คำถามสุดฮิตบนโซเชียลที่ว่า “จริงไหมที่คนมีลูกแล้วเพื่อนน้อยลง?” กลายเป็นไวรัลจุดประเด็นถกเถียงกันสนั่น แถมยังเป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ที่เจาะลึกว่าการเป็นพ่อแม่ส่งผลต่อมิตรภาพในวัยผู้ใหญ่ยังไงบ้าง ซึ่งทั้งงานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็ชี้ตรงกันว่า ถึงพ่อแม่จะไม่ได้ “เสีย” เพื่อนไปซะทีเดียว แต่รูปแบบความสัมพันธ์ ความสนิทสนม และความคาดหวังที่มีต่อเพื่อนฝูงมักจะเปลี่ยนไปเยอะมากเมื่อมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มเข้ามา ผลการศึกษานี้สะท้อนตรงใจพ่อแม่ชาวไทยหลายคน ชี้ให้เห็นภาพรวมทางสังคมที่เปลี่ยนไปของโครงสร้างครอบครัวไทย และความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีชุมชนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท่ามกลางกระแสสังคมเมืองและวิถีชีวิตที่หมุนเร็วขึ้น (TODAY.com, The Cut, Mother.ly)

ต้นตอของเรื่องนี้มาจาก Brennan Fisher คอนเทนต์ครีเอเตอร์หนุ่มวัย 24 บน TikTok ที่สงสัยว่าทำไมพ่อแม่ที่เขารู้จักดูเหมือนไม่ค่อยมีเพื่อน หรือแทบไม่มีชีวิตสังคมนอกเหนือจากเรื่องงานกับเรื่องลูก คำถามของเขาที่ว่า “ทำไมพอแก่ตัวลง เราถึงทิ้งเพื่อนกันง่ายจัง?” ได้จุดประกายคอมเมนต์หลั่งไหลจากบรรดาพ่อแม่ ซึ่งหลายคนก็เข้ามาตอบแบบเหนื่อยๆ ว่า การเป็นพ่อแม่มันมาพร้อมภาระและความเหนื่อยล้าที่คาดไม่ถึงจริงๆ “ไว้รอดูตอนแต่งงานมีลูกเองนะ” พ่อแม่คนหนึ่งตอบกลับ ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่งานวิจัยยืนยันว่า ความตั้งใจดีมักสวนทางกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน

งานวิจัยในต่างประเทศก็สนับสนุนประสบการณ์เหล่านี้ ผลการศึกษาขนาดใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Demographic Research (2017) สรุปว่า “ความแน่นแฟ้นและคุณภาพของมิตรภาพมักลดลงหลังจากมีลูก” โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่ลูกต้องการการดูแลใกล้ชิดสุดๆ และพ่อแม่ก็อดหลับอดนอนกันเป็นว่าเล่น ก่อนที่สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อลูกโตพอรู้ความ (Demographic Research PDF, มีการอภิปรายเพิ่มเติมในบทความของ The Cut) งานวิจัยพบว่าช่วงที่ตึงเครียดที่สุดคือตอนลูกอายุราว 3 ขวบ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกว่ามีเวลาและพลังงานกลับมามากขึ้นเมื่อลูกอายุประมาณ 5 ขวบ การ “ถอยห่างจากสังคมชั่วคราว” แบบนี้อธิบายได้ว่าทำไมพ่อแม่มือใหม่ในไทยหลายคนถึงรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงที่ลูกยังเล็ก แต่ก็จะค่อยๆ เจอเพื่อนใหม่และสังคมที่เปิดกว้างขึ้นเมื่อลูกเติบโตเข้าโรงเรียน

นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วความสัมพันธ์กับเพื่อนแค่เปลี่ยนรูปแบบไป แต่ไม่ได้ตัดขาดกันง่ายๆ Francyne Zeltser ผู้อำนวยการคลินิกของ Manhattan Psychology Group อธิบายว่า “มิตรภาพเปลี่ยนไปเยอะมากหลังมีลูก การจะนัดเจอเพื่อนฝูงสังสรรค์กันมันไม่ได้ปุบปับเหมือนเดิม ส่วนใหญ่มักจะต้องวางแผนล่วงหน้า เลือกสถานที่ที่เหมาะกับเด็ก หรือจำกัดเวลาเฉพาะกิจกรรมสั้นๆ ของผู้ใหญ่” เธอย้ำว่าทั้งพ่อแม่และเพื่อนที่ยังไม่มีลูกต้องเข้าใจและยืดหยุ่นให้กัน ถ้าทั้งสองฝ่ายเปิดใจและลองปรับรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ มิตรภาพที่แท้จริงก็ยังคงอยู่ได้ (TODAY.com)

เรื่องเล่าส่วนตัวจากพ่อแม่หลายคนยิ่งตอกย้ำผลวิจัยนี้ พวกเขาเล่าว่าได้เจอเพื่อนน้อยลง หัวข้อสนทนาก็มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องลูก และหันไปพึ่งพา “แก๊งแม่ๆ” หรือพ่อแม่คนอื่นๆ ที่มีลูกวัยเดียวกันเป็นหลัก ตัวอย่างที่น่าสนใจจาก Mother.ly พูดถึงความเหงาแบบเฉพาะตัวที่พ่อแม่มือใหม่รู้สึก โดยเฉพาะเมื่อตัวเองเป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อนที่มีลูก ผู้เขียนเล่าว่า “การเป็นแม่มันเปลี่ยนมิตรภาพจริงๆ มันเหมือนรื้อโครงสร้างความสัมพันธ์เดิมทั้งหมด” แต่ถึงอย่างนั้น พ่อแม่จำนวนมากก็ยังหาวิธีรักษาเพื่อนเก่า หรือสร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับพ่อแม่คนอื่นในช่วงวัยเดียวกันได้ (Mother.ly)

ถึงแม้ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในบริบทสังคมไทยก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับ “ความเป็นชุมชน” และ “ครอบครัวขยาย” ซึ่งเคยเป็นเครือข่ายสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระเลี้ยงดูเด็ก ทำให้พ่อแม่ยังพอมีเวลาสานสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงได้ แต่ปัจจุบัน การขยายตัวของเมืองใหญ่ การแยกมาอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว และตารางงานที่รัดตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองอื่นๆ ทำให้พ่อแม่จำนวนมากไม่สามารถพึ่งพาญาติพี่น้องหรือหาพี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนในกลุ่มพ่อแม่ “ต่างจังหวัด” ที่ต้องมาสร้างครอบครัวเล็กๆ ในคอนโดห้องแคบๆ “พ่อแม่เรามีสังคมเพื่อนฝูงเยอะแยะ เพราะสมัยก่อนชุมชนช่วยเหลือกันดีมาก เด็กๆ มีคนช่วยดูแลเยอะแยะ” พ่อแม่คนหนึ่งระบายบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ตรงกับใจคนไทยหลายคนที่นึกถึงวันวาน

เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกด้วยวัฒนธรรม “บ้างาน” ของสังคมไทยยุคใหม่ ที่ทำให้เวลาส่วนตัวและมิตรภาพกลายเป็นเรื่องรองลงไป ไม่ใช่แค่กับคนมีลูก แต่รวมถึงคนที่ยังไม่มีลูกด้วย ความจริงข้อนี้สะท้อนผ่านสถิติระดับประเทศที่ชี้ว่าปัญหาความเหงาและสุขภาพจิตในผู้ใหญ่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดแต่ขาดคนสนับสนุน งานวิจัยชี้ว่าความโดดเดี่ยวและความต้องการที่ถาโถมเข้ามาในช่วงแรกของการเป็นพ่อแม่ยิ่งเพิ่มความเครียดและเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญ ในยุคที่อัตราการเกิดลดลงและครอบครัวมีลูกคนเดียวกลายเป็นเรื่องปกติ (Bangkok Post, สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

แม้จะมีความท้าทายมากมาย ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่ายังมีทางออกที่ทำได้จริง ทั้งสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่และคนที่ยังไม่มีลูก เคล็ดลับสำคัญคือการสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาเรื่องเวลาที่มี ยอมรับรูปแบบการเข้าสังคมแบบใหม่ๆ และใจเย็นกับเพื่อนที่อยู่ในช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เช่น ชวนเพื่อนไปเจอกันที่สวนสาธารณะ นัดกินข้าวเย็นแบบพร้อมหน้าทั้งครอบครัว หรือแค่คุยกันตอนพาลูกเข็นรถเล่น ก็ช่วยประคับประคองมิตรภาพให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องแทนที่จะขาดสะบั้นลง Brennan Fisher กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “เราต้องดูแลเพื่อนของเรา ต้องดูแลชีวิตสังคมของตัวเองด้วย” ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ใช้ได้ผลจริงไม่ว่าจะอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือนิวยอร์ก (TODAY.com)

เสียงสะท้อนจากพ่อแม่ในไทยก็สอดคล้องกับข้อค้นพบนี้ จากการพูดคุยกับพ่อแม่ในกรุงเทพฯ หลายคนยอมรับว่า “คิดถึงอิสระที่เคยอยากไปไหนก็ไปได้เลย” และ “รู้สึกผิดที่หาเวลาเจอเพื่อนเก่าไม่ได้” แต่พวกเขาก็ได้พบมิตรภาพใหม่ๆ ในกลุ่มผู้ปกครองที่โรงเรียนลูก ตามฟอรั่มออนไลน์ หรือกับเพื่อนบ้านในคอนโดเดียวกัน “ฉันเรียนรู้ที่จะปรับตัว” คุณแม่เวิร์กกิ้งมัมย่านรัชดาเล่า “เรานัดเจอกันแบบพาลูกๆ มาด้วย ทุกคนเอาขนม ของเล่นมาแบ่งกัน มันอาจจะเสียงดังวุ่นวายหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เจอกันเลย” สำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวชาวต่างชาติ กลุ่มใน LINE และ Facebook กลายเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างชุมชนที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจกัน

ค่านิยมเรื่อง “ความสนุกสนาน” และการรวมกลุ่มของคนไทยยังคงเข้มแข็ง แต่ข้อจำกัดเรื่องเวลาที่น้อยลง การเดินทางที่ยากลำบาก และขนาดครอบครัวที่เล็กลง ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีดูแลมิตรภาพ สำหรับบางคน การรักษามิตรภาพในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นพ่อแม่ลูกอ่อน อาจต้องเปลี่ยนมุมมองว่า “การเข้าสังคม” หมายถึงอะไร ยอมรับอย่างที่คุณแม่คนหนึ่งบอกว่า “รูปแบบที่เราเคยออกไปเฮฮากันเหมือนเดิมมันอาจจะหายไปแล้ว แต่เราก็สามารถหาความสุขแบบใหม่ๆ ด้วยกันได้ ถ้าเราพยายาม”

บทสรุปจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้การเป็นพ่อแม่อาจทำให้จำนวนเพื่อนลดลงชั่วคราว แต่ความผูกพันและความยืดหยุ่นของมิตรภาพที่แท้จริงยังคงเติบโตต่อไปได้ หากทั้งสองฝ่ายสื่อสารกันอย่างเปิดอก เข้าอกเข้าใจ และปรับความคาดหวังให้ตรงกัน ผู้นำด้านสาธารณสุขและชุมชนในไทยสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนได้ ผ่านการสร้างพื้นที่สาธารณะที่เป็นมิตรกับครอบครัว การส่งเสริมให้มีเวลางานที่ยืดหยุ่น และพัฒนาระบบดูแลเด็กเล็กที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้พ่อแม่ยังคงรักษาชีวิตทางสังคมของตนเองไว้ได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังสงสัยว่าจะรักษามิตรภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปิดใจคุยถึงความต้องการของตัวเอง สร้างพื้นที่สำหรับกิจวัตรใหม่ๆ และพยายามสร้างสัมพันธ์กับคนต่างช่วงวัยให้มากขึ้น “อย่ากลัวที่จะหาเพื่อนใหม่หลังจากมีลูก” Mariah Maddox นักเขียนจาก Mother.ly กล่าว “สังคมของคุณคือส่วนผสมของคนทั้งสองกลุ่ม [ทั้งคนที่เป็นพ่อแม่และคนที่ยังไม่มีลูก]” การปล่อยวางความรู้สึกผิด การกล้าขอความช่วยเหลือ และการยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง จะช่วยรักษาวัฒนธรรมความผูกพันของคนไทยให้คงอยู่ ท่ามกลางความท้าทายของครอบครัวยุคใหม่

สำหรับงานวิจัยและมุมมองเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่: