ช่วงหลังๆ มีข่าวเครื่องบินตกใหญ่ๆ ระดับโลกออกมาให้เห็นบ่อยขึ้น แถมยังมีเหตุสลดในสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 กว่าปี ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกกลัวการขึ้นเครื่องบินอย่างจริงจัง นักจิตวิทยา ลูกเรือสายการบิน และคนในวงการการบินต่างก็เห็นตรงกันว่า ความกังวลเรื่องการบินมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่คนที่เดินทางบ่อยๆ หรือทำงานบนเครื่องบินเองก็ยังยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหลังเกิดเหตุการณ์ล่าสุด (AP News, National Geographic, MSU Denver RED, NY Post) สำหรับคนไทยเราที่เดินทางด้วยเครื่องบินกันเป็นประจำ ทั้งในอาเซียนและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องงาน ท่องเที่ยว หรือไปทำบุญแสวงบุญ อาการ “กลัวเครื่องบิน” หรือที่เรียกว่า aviophobia นี้ ก็กำลังกลายเป็นเรื่องท้าทายทั้งในระดับส่วนตัวและในมุมมองทางวัฒนธรรม
ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ บอกว่ามีผู้ใหญ่ถึงราว 25 ล้านคนที่กลัวการขึ้นเครื่องบินมากๆ (Stratos Jets) แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงๆ ทั่วโลกน่าจะสูงกว่านี้เยอะ โดยเฉพาะหลังจากมีข่าวอุบัติเหตุทางอากาศถี่ๆ และสื่อประโคมข่าวกันยกใหญ่ ผลสำรวจปี 2025 พบว่าผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ แค่ 64% เท่านั้นที่มองว่าการบิน “ปลอดภัยมากหรือค่อนข้างปลอดภัย” ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 71% (NY Post) ความกลัวนี้ไม่ได้จำกัดเพศหรือวัย และเกือบครึ่งหนึ่งของคน Gen Z ยอมรับว่ารู้สึกไม่แน่ใจหรือกลัวที่จะต้องขึ้นเครื่องบิน
แล้วทำไมจู่ๆ คนถึงกลัวกันมากขึ้น? จริงๆ แล้ว อุบัติเหตุทางอากาศเกิดขึ้นน้อยมาก แต่พอเกิดทีไรก็เป็นข่าวใหญ่โต ทำให้เหตุการณ์แต่ละครั้งฝังใจคนไปนาน ศาสตราจารย์ Chad Kendall จาก Metropolitan State University of Denver ชี้ว่า ถึงแม้อัตราอุบัติเหตุทั่วโลกจะยัง “น้อยกว่า 1 ครั้งในล้านเที่ยวบิน” แต่การที่มันเกิดขึ้นติดๆ กันในช่วงหลัง ก็ยิ่งไปกระตุ้นความกลัวที่ฝังลึกอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้น (MSU Denver RED) นักจิตวิทยาอย่าง Jennifer Dragonette ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องความกลัวการบิน บอกว่า แม้แต่คนที่ไม่เคยกลัวมาก่อน ก็เริ่มแสดงอาการกังวลมากขึ้นหลังเหตุการณ์ล่าสุด
การทำความเข้าใจภาวะ aviophobia หรือโรคกลัวการบิน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการรับมือกับมัน “หลายๆ คน จริงๆ ไม่ได้กลัวว่าเครื่องจะตกนะ แต่กลัวความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกขังอยู่ในกล่องเหล็ก ปิดทึบ และรู้สึกควบคุมอะไรไม่ได้เลย” ดร. David Carbonell นักจิตวิทยาคลินิกผู้ริเริ่มโปรแกรมบำบัดอาการกลัวเครื่องบินกล่าว ดร. Randi Smith ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาเสริมว่า “ความกลัวนี้มันเริ่มก่อตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว ตอนรอที่สนามบิน ทุกขั้นตอนมันเปิดช่องให้ความไม่สบายใจค่อยๆ สะสม” ประสบการณ์อย่างตอนเจอสภาพอากาศแปรปรวน ตอนเครื่องไต่ระดับ หรือแม้แต่แค่ความรู้สึกเหมือนถูก “ล็อก” อยู่บนเครื่อง ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิกอย่างรุนแรงได้
ประสบการณ์ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปมาก อย่าง Adelynn Campbell ผู้จัดการร้านกาแฟในซานดิเอโก เล่าถึงเที่ยวบินล่าสุดของเธอว่า “จบลงด้วยอาการแพนิก ดีที่พนักงานบนเครื่องใจดีมากๆ คอยช่วยเหลือจนผ่านมาได้” สำหรับ Campbell ซึ่งเป็นคนข้ามเพศและต้องเผชิญความกังวลเรื่องการปฏิบัติระหว่างผ่านด่านตรวจความปลอดภัยและการเดินทาง ความกลัวของเธอมาจากความรู้สึก “เหมือนถูกขังและหายใจไม่ออก” ไม่ใช่กลัวตัวเครื่องบินโดยตรง (AP News)
สำหรับคนที่กังวลไม่มากนัก เทคนิคช่วยให้ใจเย็นลงก็สามารถช่วยได้เยอะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า:
- ฝึกหายใจ: หายใจช้าๆ ลึกๆ เน้นหายใจออกยาวๆ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผ่อนคลาย “คุณควบคุมสารเคมีในร่างกายได้มากกว่าที่คิด” ดร. Brian Ramos นักประสาทวิทยาอธิบาย (National Geographic) “เหมือนเรากดสวิตช์ส่งสัญญาณให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงาน ทำให้ใจเย็นลง”
- ดึงสติกลับมาที่ประสาทสัมผัส: ใช้เทคนิค “5-4-3-2-1” คือ ลองมองหาสิ่งที่เห็น 5 อย่าง, สิ่งที่สัมผัสได้ 4 อย่าง, สิ่งที่ได้ยิน 3 อย่าง, สิ่งที่ได้กลิ่น 2 อย่าง และสิ่งที่รับรสได้ 1 อย่าง เพื่อดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
- ทำให้ร่างกายเย็นลง: ใช้น้ำเย็นแตะหน้าผากหรือต้นคอ ช่วยลดอาการตื่นตัวจากอะดรีนาลีน (ภาวะสู้หรือหนี) ให้สงบลงได้
- สร้างความสบายทางกาย: ใช้ผ้าห่มถ่วงน้ำหนัก นวดหนังศีรษะเบาๆ หรือให้คนข้างๆ แตะตัวเบาๆ ก็ช่วยให้รู้สึกมั่นคงขึ้นได้
- หาอะไรทำเบี่ยงเบนความสนใจ: ดูหนัง ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ โดยเฉพาะช่วงเครื่องขึ้น-ลง หรือตอนเจออากาศแปรปรวน จะช่วยดึงความคิดออกจากความกลัวได้
ในทางจิตใจ การยอมรับและเรียกชื่อความกลัวของตัวเองออกมาตรงๆ ก็ช่วยได้มาก งานวิจัยในวารสาร PLOS One บอกว่า การระบุความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดช่วยลดความกังวลได้จริง (NY Post) นอกจากนี้ การนึกถึงกิจกรรมดีๆ ที่รออยู่หลังลงเครื่อง การลองคิดภาพว่าตัวเองจะรับมือกับความวิตกกังวลอย่างไร และการเปิดใจคุยกับเพื่อนร่วมทางหรือพนักงานบนเครื่อง ก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้เยอะ
สำหรับคนที่กลัวมากๆ การบำบัดเฉพาะทางก็ให้ผลดี เช่น การบำบัดแบบเผชิญหน้า (Exposure therapy) ที่ค่อยๆ ฝึกให้เราเจอกับสิ่งที่กลัวทีละน้อย หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาโรคกลัวต่างๆ (Stratos Jets) ดร. Carbonell แนะนำให้ลอง “บินซ้อม” ในเที่ยวบินที่ไม่เกี่ยวกับธุระสำคัญใดๆ แล้วจดบันทึกอาการที่เกิดขึ้น เพื่อฝึกการยอมรับความรู้สึกตัวเอง
ในบ้านเราที่การไปพบจิตแพทย์หรือนักบำบัดอาจจะยังไม่สะดวกนัก เพราะยังมีเรื่องทัศนคติทางสังคมเกี่ยวกับสุขภาพจิตและบริการให้คำปรึกษาที่ยังจำกัด การใช้วิธีดูแลตัวเอง เช่น ฝึกหายใจอย่างมีสติ ทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกอยู่กับปัจจุบัน (grounding) และการขอความช่วยเหลือจากพนักงานสายการบินที่พร้อมเข้าใจ ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ควรหันไปพึ่งแอลกอฮอล์หรือยาเพื่อระงับอาการ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในระยะยาวได้
สำหรับคนไทยเรา ความเชื่อเรื่องกรรมและการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีส่วนต่อประสบการณ์ความกลัวเครื่องบิน สังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการทำบุญและความสัมพันธ์ในชุมชน อาจช่วยบรรเทาความกังวลได้ด้วยการทำบุญ ทำสมาธิ หรือพูดคุยกับพระสงฆ์และคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม เมื่อคนไทยต้องเดินทางบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะไปทำงาน เรียนต่อ หรือไปแสวงบุญตามวัดสำคัญ หรือกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ความกลัวเครื่องบินนี้ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญได้เช่นกัน
ในอดีต การบินในไทยเคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความสะดวกสบาย การเติบโตอย่างรวดเร็วของเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้เราเดินทางได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้เราได้ยินข่าวอุบัติเหตุทางอากาศบ่อยขึ้นตามไปด้วย ความขัดแย้งระหว่างสถิติความปลอดภัย (ที่ยืนยันว่าการบินยังคงเป็นวิธีเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด) กับความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนั้น อาจสะท้อนผ่านสำนวนไทยที่ว่า “กลัวแล้วกล้า อีกคราไปใหม่” ถึงอย่างนั้น ความกลัวเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว เพราะอาจทำให้แผนการเดินทางเพื่อครอบครัว หรือเพื่อความสงบทางใจต้องสะดุดลง
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความกังวลเรื่องการบินจะค่อยๆ ลดลง เมื่อเวลาผ่านไปและข่าวร้ายเริ่มจางหาย ประกอบกับสายการบินต่างๆ หันมาใส่ใจดูแลผู้โดยสารมากขึ้น เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตบนเครื่อง การจัดเวิร์กช็อปเพื่อผ่อนคลาย หรือแม้แต่การบำบัดโดยใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) แนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และในไทยเอง ซึ่งเทคโนโลยีสุขภาพจิตดิจิทัลอย่างการบำบัดทางไกล (Teletherapy) กำลังเติบโต การนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ
แล้วเราคนไทยควรทำอย่างไร? เริ่มจากยอมรับว่าการกลัวเครื่องบินเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือแสดงความอ่อนแอ ฝึกเทคนิคผ่อนคลาย เช่น การกำหนดลมหายใจ เตรียมของใช้ส่วนตัวที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจพกติดตัวไว้ และกล้าบอกพนักงานสายการบินหากรู้สึกไม่ดี ลองเปิดใจคุยกับเพื่อนร่วมทาง หรือพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ หากความกลัวรบกวนชีวิตมาก ควรลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลและคลินิกในไทยก็มีบริการให้คำปรึกษามากขึ้น สุดท้าย อย่าลืมว่าความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว (“กล้า”) ของคุณ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และช่วยเปิดประเด็นให้สังคมไทยหันมาพูดคุยเรื่องความกลัวเครื่องบินกันอย่างเปิดอกมากขึ้น
สรุปแล้ว ในขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังกลับมาคึกคัก และคนไทยจำนวนมากต้องขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับบ้านไปหาครอบครัว ร่วมงานประเพณี ทำงาน หรือเดินทางเพื่อค้นหาความหมายในชีวิต ประเด็นเรื่องความกลัวเครื่องบินก็ควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าอกเข้าใจ การใช้เทคนิคที่มีหลักการรองรับ และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง มาช่วยกันส่งเสริมให้เราทุกคน “กลัวแล้วกล้า อีกคราไปใหม่” เพราะความกล้าที่แท้จริงไม่ใช่การไม่มีความกลัว แต่คือความพร้อมที่จะลองเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง
แหล่งข้อมูล: AP News, Stratos Jets, National Geographic, MSU Denver RED, NY Post