กระแสไวรัลในโลกโซเชียลเกี่ยวกับ “พุงคอร์ติซอล” (Cortisol Belly - อาการอ้วนลงพุงจากความเครียด) และ “หน้าคอร์ติซอล” (Cortisol Face - อาการหน้าบวมจากความเครียด) มีคนดูหลายล้านครั้งในหมู่ชาวไทย ทำให้หลายคนพากันวิตกว่าฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลกำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพและรูปร่างหน้าตา แต่ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้ออกมาชี้แจงให้กระจ่างแล้วว่า ระดับคอร์ติซอลที่ขึ้นๆ ลงๆ ในชีวิตประจำวันจากความเครียดที่เราเจอๆ กันนั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เห็นใน TikTok หรือ Instagram ถือเป็นข่าวดีสำหรับใครหลายๆ คน ทั้งในไทยและทั่วโลก บทวิเคราะห์ล่าสุดที่เผยแพร่โดยนักวิจัยทางการแพทย์ผ่านเว็บไซต์ The Conversation และได้รับการยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและองค์กรสุขภาพชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพบนโลกออนไลน์

ประเด็นเรื่องคอร์ติซอลสร้างความกังวลไม่น้อยในหมู่คนรุ่นใหม่และคนทำงานชาวไทย ซึ่งหลายคนเริ่มหวั่นไหวกับกระแสความเชื่อเรื่องสุขภาพ น้ำหนัก และรูปลักษณ์ภายนอกที่โหมกระพือในโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยและคนทำคอนเทนต์ในบ้านเราก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์สุขภาวะ (Wellness) ที่กำลังมาแรงทั่วโลก โดยมักบอกเล่าเรื่องราวที่โทษว่าคอร์ติซอลคือสาเหตุของไขมันหน้าท้องที่ลดยากและใบหน้าที่ดูอวบอูม แฮชแท็กอย่าง #cortisolbelly (พุงคอร์ติซอล) ก็แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ของไทย แต่ในความเป็นจริง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มายืนยันคำกล่าวอ้างเหล่านี้กลับมีน้อยมาก และงานวิจัยล่าสุดก็ชี้ว่าเราต้องมองเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งกว่านั้น

คอร์ติซอลคือฮอร์โมนความเครียดตัวหลักที่ผลิตโดยต่อมหมวกไต มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพที่ดี เมื่อเราเจอความเครียด ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอลออกมาเพื่อปลุกพลังให้เราพร้อม “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) โดยจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งาน ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและตำราด้านต่อมไร้ท่อหลายเล่ม ในภาวะปกติ ระดับคอร์ติซอลจะขึ้นลงเป็นจังหวะตามรอบวัน ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกาย ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ การทำงานของภูมิคุ้มกัน และวงจรการนอนหลับ แม้ว่าการที่ร่างกายผลิตคอร์ติซอลมากเกินไปเรื้อรังอย่างรุนแรงจะเป็นอันตรายได้จริง และนำไปสู่ภาวะผิดปกติที่พบได้ยากอย่างกลุ่มอาการคุชชิง (Cushing’s syndrome) ซึ่งมีลักษณะเด่นคืออ้วนลงพุงชัดเจนและใบหน้าเปลี่ยนรูป แต่ภาวะรุนแรงเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากความเครียดในชีวิตประจำวันหรือความกังวลเรื่องงานทั่วๆ ไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อย่างเช่น แพทย์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNN Health และ Medscape อธิบายว่า ความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดในชีวิตประจำวัน ระดับคอร์ติซอลที่ผันผวนเพียงเล็กน้อย และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด “การกระจายตัวของไขมันในร่างกายเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม การนอนหลับ พฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และฮอร์โมน” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อท่านหนึ่งให้ความเห็นผ่าน Medscape (<https:>) การชี้เป้าไปที่คอร์ติซอลว่าเป็นตัวการเดียวที่ทำให้พุงป่องหรือหน้าบวมจึงเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน การโทษว่าความเครียดทั่วๆ ไปทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้น ถือเป็นการมองชีววิทยาของมนุษย์แบบง่ายเกินไป

แนวคิดเรื่อง “ดีท็อกซ์คอร์ติซอล” หรือ “ล้างพิษคอร์ติซอล” ที่ดังมาจาก TikTok นั้น แพร่หลายเป็นพิเศษในแวดวงสุขภาวะของไทย อินฟลูเอนเซอร์หลายคนนำเสนอเคล็ดลับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือบริการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมารองรับ บทวิเคราะห์เชิงลึกจาก The Conversation (<https:>) อธิบายว่า ขณะที่คนในโซเชียลมีเดียต่างพากันเตือนถึงอันตรายของคอร์ติซอล โพสต์เหล่านั้นมักจะมองข้ามบริบททางวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อไป คำกล่าวอ้างบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักจะสับสนปนเปกันระหว่างอาการของโรคจริงๆ อย่างกลุ่มอาการคุชชิง ซึ่งพบได้น้อยมากๆ กับระดับคอร์ติซอลที่ขึ้นลงตามปกติจากความเครียดในชีวิตประจำวันของคนสุขภาพดี

แม้แต่ในกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตเคร่งเครียด ซึ่งรวมถึงคนเมืองในไทยจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็ไม่พบว่าระดับคอร์ติซอลจะสูงขึ้นจนถึงขั้นทำให้น้ำหนักเพิ่มพรวดพราดหรือหน้าบวมได้ นอกเสียจากว่าจะเป็นกรณีของความผิดปกติทางฮอร์โมนที่รุนแรงและไม่ได้รับการรักษา “ภาวะที่ระดับคอร์ติซอลสูงต่อเนื่องจนมีนัยสำคัญทางคลินิก (Persistent, clinically significant hypercortisolemia) นั้นพบได้ยากมาก” รายงานทบทวนใน The Cut (<https:>) เน้นย้ำว่า ปัญหาน้ำหนักหรือเรี่ยวแรงของคนส่วนใหญ่มาจากไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพราะฮอร์โมนตัวร้ายที่มองไม่เห็น

ในระดับนานาชาติ กระแสนี้กลายเป็นปัญหาถึงขนาดที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเจอกับคำขอตรวจระดับคอร์ติซอลโดยไม่จำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากโพสต์ไวรัลมากกว่าความจำเป็นทางการแพทย์จริงๆ ในบทความล่าสุดของ Medscape แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปหลายท่านเล่าถึงความกังวลของผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากข้อมูลผิดๆ ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน แนวโน้มนี้พบเห็นได้ในคลินิกของไทยเช่นกัน ดังที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในพื้นที่และนักวิชาการด้านสุขศึกษาในมหาวิทยาลัยสังเกตเห็นว่า มีนักศึกษาจำนวนมากขึ้นที่อ้างว่า “คอร์ติซอล” คือปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพของตน หลังจากเสพคอนเทนต์เกี่ยวกับสุขภาวะ

ในมุมมองเชิงวัฒนธรรมไทย แนวคิดทางชีวการแพทย์เหล่านี้มาผสมผสานกับความเข้าใจเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบดั้งเดิม ความเครียดมักถูกมองในกรอบความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาว่าเป็นต้นเหตุของความไม่สมดุล ซึ่งวิธีจัดการที่ดีที่สุดคือความพอดี การมีสติ และการมีคนรอบข้างคอยสนับสนุน มากกว่าจะพึ่งพาอาหารเสริมหรือวิธีแก้ที่รุนแรง ดังนั้น ความวิตกกังวลเรื่องคอร์ติซอลในยุคดิจิทัลจึงสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างกระแสสุขภาพแบบตะวันตกที่รับเข้ามา กับคำแนะนำที่หยั่งรากในวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความเครียดทางใจแทนที่จะช่วยบรรเทา

หากมองย้อนไปในภาพรวมทางประวัติศาสตร์และสังคม สังคมไทยเปิดรับกระแสสุขภาพจากต่างประเทศมาโดยตลอด ตั้งแต่ยาลดความอ้วน ชาดีท็อกซ์ ไปจนถึงการทำ IF (Intermittent Fasting) และไบโอแฮ็กกิง (Biohacking) อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับกระแสก่อนหน้านี้ ความตื่นตระหนกเรื่องคอร์ติซอลดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและผลประโยชน์ทางการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “คอนเทนต์ยอดฮิตและยอดคลิก” คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำกล่าวอ้างของอินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความก้าวหน้าทางการแพทย์จริงๆ “พุงคอร์ติซอลกับหน้าคอร์ติซอลอาจฟังดูติดหู แต่มันทำให้กระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนเหลือเชื่อกลายเป็นแค่เรื่องความไม่มั่นใจเล็กๆ น้อยๆ” ตามความเห็นของนักวิจัยทางการแพทย์ผู้เขียนบทความ หน่วยงานด้านสุขภาพทั้งในระดับสากลและของไทยต่างแนะนำให้หันมาใส่ใจกับทางเลือกในการใช้ชีวิตที่พิสูจน์แล้วและมีหลักฐานรองรับ นั่นคือ การนอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารหลากหลาย ออกกำลังกาย และหาวิธีผ่อนคลายที่ทำได้จริง ดังที่อาจารย์ด้านโภชนาการในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตในการสัมภาษณ์ว่า “ไม่มีอาหารเสริมทางลัด ไม่มี ‘ยาวิเศษ’ สำหรับความเครียดหรือน้ำหนัก สุขภาพที่ดีจริงๆ คือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยตามกระแสอินเทอร์เน็ต”

มองไปข้างหน้า การแพร่กระจายของความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับคอร์ติซอลสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในวงกว้างในประเทศไทย ซึ่งประชากรทั้งในเมืองและชนบทต่างต้องเผชิญกับข้อมูลและคำแนะนำด้านสุขภาวะที่หลั่งไหลเข้ามาในโลกดิจิทัล โครงการริเริ่มต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยเริ่มเข้ามาจัดการกับปัญหานี้ โดยนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับความเครียดและสุขภาพฮอร์โมน ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยใช้วิจารณญาณกับผลิตภัณฑ์ที่อินฟลูเอนเซอร์โปรโมต และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หากมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แทนที่จะไปหาซื้อการตรวจหรืออาหารเสริมที่ไม่มีการควบคุมมาใช้เอง ในภาพรวมระดับโลก ประเทศไทยไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็กำลังรับมือกับผลกระทบจากความวิตกกังวลด้านสุขภาพที่ถูกขับเคลื่อนโดยโซเชียลมีเดียเช่นกัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความเครียด หรือต้องการดูแลสุขภาพเชิงรุก คำแนะนำที่ดีที่สุดยังคงเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดี: ให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย ขยับร่างกายสม่ำเสมอ การเดินเล่นสบายๆ ยามเย็นที่สวนลุมพินี หรือการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอย่างมีความสุข อาจช่วยปรับสมดุลความเครียดได้ดีกว่า #cortisolhack (เคล็ดลับจัดการคอร์ติซอล) ไหนๆ และหากรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติจริงๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ตามแฮชแท็กที่กำลังฮิตล่าสุด สุขภาพที่ดีสร้างได้ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่แค่อัลกอริทึม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู: The Conversation (https:>), TechTimes (<https:), Lifehacker (https:>), Medscape (<https:), และ CNN Health (https:>)</https:</https:></https:></https:></https:></https:></https:></https:>