สหรัฐอเมริกาเตรียมยกเลิกการใช้สีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ผลิตจากปิโตรเลียมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสีที่ทำให้เครื่องดื่มเกเตอเรดและขนมชีโตสรสเฟลมินฮอตมีสีสันจัดจ้าน ภายในสิ้นปี 2569 ตามประกาศนโยบายล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก แม้ว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนจะชี้ว่ายังไม่มีหลักฐานฟันธงว่าสีสังเคราะห์เหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์โดยตรง แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็จุดประเด็นคำถามและข้อถกเถียงในหมู่ผู้บริโภคและผู้ผลิตอาหารในไทยไม่น้อย เพราะสีสังเคราะห์หลายชนิดก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบ้านเรา โดยเฉพาะในขนมและเครื่องดื่มยอดฮิตทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ แล้ววิทยาศาสตร์เบื้องหลังสีสันเหล่านี้ว่าอย่างไร? ไทยควรเอาอย่างสหรัฐฯ หรือไม่?
สีผสมอาหาร (food colors) เป็นส่วนผสมที่พบได้ทั่วไปในอาหารแปรรูป ใช้เพื่อทำให้อาหารดูน่ากินมากขึ้นและช่วยให้สีของผลิตภัณฑ์สม่ำเสมอทุกล็อตการผลิต ข้อมูลจาก FDA ระบุว่า ปัจจุบันมีสีสังเคราะห์จากปิโตรเลียม 9 ชนิดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงสีแดง เหลือง ส้ม และน้ำเงิน ที่เราเห็นกันในซีเรียลอาหารเช้า เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งในต่างประเทศและในไทย แต่ด้วยแรงกดดันจากกลุ่มผู้รณรงค์ด้านสุขภาพและหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้บริษัทใหญ่อย่าง PepsiCo และ Kellogg’s ต้องหันมาหาทางเลือกจากธรรมชาติ เช่น น้ำบีทรูทหรือน้ำแครอท เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีสีสันสดใสโดยไม่ต้องพึ่งพาสารสังเคราะห์เหล่านี้ แหล่งข่าว
แล้วอะไรคือที่มาของกฎระเบียบใหม่นี้? เบื้องหลังคือผลการศึกษาวิจัยที่สะสมมานานหลายสิบปี แรงผลักดันจากฝั่งผู้บริโภค และการแบนในระดับท้องถิ่น เช่น การที่รัฐแคลิฟอร์เนียสั่งห้ามใช้สี Red Dye No. 3 เมื่อปี 2566 โดยอ้างอิงงานวิจัยช่วงทศวรรษ 1980 ที่พบว่าการได้รับสารนี้ในปริมาณสูงทำให้หนูทดลองเกิดเนื้องอก การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งเร่งตัวขึ้นภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน โดยตั้งเป้าให้บริษัทอาหารทยอยเลิกใช้สีสังเคราะห์หลัก 6 ชนิดภายในปี 2569 และจะตามมาด้วยการยกเลิกอีก 2 ชนิดที่เหลือ คือ Citrus Red No. 2 และ Orange B รายงานจาก Reuters
อย่างไรก็ตาม ดร. เฟรเดริค เบอร์ทลีย์ ประธานศูนย์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม (Center of Science & Industry) และนักภูมิคุ้มกันวิทยา ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ณ ตอนนี้ ยังไม่มีงานวิจัยไหนที่ยืนยันได้จริงๆ ว่าสีเหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์” เขาเสนอให้มองภาพรวมของอาหารทั้งจาน แทนที่จะเพ่งเล็งไปที่สารเติมแต่งเพียงอย่างเดียว “การลดการบริโภคสารพวกนี้ลงก็ไม่เสียหายอะไร” แต่ก็ย้ำว่า พฤติกรรมการกินโดยรวมและรูปแบบการใช้ชีวิตต่างหากที่ส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าการเลิกกินขนมสีสวยๆ เพียงอย่างเดียว
ถึงกระนั้น ประเด็นเรื่องความปลอดภัยก็ยังซับซ้อน มีงานวิจัยที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet พบว่าสีผสมอาหารอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กบางกลุ่ม เช่น ทำให้ซนมากขึ้น (hyperactivity) ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีเคนเนดียกขึ้นมาสร้างความตระหนัก และเป็นที่กังวลของผู้ปกครองทั่วโลก วาเนสซา ริซเซ็ตโต นักโภชนาการและซีอีโอของ Culina Health ชี้ว่า “ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะบอกได้ว่าการบริโภคในปริมาณมากนั้นปลอดภัย” เธอเน้นย้ำเรื่องการกินอย่างพอเหมาะพอดี และการตระหนักรู้ว่า “กินได้นะ แต่ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ… ไม่ใช่กินทุกวัน ทุกมื้อ”
ด้าน FDA เองก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่เชื่อมโยงสีผสมอาหารสังเคราะห์เข้ากับโรคมะเร็งหรือปัญหาด้านพฤติกรรมในมนุษย์โดยตรง แต่ก็ได้ให้คำมั่นว่าจะติดตามงานวิจัยใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสุขภาพเด็ก คำแถลง FDA
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานด้านสาธารณสุขกำลังจับตาทิศทางการกำกับดูแลระดับโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสีสังเคราะห์หลายชนิดมีการนำเข้า หรือผลิตในประเทศภายใต้มาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ปัจจุบัน อย. ของไทยยังคงอนุญาตให้ใช้สีสังเคราะห์บางชนิด โดยมีกฎระเบียบที่กำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้และข้อกำหนดการแสดงฉลากอย่างเคร่งครัด คล้ายกับในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใหม่ๆ และการแบนสีในต่างประเทศอาจส่งผลให้เกิดการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายของไทยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น หากผู้ผลิตในสหรัฐฯ เลิกใช้สีสังเคราะห์ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมายังไทยและภูมิภาคอาเซียนจะต้องปรับไปใช้สีจากธรรมชาติแทน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ดร. เบอร์ทลีย์ เตือนว่า “การหาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้ รวมถึงกระบวนการใช้งาน มักมีต้นทุนสูงกว่า” ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารในไทยสูงขึ้น และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย โดยเฉพาะสีจากธรรมชาติที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น บีทรูท สาหร่ายสไปรูลิน่า หรือแม้แต่ดอกอัญชันที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในขนมและเครื่องดื่ม ก็อาจถูกนำมาใช้มากขึ้น คำถามคือ ผู้บริโภคจะยอมรับขนมหรือเครื่องดื่มที่มีสีสันอ่อนลง ดูสดใสน้อยลง หรือความคุ้นเคยกับสีสันเดิมๆ จะทำให้ความอยากอาหารลดลงหรือไม่ ดร. เบอร์ทลีย์ ให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาว่า “ถ้าอาหารเช้าของคุณรสชาติไม่เหมือนเดิม เพราะมันไม่มีสีแดง เหลือง เขียว น้ำเงินสดใส แต่กลายเป็นสีขาวตุ่นๆ มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นอันตรายต่อสุขภาพนะ”
นอกเหนือจากประเด็นทางวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่องสีสันในอาหารไทยยังมีความผูกพันทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ขนมลูกชุบสีสวยประณีตที่ครองใจคนไทย ไปจนถึงน้ำสมุนไพรสีสันจัดจ้านตามตลาดนัด ความสวยงามน่ามองถือเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย สีธรรมชาติอย่างใบเตย ขมิ้น และกระเจี๊ยบ ถูกนำมาใช้ในตำรับอาหารไทยดั้งเดิมมาช้านาน แต่สีสังเคราะห์ซึ่งให้สีที่สดกว่าและราคาถูกกว่า ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในสินค้าที่ผลิตในปริมาณมากเป็นเวลานาน
ขณะที่งานวิจัยทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไป การศึกษาด้านพิษวิทยาบางชิ้นชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเมื่อได้รับในปริมาณสูงมากๆ เช่น สาร Tartrazine (สีเหลือง) อาจส่งผลกระทบต่อตับในหนูทดลอง แต่หลักฐานในมนุษย์ยังคงมีจำกัดหรือแทบไม่มีเลย งานวิจัย PubMed เรื่อง tartrazine หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง EFSA (องค์การความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป) และ FDA ต่างเห็นพ้องกันว่าสีผสมอาหารเหล่านี้ “โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย” (Generally Recognized As Safe - GRAS) เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมตามข้อกำหนด วิกิพีเดีย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามค้างคาเกี่ยวกับผลกระทบต่อพฤติกรรมเด็ก การปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมจากน้ำทิ้งที่มีสีสังเคราะห์ และอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางคน งานศึกษาล่าสุดในปีนี้ยังเน้นย้ำว่าสีสังเคราะห์และสารให้ความหวานถือเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบระยะยาวที่ยังคาดเดาไม่ได้ บทคัดย่อ PubMed
ในอนาคต คาดว่าเราจะได้เห็นแนวโน้ม “ฉลากคลีน” (Clean Label) มากขึ้นในไทย ไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว ของหวาน และเครื่องดื่ม ที่หันมาใช้สีจากพืช ผัก ผลไม้ หรือแร่ธาตุแทน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลก แบรนด์อาหารรายใหญ่อาจต้องปรับสูตรผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าเพื่อรองรับการส่งออก ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นก็มีแนวโน้มจะมองหาผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสีจากปิโตรเลียมมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมอุตสาหกรรมอาหารจึงจำเป็นต้องจับตาความเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นการปรับปรุงมาตรฐานฉลากอาหาร มาตรฐานการนำเข้า หรือการปรับสูตรอาหารครั้งใหญ่ในประเทศไทยก็เป็นได้
แล้วครอบครัวไทยควรทำอย่างไร? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสาธารณสุขยังคงเหมือนเดิมคือ “เน้นการกินอย่างพอเหมาะพอดีและหลากหลาย” การกินขนมสีสันจัดจ้านนานๆ ครั้ง ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้ที่มีอาการไวต่อสารปรุงแต่ง หรือผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ ควรลดการบริโภคโดยอ่านฉลากอย่างละเอียด และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สีจากธรรมชาติ เช่น ดอกอัญชัน ใบเตย กระเจี๊ยบ ขมิ้น ซึ่งเป็นวิถีที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในขนมและเครื่องดื่มแบบดั้งเดิม
สำหรับผู้ประกอบการด้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม หรือภาคการศึกษา นี่คือช่วงเวลาที่ควรติดตามแนวโน้มกฎระเบียบและเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนไปใช้สีจากธรรมชาติแต่เนิ่นๆ ส่วนผู้บริโภคก็สามารถส่งสัญญาณความต้องการผ่านการเลือกซื้อสินค้า สนับสนุนความโปร่งใสจากผู้ผลิต และร่วมกันหาจุดสมดุลระหว่างวัฒนธรรมอาหารที่สวยงามกับมุมมองด้านสุขภาพสมัยใหม่ เพราะอาหารไม่ใช่แค่พลังงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ความสุข และสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมเก่าแก่กับโลกยุคใหม่
ขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องสีสันในอาหารยังคงดำเนินต่อไป สังคมไทยก็มีโอกาสที่จะผสมผสานรสชาติและความงามเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างสรรค์อนาคตอาหารที่ทั้งสดใสและดีต่อสุขภาพสำหรับทุกครอบครัวทั่วประเทศ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามความคืบหน้า สามารถอ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่ บทความ CNBC, รายงาน Reuters ล่าสุด, และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมที่ วิกิพีเดีย