งานวิจัยและบทวิเคราะห์สังคมชิ้นใหม่ๆ เริ่มชี้ให้เห็นถึงราคาที่แท้จริงของการเป็นพ่อแม่ที่ “ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง” ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบใจครอบครัวไทยอย่างลึกซึ้ง บทความล่าสุดใน Psychology Today เรื่อง “Running on Empty: The True Cost of Doing It All” โดย ดร.อโลนา พุลด์ และ ดร.แมทธิว เลเดอร์แมน ชี้ว่า วัฒนธรรม “การเลี้ยงลูกยุคใหม่” ที่เชิดชูความทุ่มเทสุดตัวและการเสียสละ กำลังบั่นทอนพลังพ่อแม่ ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียด และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต (แหล่งข้อมูล) ในยุคที่พ่อแม่ทั้งในไทยและทั่วโลกต่างต้องรับมือกับตารางชีวิตที่แทบไม่มีเวลาหยุดพัก บทความนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า: เรากำลังเสียสละมากเกินไปเพื่อคำว่า “พ่อแม่ที่ดี” หรือไม่ และเราควรทำอย่างไรเพื่อสุขภาพใจที่ดีของทั้งครอบครัวและลูกๆ

ในสังคมไทยที่ความผูกพันในครอบครัวและการเสียสละของพ่อแม่ฝังรากลึก การทุ่มเท “ทุกอย่างเพื่อลูก” จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี แต่แรงกดดันยุคใหม่ ทั้งตารางชีวิตที่อัดแน่น และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น พ่อแม่ไทยไม่ต่างจากพ่อแม่ทั่วโลก ที่ต้องจัดการกับวันอันแสนยาวนาน ทั้งเรื่องงาน การบ้าน การรับส่งลูกตามกิจกรรมต่างๆ และการออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ความพยายามที่จะไม่พลาดโอกาสสำคัญใดๆ เพราะเชื่อว่าเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของลูก ทำให้พวกเขามักละเลยความต้องการของตัวเองจนแทบหมดแรง

จากงานวิจัยทั่วโลกและรายงานในไทย เราเริ่มเห็นภาพของ “ภาวะพ่อแม่หมดไฟ” (parental burnout) ชัดเจนขึ้น ตามที่ Psychology Today ระบุ อาการที่พบบ่อยคือ ตื่นมาก็เหนื่อย เข้านอนก็ยังเหนื่อย รู้สึกผิดที่พลาดเรื่องสำคัญของลูก ความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตห่างเหิน กลายเป็นเพียงเพื่อนร่วมทีมจัดการเรื่องลูกแทนที่จะเป็นคู่คิด และการหลงลืมความเป็นตัวเองไปในวังวนของกิจกรรมที่เน้นแต่เรื่องลูก (แหล่งข้อมูล) ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความ “ยุ่ง” หรือ “เหนื่อย” แบบธรรมดา แต่เป็นผลพวงจากค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ผลักดันให้พ่อแม่ต้องเสียสละเกินพอดี

งานวิจัยจากเยอรมนีปี 2024 พบว่า บรรทัดฐานและความคาดหวังทางสังคมทำให้แม่หลังคลอดมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก (PubMed, 2024) นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า การพยายามเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ สัมพันธ์โดยตรงกับภาวะหมดไฟ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ความอดทนน้อยลง และไม่พร้อมรับฟังความรู้สึกของลูก (PubMed, 2023) “ความคาดหวังที่สูงเกินจริงและความสมบูรณ์แบบเป็นภาระหนักสำหรับพ่อแม่ทุกคน” ดร.จรรจิรา อุดมสถาพร นักจิตวิทยาคลินิก กล่าว และเสริมว่า แม้แรงกดดันนี้จะมีในทุกวัฒนธรรม แต่จะยิ่งรุนแรงขึ้นในสังคมที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาของครอบครัวและผลการเรียนของลูกเป็นอย่างมาก (แหล่งข้อมูล)

แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องของโลกตะวันตกเท่านั้น หรือกระทบครอบครัวใน “แดนสยามเมืองยิ้ม” ด้วย? หลักฐานจากสื่อไทยชี้ว่า ภาวะพ่อแม่หมดไฟกำลังเป็นที่พูดถึงในบ้านเรามากขึ้น บทความในนิตยสาร TH-Hello พูดถึงวิธีรับมือกับความเหนื่อยล้าและความห่างเหินทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวไทย ท่ามกลางตารางงานและตารางเรียนที่วุ่นวาย (TH-Hello Magazine) อีกบทความทางจิตวิทยาคลินิกของไทยระบุว่า พ่อแม่ไทยที่มีภาวะนี้ มักบอกว่าแรงกดดันที่ต้อง “ทำให้ได้มากขึ้น” เพื่ออนาคตลูก เป็นสาเหตุหลักของความเครียด (TCI Thaijo) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ว่า อัตราภาวะหมดไฟในพ่อแม่ไทยยังต่ำกว่าประเทศตะวันตกหลายแห่ง เพียง 0.3% เทียบกับ 7.9% ในสหรัฐฯ และ 3% ในสหราชอาณาจักร (iNews) ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งและแนวคิดทางพุทธที่เน้นการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกัน การเปรียบเทียบทางสังคมและการเลี้ยงลูกแบบแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ก็อาจกำลังกัดกร่อนระบบสนับสนุนเหล่านี้ (iNews)

สำหรับพ่อแม่จำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ค่าครองชีพสูง การงานแข่งขัน และแรงกดดันที่ต้อง “ตามให้ทัน” คนอื่น ทำให้การรักษาสมดุลชีวิตแทบเป็นไปไม่ได้ ดร. ปิยะพร เลิศวิวัฒน์กุล นักพัฒนาการเด็กไทย อธิบายว่า “จากประสบการณ์ทำงาน พบว่าพ่อแม่ที่รู้สึกแบกรับไม่ไหว ไม่ใช่แค่เพราะไม่มีเวลา แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ เหมือนกับว่าถ้าไม่สมบูรณ์แบบก็เท่ากับ ‘ล้มเหลว’” เธอยังชี้ว่า ความคิดแบบนี้ยิ่งถูกตอกย้ำด้วยภาพในโซเชียลมีเดีย กิจกรรมที่เพิ่มขึ้น หรือความคาดหวังจากโรงเรียนและชุมชน ผลลัพธ์คือ สิ่งสำคัญในชีวิตผู้ใหญ่ เช่น งานอดิเรก มิตรภาพ ความใกล้ชิดกับคู่ชีวิต หรือแม้แต่การพักผ่อนหย่อนใจ มักถูกมองข้ามไปเพื่อทุ่มเทให้กับเรื่องลูกเป็นหลัก

ตอนนี้ ทั่วโลกเริ่มมองต่างมุม จากเดิมที่เชิดชูการเลี้ยงลูกแบบ “ทุ่มสุดตัว” นักจิตวิทยาชั้นนำแนะนำ “หลัก 3A” จาก ดร.พุลด์ และ ดร.เลเดอร์แมน คือ ยอมรับความจริง (Acknowledge) ว่าการแบกรับภาระหนักเกินไปไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ต่อมา ปล่อยวางความคิดผิดๆ (Release) ว่าพ่อแม่ที่ดีต้องไม่พลาดทุกช่วงเวลา และสุดท้าย ปรับชีวิตให้ตรงใจ (Align) โดยยึดค่านิยมหลักของตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ที่คนอื่นคาดหวัง (แหล่งข้อมูล) งานวิจัยพบว่า พ่อแม่ที่มีสมดุลชีวิตที่ดี จะเป็นแบบอย่างของการรู้จักขอบเขตและการดูแลตัวเองให้ลูกเห็น “เมื่อพ่อแม่แสดงให้ลูกเห็นว่าการพักผ่อนและการปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ ก็เท่ากับสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นและเมตตาต่อตัวเอง” ดร.จรรจิรากล่าว

ครอบครัวไทยมีภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมที่พอจะช่วยต้านทานกับดักความเหนื่อยล้านี้อยู่บ้าง แนวคิด “พอเพียง” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญ และคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องความไม่ยึดติดและความสมดุล สามารถช่วยให้พ่อแม่เบรกตัวเองจากการวิ่งตามความสมบูรณ์แบบอย่างไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยมีความเป็นเมืองและเปิดรับกระแสโลกมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า พ่อแม่ไทยอาจตกอยู่ในวังวนของความ “ไม่เคยพอ” เช่นเดียวกับในโลกตะวันตก หากไม่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ของตัวเองอย่างจริงจัง

แล้วพ่อแม่ไทยจะทำอะไรได้บ้างตอนนี้? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองปรับเปลี่ยนง่ายๆ ไม่กี่อย่าง:

  • กล้าปฏิเสธ: ลองปฏิเสธภาระหรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเสริมของลูกหรืองานสังคม
  • ให้เวลาตัวเอง: จัดตารางเวลาพักผ่อนส่วนตัวให้เป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับเกรดของลูกหรืองานรวมญาติ
  • ใส่ใจความสัมพันธ์: ดูแลความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยกิจกรรมง่ายๆ เช่น ทานข้าวด้วยกันโดยวางมือถือ หรือหาเวลาคุยกับเพื่อนอย่างสบายๆ
  • เปลี่ยนบทสนทนา: ลองเปลี่ยนจากการถามลูกแค่เรื่องผลการเรียนหรือเป้าหมาย มาเป็นถามว่าวันนี้มีอะไรที่ทำให้เขามีความสุขหรือภูมิใจบ้าง “หัวใจสำคัญคือ ‘การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันจริงๆ’ ไม่ใช่แค่การอยู่ด้วยกันเฉยๆ” ดร. ปิยะพร เน้นย้ำ

ในอนาคต หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและการศึกษาของไทยอาจมีบทบาทสำคัญ โรงเรียนและที่ทำงานสามารถส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อพ่อแม่ สร้างความคาดหวังที่เป็นจริง และให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและการสร้างสมดุลชีวิต โครงการหลังเลิกเรียนหรือกิจกรรมชุมชนที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้พักและเด็กได้เติบโตด้วยตัวเอง ก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้ (BKK Kids) ในระดับสังคม การเปิดอกพูดคุยถึงความยากลำบากของการเป็นพ่อแม่ ผ่านโซเชียลมีเดีย แคมเปญสุขภาพ หรือเวิร์กช็อปในโรงเรียน จะช่วยสร้างความเข้าใจและสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

เมื่อปัญหานี้เป็นที่สนใจไปทั่วโลก สิ่งที่เราควรจำไว้คือ พลังของพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ที่การทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญจริงๆ และกล้าที่จะปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็น เหมือนกับว่า “การมีขอบเขตที่ชัดเจนช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น” การตั้งขอบเขตที่ดีคือสิ่งที่จะทำให้ครอบครัวแข็งแรง

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกท่วมท้น จำไว้ว่า: คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ลองปล่อยวางสิ่งที่บั่นทอนพลัง และหันมาใส่ใจสิ่งที่เติมพลังให้คุณ เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่า ความแข็งแกร่งของครอบครัวไทยไม่ได้อยู่ที่การทุ่มเทจนหมดแรงเพื่อพวกเขา แต่อยู่ที่การเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสมดุล ทั้งในฐานะครอบครัวและในฐานะปัจเจกบุคคล

แหล่งที่มา:

  • Psychology Today. Running on Empty: The True Cost of Doing It All (<https:>)
  • TH-Hello Magazine, “Parental Burnout - How to deal with being exhausted as a parent” ()
  • TCI Thaijo, ภาวะหมดไฟในการเป็นพ่อแม่: แบบประเมินความเที่ยงตรง (<https:>)
  • iNews, “Thailand has the world’s happiest parents” (<https:>)
  • PubMed, “Does Parenting Perfectionism Increase Violent Behaviors from Parent towards Children?” (), “Does becoming a mother make you ill?” ()
  • BKK Kids, “Parental Burnout – Why it’s OK Not To Be OK” ()</https:></https:></https:>