ช่วงนี้วงการคนรักสุขภาพกับสายฟิตเนสกำลังฮือฮากันน่าดู กับข่าวที่ว่า “การอดอาหารเลียนแบบ” หรือ Fasting Mimicking Diet (FMD) อาจเป็นกุญแจไขปัญหาพุงยื่นๆ กวนใจ ให้หายวับไปได้ในเวลาแค่ 5 วัน! พาดหัวข่าวอย่างจาก First for Women นี่เล่นเอาคนอยากผอมไวแบบปลอดภัยใจฟูกันเป็นแถว แต่ไอ้สูตรอาหารแนวใหม่ที่ว่านี้มันเจ๋งจริงตามคำเคลม หรือเป็นแค่กระแสไวรัลวูบวาบที่ไม่มีอะไรในกอไผ่?

ก่อนจะไปถึงประเด็นที่ถกกันเรื่อง FMD ต้องมาดูก่อนว่ามันต่างจากการอดอาหารที่เราคุ้นเคยยังไง สูตรนี้คิดค้นโดย ดร.วัลเทอร์ ลองโก (Valter Longo) นักชีวเคมีมือฉมังจากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) จุดประสงค์หลักคือทำยังไงให้ร่างกายได้ผลลัพธ์เหมือนอดอาหารแบบดื่มแต่น้ำ แต่ยังเปิดช่องให้กินอาหารแคลอรี่ต่ำที่จัดมาให้แล้วเป็นเวลา 5 วันติดกันได้ อาหารส่วนใหญ่เน้นพืชเป็นหลัก โปรตีนกับน้ำตาลน้อย แต่ไขมันดีเยอะหน่อย และจำกัดแคลอรี่ลงฮวบฮาบ เป้าหมายคือหลอกให้ร่างกายเข้าโหมด “จำศีล” เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์และเร่งเผาผลาญไขมัน โดยไม่ต้องทรมานอดจริงจัง (อยากรู้เรื่อง ดร.ลองโก กับงานวิจัยเพิ่มเติม ลองดูที่ Wikipedia)

สิ่งที่ทำให้ FMD โดนใจคน คือมันเหมือนมาท้าทายความเชื่อเก่าๆ เรื่อง “ลดไขมันเฉพาะจุด” ที่ชอบบอกกันว่ากินนั่น ออกกำลังท่านี้แล้วพุงจะยุบ ซึ่งจริงๆ แล้วมีงานวิจัยออกมาค้านเป็นสิบๆ ปีแล้วว่ามันไม่จริง แต่งานวิจัยใหม่ๆ กลับมีข้อมูลที่ชี้ว่า FMD อาจช่วยลดไขมันในช่องท้อง (visceral fat) ได้เร็ว ซึ่งไขมันตรงนี้นี่แหละตัวร้าย เพราะมันเกี่ยวโยงกับสารพัดโรคเมตาบอลิกและโรคหัวใจ (งานวิจัย USC)

งานวิจัยล่าสุดที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อปี 2024 ระบุว่า การทำ FMD เป็นรอบๆ สัก 3 ครั้งในช่วงหลายเดือน ช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน ลดไขมันพอกตับ และลดสัญญาณเตือนโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ (Nature Communications, 2024) แถมยังเห็นผลเรื่องน้ำหนักตัวและไขมันหน้าท้องลดลงชัดเจนด้วย “การทำ FMD เป็นรอบสั้นๆ ซ้ำๆ อาจเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการจัดการไขมันพอกตับ ปรับปรุงสุขภาพเมตาบอลิก และลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมตามวัย” ดร. ลองโก เสริม

แล้วคนไทยที่อยากลดพุง จะเห็นผลแบบนี้ใน 5 วันเลยหรือเปล่า? คำตอบคือ มันไม่ง่ายขนาดนั้น แม้จะมีบางคนที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รอบแรก แต่ผลลัพธ์เรื่องสุขภาพและการลดไขมันส่วนใหญ่จะชัดเจนขึ้นเมื่อทำซ้ำๆ และต้องทำควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารสมดุล อีกอย่าง งานวิจัยก็ย้ำว่าผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสุขภาพพื้นฐาน อายุ และพันธุกรรมด้วย (UCLA Health) โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาหมอให้ละเอียดก่อนคิดจะลองเด็ดขาด

คุณหมอในไทย อย่าง นพ. ศิริรัตน์ ชุมพลชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในกรุงเทพฯ ก็แสดงความเห็นอย่างระมัดระวังเช่นกัน “FMD ดูมีแววดีนะ แต่ด้วยวัฒนธรรมการกินของไทยที่เน้นข้าวเป็นหลัก การจะลดแป้งอาจเป็นเรื่องท้าทาย และเรายังต้องการงานวิจัยที่ศึกษาในกลุ่มคนไทยหรือคนเอเชียโดยตรงมากกว่านี้” นอกจากนี้ อาหารไทยที่รสชาติจัดจ้านและมีคาร์โบไฮเดรตสูง อาจทำให้การทำ FMD แบบเป๊ะๆ เป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามองถึงผลลัพธ์ที่คาดหวัง เช่น สุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงเบาหวาน โรคหัวใจ ก็นับว่าน่าสนใจมาก เพราะบ้านเรากำลังเจอปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานที่พุ่งสูงขึ้น (ThaiJo สนเทศฯ)

ที่น่าสนใจคือ FMD ไม่เหมือนกับการทำ IF (Intermittent Fasting) ที่คนไทยฮิตกัน การทำ FMD คือต้องกินอาหารตามปริมาณและชนิดที่กำหนดเป๊ะๆ เพื่อหลอกให้ร่างกายคิดว่ากำลังอดอาหารอยู่ ซึ่งมันส่งผลต่อฮอร์โมนหลายตัว เช่น ลดอินซูลินและ IGF-1 และไปกระตุ้นกระบวนการ “ออโตฟาจี” หรือการเก็บกวาดทำความสะอาดเซลล์เก่า ซึ่งผลที่ได้อาจจะเข้มข้นกว่าการอดอาหารแบบจำกัดช่วงเวลาทั่วไป (วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อม)

ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม บ้านเราก็มีประเพณีการอดอาหารทางพุทธศาสนา เช่น การไม่ทานอาหารหลังเที่ยง ซึ่งเน้นไปที่เป้าหมายทางจิตวิญญาณ แม้จะคนละจุดประสงค์กับ FMD ที่เน้นผลลัพธ์ทางสุขภาพ แต่ก็มีจุดร่วมตรงที่การจำกัดอาหารบางช่วงเวลาเพื่อปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจเหมือนกัน

ในอนาคต นักวิจัยก็เรียกร้องให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย เพื่อดูความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาวของ FMD ให้ชัดเจนขึ้น และยังมีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น ชุดอาหารสำเร็จรูปอย่าง Prolon ที่ราคาสูงเอาเรื่อง อาจจะไม่ตอบโจทย์คนไทยส่วนใหญ่ที่มองหาวิธีลดไขมันแบบสบายกระเป๋า

เสียงจากคนที่เคยลองทำโปรแกรมนี้ก็มีทั้งชื่นชมว่าน้ำหนักลดเร็ว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ก็มีบางส่วนบอกว่าโปรแกรม 5 วันนี้ “โหดหิน” พอตัว และเอาเข้าจริงก็ทำตามในชีวิตประจำวันได้ยาก (รีวิว POPSUGAR) ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้การทำ FMD เป็นรอบสั้นๆ จะดูปลอดภัยสำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป แต่ข้อมูลผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยง ยังต้องศึกษากันต่อไป

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองลดพุงด้วยวิธีทางโภชนาการแบบนี้ แนะนำว่าควรเริ่มต้นอย่างรอบคอบ ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนจะลองวิธีลดน้ำหนักที่ค่อนข้างจำกัดแบบ FMD และอย่าลืมว่าต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพองค์รวมด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารไทยที่ดีต่อสุขภาพ ลดหวาน ลดไขมันอิ่มตัว และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ ถ้าอยากลองทางเลือกอื่น การเน้นกินอาหารที่มีผักเยอะๆ กากใยสูง ไขมันดีในปริมาณพอเหมาะ ร่วมกับการขยับร่างกายให้มากขึ้น ก็เป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดไขมันหน้าท้องได้อย่างยั่งยืน (Eat This, Not That)

สรุปแล้ว สูตรอดอาหารเลียนแบบ (FMD) ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและมีประเด็นน่าสนใจในแง่การลดไขมันและปรับปรุงสุขภาพเมตาบอลิก แต่มันไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกพุงให้หายไปในพริบตาโดยไม่ต้องลงแรงอะไรเลย สิ่งสำคัญคือต้องคอยติดตามข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ และรู้จักปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทยอย่างสมดุล ใครที่อยากลอง ควรทำภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยและเหมาะสมตามหลักทางสายกลางแบบไทยๆ นั่นเอง

แหล่งที่มา: