รายงานล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การป้องกันมะเร็งในสหรัฐอเมริกา เผยให้เห็นทั้งเรื่องดีและเรื่องที่น่ากังวล: แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่จะลดลงอย่างต่อเนื่องแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เปอร์เซ็นต์การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งชนิดอื่นๆ กลับยังไปไม่ถึงไหน งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งยังคงต่อสู้กับปัญหามะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ และต้องรับมือกับความเสี่ยงทั้งเก่าและใหม่ในการรณรงค์ด้านสาธารณสุข (CNN, 2025)
การที่อัตราการสูบบุหรี่ลดลงถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการสาธารณสุขสหรัฐฯ การรณรงค์ต่อต้านบุหรี่อย่างยาวนาน การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ชาวอเมริกันลดลงจนทำสถิติใหม่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ชี้ว่าแนวโน้มการลดลงแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในประเทศรายได้สูงและบางประเทศรายได้ปานกลาง แม้จะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด สำหรับประเทศไทย แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่จะลดลงบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนในเมือง แต่ประชากรชายจำนวนไม่น้อยยังคงสูบยาเส้นหรือบุหรี่อยู่ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ประมาณ 17% ของคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ยังคงสูบบุหรี่ ซึ่งสูงกว่าอัตราในผู้ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่อยู่ราว 11% (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2023; CDC, 2024) ตัวเลขนี้จึงเป็นกระจกสะท้อนที่สำคัญสำหรับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่หลวงต่อระบบสุขภาพของประเทศ
แต่ในรายงานฉบับเดียวกัน ก็ชี้ให้เห็นถึงประเด็นน่าห่วงด้านสาธารณสุขที่ชัดเจนขึ้น นั่นคือ อัตราการฉีดวัคซีน HPV ในกลุ่มวัยรุ่นชาวอเมริกันยังคงที่ แทบไม่ขยับ ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจจะเกิดมะเร็งชนิดที่ป้องกันได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า อัตราการฉีดวัคซีนให้ครบโดสในกลุ่มวัยรุ่นยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่มีคำแนะนำให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนนี้ก่อนอายุ 13 ปี (CDC, 2023) รายงานจาก CNN ยังสะท้อนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ ที่ออกมาเตือนว่า ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ความลังเลในการฉีดวัคซีน และผลพวงจากการระบาดของโควิด-19 อาจเป็นตัวการที่ทำให้ความคืบหน้าต้องหยุดชะงัก
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้สะท้อนมาถึงประเทศไทยโดยตรง มะเร็งปากมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ HPV ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อผู้หญิงไทย และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสอง รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการฉีดวัคซีน HPV ให้เด็กผู้หญิงตั้งแต่ปี 2560 โดยตั้งเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับประเทศอย่างออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ที่สามารถลดอัตราการติดเชื้อ HPV และความเสี่ยงมะเร็งได้อย่างชัดเจน ผลลัพธ์ช่วงแรกในไทยถือว่าน่าพอใจ แต่การกระจายวัคซีนยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ และจังหวัดห่างไกล นอกจากนี้ การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนล่าช้าลง ขณะเดียวกัน ความเชื่อผิดๆ เรื่องความปลอดภัยของวัคซีนก็ยังวนเวียนอยู่ในหมู่ผู้ปกครองและโลกโซเชียล (BMJ Global Health, 2022) ผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นในวัคซีนผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน การจัดกิจกรรมฉีดวัคซีนเชิงรุกในโรงเรียน และการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน คือกุญแจสำคัญหากไทยต้องการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่ป้องกันได้ในทศวรรษหน้า
เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในสหรัฐฯ และไทยต่างเตือนให้ระวังความชะล่าใจ “ความคืบหน้าเรื่องการป้องกันมะเร็งเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้” คุณคาเรน อี. นุดเซน ซีอีโอของสมาคมมะเร็งสหรัฐฯ กล่าวถึงตัวเลขล่าสุด “การลดลงของจำนวนคนสูบบุหรี่แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือกันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่การที่จำนวนมะเร็งที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนยังคงเพิ่มขึ้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสำเร็จที่เราทำมา” ข้อควรระวังนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.วิภูษณ์ ภูลเจริญ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “ไทยเราต้องเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาดจากต่างประเทศ เราทำได้ดีเรื่องบุหรี่ แต่เรื่องวัคซีน HPV ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้”
บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ช่วยอธิบายความท้าทายเฉพาะตัวของประเทศไทย วัฒนธรรมและความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องเพศและสุขภาพ ทำให้การพูดคุยเรื่อง HPV ซึ่งติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรืออาจไม่เป็นที่ยอมรับนัก โดยเฉพาะในชุมชนชนบท แต่ทัศนคติเหล่านี้กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป การรณรงค์ที่ได้บุคคลสาธารณะหญิงที่น่าเชื่อถือและคุณครูมาช่วยสร้างบรรยากาศ ทำให้การพูดถึงวัคซีน HPV เป็นเรื่องปกติมากขึ้น แต่ก็ยังต้องทำงานอีกมากเพื่อต่อสู้กับข้อมูลผิดๆ ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ ซึ่งบางส่วนก็มาจากกลุ่มต่อต้านวัคซีนที่มีเครือข่ายระดับโลก
เมื่อมองไปข้างหน้า บทเรียนจากอเมริกามีสองด้านที่ไทยต้องเก็บไปคิด นโยบายที่เข้มงวด การให้ความรู้แก่ประชาชน และภาษีบุหรี่ สามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้จริง แต่การรักษาความต่อเนื่องของมาตรการป้องกันใหม่ๆ อย่างการฉีดวัคซีน HPV นั้น ต้องการความมุ่งมั่นและความใส่ใจที่ไม่แผ่วลง ผู้นำด้านสาธารณสุขของไทยอาจนำกลยุทธ์ของสหรัฐฯ มาปรับใช้ เช่น การใช้สื่อระดับประเทศ แพทย์ประจำครอบครัว และบุคลากรในโรงเรียนที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อสื่อสารข้อมูลสุขภาพที่สม่ำเสมอและเข้าถึงได้ เพื่อให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ได้รับการป้องกันจากมะเร็งที่ป้องกันได้
สำหรับคนไทยทุกคน สิ่งที่ควรทำนั้นชัดเจน พ่อแม่ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าบุตรหลานได้รับวัคซีนครบตามกำหนด โดยเฉพาะวัคซีน HPV ส่วนผู้ใหญ่ที่ยังสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ สามารถขอคำปรึกษาและรับความช่วยเหลือได้ฟรี ผ่านสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 นโยบายสาธารณสุขต้องเดินหน้าปรับใช้มาตรการที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุน บังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ครอบคลุมเกี่ยวกับวัคซีนยุคใหม่ ทั้งสองแนวโน้มนี้ คือ การสูบบุหรี่ที่ลดลง แต่การรับวัคซีนยังไม่ทั่วถึง ชี้ให้เห็นถึงพลังของการมีส่วนร่วมของประชาชนและอันตรายของความนิ่งนอนใจในการป้องกันมะเร็ง
ดร.วิภูษณ์ สรุปทิ้งท้ายว่า “หากเราต้องการอนาคตที่โรคมะเร็งซึ่งป้องกันได้ กลายเป็นเรื่องที่พบได้ยากในสังคมไทย เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ ปรับตัว และเข้าถึงทุกชุมชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศไทย” ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีป้องกันมะเร็ง พูดคุยอย่างเปิดอกกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในชุมชนของท่าน
แหล่งข้อมูล: CNN, CDC ข้อมูลการสูบบุหรี่, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, BMJ Global Health, CDC แนวทางวัคซีน HPV