งานวิจัยล่าสุดส่งสัญญาณเตือนภัยถึงปัจจัยที่อาจอยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในกลุ่มคนอายุน้อย นั่นคือ สารพิษที่ผลิตโดยแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งอาจเร่งการเกิดโรคในวัยหนุ่มสาวได้ งานวิจัยชิ้นนี้เพิ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อ NPR (ที่มา) และตอกย้ำถึงปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลซึ่งกระทบหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ภาพจำของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมักผูกติดอยู่กับผู้สูงวัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สถิติทั่วโลกและในบ้านเราเองกลับชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง กล่าวคือ คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปี กำลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยุคก่อน (ที่มา, ที่มา) การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่คล้อยตามตะวันตกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหันไปบริโภคอาหารแปรรูปมากขึ้น ไลฟ์สไตล์ที่เน้นการนั่งนานๆ และปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนทำให้เกิดคำถามว่า อาจมีปัจจัยอื่นใดอีกที่กระตุ้นให้โรคนี้พุ่งเป้ามาที่คนหนุ่มสาว

งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยนานาชาติและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ ค้นพบว่า สารพิษที่สร้างจากแบคทีเรียในลำไส้อาจมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะสารพิษที่เรียกว่า “โคลิแบคติน” (colibactin) ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรีย อีโคไล บางสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์ การทดลองในสัตว์และในห้องปฏิบัติการชี้ว่า โคลิแบคตินสามารถทำลาย DNA ของเซลล์ผนังลำไส้ใหญ่ และอาจเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดกระบวนการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งในระยะยาวได้ (ที่มา)

ดร.ซินเทีย เซียร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า “เรากำลังพบว่าสารพิษจากจุลินทรีย์บางชนิดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่อเนื่องที่นำไปสู่มะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนอายุน้อย นี่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่า สภาพแวดล้อมในระบบทางเดินอาหารส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวของคุณได้อย่างไร” แม้ว่างานวิจัยนี้จะยังไม่ได้ข้อสรุปฟันธงว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่ก็นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยไขปริศนาว่าทำไมเราจึงเห็นคนในวัย 20, 30 และต้น 40 เป็นมะเร็งชนิดนี้มากขึ้น

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทย? เพราะวิถีชีวิตและพฤติกรรมการกินของคนรุ่นใหม่ในไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการบริโภคอาหารแปรรูป อาหารที่มีเนื้อแดงสูง แต่กลับกินใยอาหารน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (ที่มา) ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีแบคทีเรียชนิดที่สร้างสารโคลิแบคตินมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผนวกรวมกับพฤติกรรมเนือยนิ่งและปัญหาน้ำหนักเกิน ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมือง

ปัจจุบัน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักกลายเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสามในประเทศไทย (ที่มา) และอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีจะลดลงอย่างมากหากตรวจพบในระยะลุกลามแล้ว ปัญหาคือ อาการในระยะเริ่มต้นมักไม่ชัดเจนหรืออาจไม่มีเลย โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่มักคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่ำ จึงละเลยการตรวจคัดกรอง

ผลการศึกษาครั้งนี้จึงกระตุ้นให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนการสื่อสารด้านสาธารณสุขให้เข้าถึงคนทุกช่วงวัย พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นว่า “เราจำเป็นต้องขยายการให้ความรู้ เพื่อให้คนไทยทุกวัยตระหนักถึงความสำคัญของอาหารการกิน สุขภาพลำไส้ และการตรวจคัดกรอง อย่ารอให้มีอาการ เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ มีผลอย่างมากต่อการรักษาชีวิต”

ในวัฒนธรรมไทย หลายครอบครัวอาจยังรู้สึกเขินอายที่จะพูดคุยเรื่องสุขภาพลำไส้ อาการผิดปกติของระบบขับถ่าย หรือแม้แต่พฤติกรรมการเข้าห้องน้ำ เรื่องเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรนำมาพูดถึง แต่ในยุคที่สังคมไทยกำลัง ‘ทันสมัย’ ขึ้น และเผชิญกับปัญหาสุขภาพรูปแบบใหม่ๆ การเปิดอกพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในโลกตะวันตกซึ่งเผชิญกับอัตราการเกิดมะเร็งในคนหนุ่มสาวที่เพิ่มขึ้น ได้มีการปรับคำแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี (ที่มา) ซึ่งนักรณรงค์บางส่วนในไทยก็กำลังเสนอให้พิจารณาปรับนโยบายในทิศทางเดียวกัน

แล้วคนไทยจะป้องกันตัวเองและครอบครัวได้อย่างไร? ผู้เขียนงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในประเทศแนะนำ 2 แนวทางหลัก คือ:

  • ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์: เน้นกินผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพื่อช่วยรักษาสมดุลของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ขณะเดียวกันก็ควรลดการบริโภคเนื้อแดงและอาหารแปรรูป (ที่มา) หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และงดสูบบุหรี่
  • ตระหนักรู้และสังเกตอาการ: ใส่ใจประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว คอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณเตือน เช่น ถ่ายปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายเรื้อรัง และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ หากมีความเสี่ยง

ในอนาคต นักวิจัยมุ่งหวังที่จะพัฒนาวิธีการรักษาที่มุ่งเป้าไปที่แบคทีเรียที่สร้างสารพิษ หรือหาวิธีทำลายสารโคลิแบคตินโดยตรง และอาจมีการปรับปรุงคำแนะนำในการคัดกรองให้ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น

โดยสรุป การเพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนอายุน้อย ถือเป็นสัญญาณเตือนให้เราทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพลำไส้กันอย่างจริงจัง สำหรับคนไทย ซึ่งวิถีชีวิต อาหารการกิน และสภาพสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การรู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือย่อมเป็นสิ่งสำคัญ ดังคำกล่าวที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้”

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รวมถึงแหล่งข้อมูลช่วยเหลือในประเทศไทย สามารถดูได้ที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ องค์การอนามัยโลก