของยูนิเซฟเมื่อเดือนมีนาคม 2025 กลับส่งสัญญาณเตือนภัย โดยระบุว่า ช่องว่างด้านงบประมาณใน 17 ประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อาจทำให้เด็กมากถึง 2.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารบำบัดสำเร็จรูปพร้อมใช้ (RUTF) ได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และคลินิกโภชนาการบำบัดราว 2,300 แห่ง อาจจำเป็นต้องปิดตัวลงหรือลดขนาดการให้บริการลงอย่างมาก

ผู้ผลิต Plumpy’Nut ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับส่งออกไปทั่วโลก กำลังเผชิญกับภาวะสายการผลิตหยุดชะงัก ต้องเลิกจ้างพนักงาน และเต็มไปด้วยความสับสน โรงงานแห่งหนึ่งในรัฐโรดไอแลนด์ ซึ่งปกติแล้วผลิตอาหารเลี้ยงเด็กได้ถึง 5 ล้านคนใน 30 ประเทศต่อปี กลับต้องหยุดๆ เดินๆ เพราะคำสั่งให้หยุดงานและยกเลิกสัญญาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 “ที่นี่ไม่ควรจะเงียบเหงาแบบนี้ คนทำงานที่นี่ไม่เคยเจอสภาพแบบนี้มาก่อน” ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่แห่งหนึ่ง กล่าว ตัวแทนจากโรงงานหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า แม้จะมีคำแถลงจากภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติ พวกเขายังไม่ได้รับสัญญาจัดซื้อ Plumpy’Nut ฉบับใหม่จากรัฐบาลกลางสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันเลยแม้แต่ฉบับเดียว

เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ทำงานด้านมนุษยธรรมเริ่มสังเกตเห็นผลกระทบที่เลวร้ายแล้ว ตัวอย่างเช่น ในค่ายผู้ลี้ภัยคาคูมา ประเทศเคนยา ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยหลายพันคนที่หนีภัยความขัดแย้งและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เจ้าหน้าที่ด้านโภชนาการท่านหนึ่ง เล่าถึงสภาพในหอผู้ป่วยที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ซึ่งอ่อนแรงเสียจนแทบไม่มีแรงจะส่งเสียงร้อง องค์กรช่วยเหลือต่างๆ เช่น คณะกรรมการกู้ภัยนานาชาติ (International Rescue Committee - IRC) ชี้ว่าปัญหาการยกเลิกสัญญาและการจ่ายเงินล่าช้ากำลังสร้างความไม่แน่นอนในการทำงานแต่ละวัน และเสี่ยงต่อการต้องปิดศูนย์บริการ “เราได้รับรายงานเรื่องการหยุดชะงัก การปิดศูนย์ และการเปิดศูนย์ใหม่ๆ วนเวียนอยู่แบบนี้แทบทุกวัน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านโภชนาการของ IRC กล่าว

ผลกระทบเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง “ฤดูขาดแคลนอาหาร” (hungry season) ซึ่งในแถบแอฟริกาตะวันออกมักจะตรงกับฤดูฝน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียและท้องร่วงสูง ซึ่งโรคเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมภาวะทุพโภชนาการให้ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว แนวโน้มที่คลินิกจะต้องปิดตัวเพิ่มขึ้นและการลดปริมาณอาหารที่แจกจ่าย กำลังสร้างความวิตกกังวลอย่างหนักให้กับองค์กรด้านมนุษยธรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ในไนจีเรีย ประเทศที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เกือบครึ่งหนึ่งเสียชีวิตจากสาเหตุที่เชื่อมโยงกับภาวะโภชนาการ เจ้าหน้าที่ภาคสนามรายงานว่า มี Plumpy’Nut จำนวนมากค้างสต็อกอยู่ในคลังสินค้า เพราะขาดงบประมาณสำหรับจ้างเจ้าหน้าที่กระจายสินค้า ทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาหารเหล่านี้จะสูญเปล่าไป ทั้งๆ ที่ความต้องการกำลังพุ่งสูงขึ้น

เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนอุปทาน บางประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น ไนจีเรีย เริ่มหันมาพึ่งพาทางเลือกในท้องถิ่น เช่น “ทอม บราวน์” (Tom Brown) ซึ่งเป็นโจ๊กสารอาหารสูงที่ทำจากวัตถุดิบในภูมิภาคอย่างข้าวฟ่าง ถั่วลิสง และข้าวฟ่างหวาน แม้ว่านวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยลดการพึ่งพิงเงินบริจาคจากต่างประเทศได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่า อาหารทดแทนในท้องถิ่นหลายชนิดยังขาดความสมดุลของพลังงาน ไขมัน โปรตีน และสารอาหารรอง (micronutrients) ที่คำนวณมาอย่างแม่นยำเหมือนใน Plumpy’Nut นอกจากนี้ การเตรียมอาหารท้องถิ่นส่วนใหญ่มักต้องใช้น้ำสะอาดและเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ครอบครัวที่กำลังเดือดร้อนอาจเข้าถึงได้ยาก

ความท้าทายในการแก้ปัญหาทุพโภชนาการทั่วโลกครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นภาพสถานการณ์ในประเทศไทยเช่นกัน แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีความก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงมีปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและภาวะทุพโภชนาการในเด็กหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ชุมชนชายขอบ แรงงานข้ามชาติ และผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (แหล่งข้อมูล: ยูนิเซฟ ประเทศไทย; สำนักงานสถิติแห่งชาติ) หน่วยงานสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ของไทยได้นำบทเรียนจากโครงการระดับนานาชาติมาปรับใช้อยู่เสมอ รวมถึงการนำแนวคิดเรื่องอาหารบำบัดสำเร็จรูปพร้อมใช้ (RUTF) มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกำลังพิจารณาพัฒนาอาหารบำบัดที่เหมาะสมกับบริบทของไทยสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ

ประสบการณ์ของไทยในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ หรือการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ชี้ให้เห็นถึงทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการใช้อาหารท้องถิ่นเป็นทางออก นักวิจัยด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณภาพและความสม่ำเสมอของอาหารบำบัดสำเร็จรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เด็กๆ ไม่สามารถรอการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ พวกเขาอ้างถึงผลการศึกษาที่ชี้ว่า แม้การหยุดชะงักเพียงเล็กน้อยในการส่งมอบความช่วยเหลือ ก็อาจส่งผลให้ความพยายามในการต่อสู้กับภาวะแคระแกร็นและผอมแห้งที่สั่งสมมานานหลายปีต้องสูญเปล่าไปได้

ดังนั้น ผู้ให้ทุนสนับสนุนจากนานาชาติ รวมถึงจากประเทศไทยเอง จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมการผลิต RUTF ในท้องถิ่น โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานทางโภชนาการตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ชี้ว่า จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการผลิต RUTF แบบกระจายศูนย์ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารเหล่านี้จะสามารถส่งไปถึงชุมชนที่เข้าถึงยากที่สุดได้จริง

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายกังวลว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Plumpy’Nut ครั้งนี้ อาจเป็นลางบอกเหตุของวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่จะเกิดบ่อยขึ้นในอนาคต เนื่องจากงบประมาณด้านมนุษยธรรมทั่วโลกกำลังถูกกดดันอย่างหนัก และทิศทางการให้ความช่วยเหลืออาจเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายในลักษณะเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น หน่วยงานด้านสาธารณสุข จึงเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของไทยให้ความสำคัญกับมาตรการความมั่นคงทางอาหารมากยิ่งขึ้น ทั้งการสำรองอาหารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมผู้มีบทบาทสำคัญด้านโภชนาการในระดับท้องถิ่น และการประสานงานกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคจะยังคงแข็งแกร่ง

บทเรียนสำคัญจากวิกฤต Plumpy’Nut ครั้งนี้ ซึ่งได้รับการย้ำเตือนจากทั้งยูนิเซฟและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ก็คือ การที่ข้อต่อแม้เพียงจุดเดียวในเครือข่ายความมั่นคงทางโภชนาการของโลกเกิดปัญหาขึ้น ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างข้ามทวีป และท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงก็คือชีวิตของเด็กๆ นั่นเอง

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความสำคัญที่ต้องการสื่อสารคือ การสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการกุศลที่ไกลตัว แต่คือการลงทุนที่สำคัญในสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนที่จะมีชีวิตรอดและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จึงอยากเชิญชวนครอบครัวไทย ผู้นำชุมชน และผู้กำหนดนโยบาย ร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรสำหรับโครงการด้านโภชนาการต่างๆ ของประเทศ คอยติดตามข้อมูลความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติ และส่งเสริมนวัตกรรมที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า จะไม่มีเด็กคนใดต้องรอคอยอาหารง่ายๆ แต่มีความหมายต่อชีวิต อย่าง Plumpy’Nut อีกต่อไป

แหล่งข้อมูล: