ช่วงนี้ผงบีทรูทกำลังมาแรงในแวดวงคนรักสุขภาพและสายฟิตเนส ผู้ผลิตอาหารเสริมต่างเคลมสารพัดประโยชน์ ทั้งเพิ่มพลังงาน บำรุงหัวใจ แถมช่วยให้ออกกำลังกายอึดขึ้น แต่ในขณะที่คนไทยและทั่วโลกแห่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของบีทรูท ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อใจ ไปจนถึงผงชงดื่มก่อนออกกำลังกาย ก็เกิดคำถามตามมาว่า สรรพคุณที่ว่ามาเนี่ย มีงานวิจัยรองรับจริงจัง หรือเป็นแค่การตลาดขายฝันกันแน่?

จุดเด่นของผงบีทรูทมาจากสารสำคัญ 2 ตัวที่พบในหัวบีทรูทสดๆ คือ เบทาเลน (Betalains) ที่ให้สีแดงสด และ ไนเตรตจากอาหาร (Dietary Nitrates) ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีอยู่ไม่น้อยในผักอย่าง ขึ้นฉ่าย และผักกาดหอม ดร.เคอร์สเทน แบรนดต์ อาจารย์อาวุโสจากศูนย์วิจัยโภชนาการและการออกกำลังกาย มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล อธิบายว่า เบทาเลนมีฤทธิ์ช่วยปกป้องหัวใจ ส่วนไนเตรต พอเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดการอักเสบ (อ้างอิง: Men’s Health) สารเหล่านี้ยังคงมีอยู่แม้จะผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผงหรือน้ำผลไม้ แต่ปริมาณอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์บีทรูทและกรรมวิธีการผลิต

งานวิจัยใหม่ๆ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องฟังหูไว้หู งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นหนึ่งในวารสาร Frontiers in Nutrition พบว่า การดื่มน้ำบีทรูททุกวันนาน 3 ถึง 60 วัน ช่วยลดความดันโลหิตตัวบน (Systolic) ได้ประมาณ 5 จุด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ เหตุผลก็เพราะไนตริกออกไซด์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น (ที่มา) อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้ถือว่าไม่มากนัก และอาจไม่ได้ผลกับทุกคน ส่วนในวงการกีฬา งานทบทวนอีกชิ้นใน Journal of the International Society of Sports Nutrition ชี้ว่า การเสริมผงบีทรูทช่วยเพิ่มพละกำลังและประสิทธิภาพในการออกกำลังกายแบบเข้มข้น รวมถึงเพิ่มแรงหดตัวของกล้ามเนื้อ เพราะช่วยให้การหลั่งแคลเซียมดีขึ้น ขณะที่งานทบทวนใน Sports Health ก็พบว่า บีทรูทอาจช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้

เรื่องสมองและความจำก็มีงานวิจัยมาบ้างเหมือนกัน ในการทดลองแบบสุ่มขนาดเล็ก พบว่าคนที่เคี้ยวเม็ดผงบีทรูท 90 นาทีก่อนทำแบบทดสอบความจำระยะสั้น ทำคะแนนได้สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกเฉลี่ยถึง 21% นักวิจัยเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากไนตริกออกไซด์ที่ช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง (ที่มา: Fortune) แม้ผลลัพธ์นี้จะยังเป็นแค่เบื้องต้น แต่ก็จุดประกายความหวังถึงประโยชน์ต่อผู้สูงอายุในไทยและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม

แม้จะมีงานวิจัยที่ดูดี แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเตือนให้ระมัดระวัง งานวิจัยเกี่ยวกับบีทรูทส่วนใหญ่มักมีกลุ่มตัวอย่างน้อย ไม่เกิน 80 คน และการควบคุมก็ไม่ได้เข้มงวดเท่าการทดลองยาขนาดใหญ่ที่มีอาสาสมัครนับพันคน ดร.แบรนดต์ ย้ำว่า “มันยากที่จะฟันธงได้ว่าผลดีที่พบในงานวิจัยอาหารเสริมเหล่านี้ จะใช้ได้กับทุกคน หรือแม้แต่กับตัวคุณเองหรือเปล่า” นอกจากนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ยังศึกษาแค่ผลในระยะสั้นเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันความปลอดภัยหรือประโยชน์ระยะยาวต่อหัวใจและสมองจริงๆ

อีกประเด็นที่น่าคิดคือเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ เนื่องจากสารสำคัญในบีทรูทไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากลงทุนทำวิจัยขนาดใหญ่เพื่อพิสูจน์สรรพคุณกันอย่างจริงจัง เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้บริโภคชาวไทย เพราะโฆษณาอาหารเสริมมักจะเน้นแต่ด้านดี จนมองข้ามข้อจำกัดและรายละเอียดของงานวิจัยไป

เมื่อผงบีทรูทกลายเป็นไอเทมฮิตในหมู่พนักงานออฟฟิศ คนเล่นฟิตเนส หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่เตรียมสอบในไทย คำถามคือ แล้วเราควรกินแบบผง หรือกินบีทรูทสดๆ ดีกว่ากัน? ดร.แบรนดต์ ให้คำตอบชัดเจนว่า การกินบีทรูทสดได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารด้วย ซึ่งมักจะหายไปในกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ถ้าใครไม่ชอบรสชาติ หรือขี้เกียจปอก การใช้แบบผงก็สะดวกกว่า แต่ก็ควรหาใยอาหารจากแหล่งอื่นทดแทน (ที่มา: Cleveland Clinic)

สำหรับการเลือกซื้อ ดร.แบรนดต์ แนะนำว่า เลือกแบบผงหยาบๆ หรือแบบเม็ดเคี้ยว จะดีกว่าแบบแคปซูล เพราะกระบวนการเปลี่ยนไนเตรตเป็นไนตริกออกไซด์นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ในปาก โดยอาศัยแบคทีเรียบนลิ้นช่วย ดังนั้น การกลืนแคปซูลลงไปเลยอาจทำให้ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เธอยังให้คำแนะนำน่ารักๆ ว่า อย่าเพิ่งบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อนกินผงบีทรูท เพราะจะไปขัดขวางกระบวนการสำคัญนี้

อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มที่ควรเลี่ยงผงบีทรูทไปเลย คนที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอยู่แล้ว อาจยิ่งทำให้ความดันตกมากขึ้น ส่วนคนที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไตก็ควรระวัง เพราะบีทรูทมีสารออกซาเลต (Oxalate) สูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ (ที่มา: Medical News Today) คนไทยที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเพิ่มบีทรูทเข้าไปในเมนูอาหารเสริม

สำหรับคนไทยที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่างวิถีดั้งเดิมกับความทันสมัย การที่บีทรูทเข้ามาอยู่ในกระแสหลัก ก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกิน จากที่เคยเป็นผักที่ไม่ค่อยคุ้นเคยในครัวไทย ตอนนี้เราเริ่มเห็นบีทรูทในสลัด น้ำผักผลไม้ปั่น หรือสมูทตี้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามเทรนด์สุขภาพโลก แต่ก็เหมือนกับขิงของไทย หรือสมุนไพรพื้นบ้านอื่นๆ การเลือกใช้บีทรูทนำเข้าก็ควรมองอย่างพิจารณาและมีวิจารณญาณ เช่นเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญไทยมักแนะนำให้เน้นการกินอาหารหลากหลายและสมดุล โดยมีผักใบเขียวและพืชหัวหลากสีเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ในอนาคต เรายังต้องการงานวิจัยขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพมากกว่านี้ เพื่อพิสูจน์ว่าผลดีระยะสั้นของผงบีทรูท จะส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ กล้ามเนื้อ หรือสมองในระยะยาว สำหรับประชากรกลุ่มใหญ่และหลากหลายได้จริงหรือไม่ นักวิจัยไทยเองก็อาจมีบทบาทในเรื่องนี้ได้ เพราะความสนใจด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาวะผู้สูงอายุกำลังเติบโต แต่สำหรับผู้บริโภคตอนนี้ ข้อสรุปคือ กินบีทรูทในรูปแบบที่ชอบและสะดวกได้ แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะเป็นยาวิเศษครอบจักรวาล

ดร.แบรนดต์ สรุปปิดท้ายว่า “ทางที่ดีที่สุดคือการกินบีทรูทสดๆ ทั้งหัว” แต่ถ้าอยากใช้แบบเสริม ก็ควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ เปิดเผยแหล่งที่มาและส่วนประกอบชัดเจน และระวังเรื่องปริมาณที่เหมาะสม “แล้วก็อย่าลืมกินใยอาหารด้วยนะ” เธอทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังมองหาเทรนด์สุขภาพใหม่ๆ หัวใจสำคัญคือการใช้วิจารณญาณ อิงข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ และไม่ลืมภูมิปัญญาด้านโภชนาการดั้งเดิม เหมือนกับผลิตภัณฑ์สุขภาพนำเข้าอื่นๆ การเปิดใจและมองผงบีทรูทอย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับการกินอาหารไทยที่สมดุล อุดมด้วยผักและสมุนไพร น่าจะเป็นหนทางสู่สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนที่สุด

คำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย:

  1. ลองเพิ่มบีทรูท ทั้งแบบสดหรือแบบผง เข้าไปในมื้ออาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผักที่กิน
  2. ถ้าเลือกใช้แบบผง ควรเลือกชนิดผงหยาบแทนแคปซูล และงดใช้น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อก่อนกิน เพื่อให้ร่างกายเปลี่ยนไนเตรตเป็นไนตริกออกไซด์ได้ดีที่สุด
  3. คนที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือมีความเสี่ยงเรื่องนิ่วในไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินผงบีทรูทเป็นประจำ
  4. จำไว้ว่าอาหารสดให้ใยอาหารที่สำคัญ ซึ่งมักไม่มีในอาหารเสริม ควรกินอาหารไทยที่สมดุล เน้นผักหลากสีเป็นประจำ
  5. อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ข้อมูลส่วนผสมและปริมาณชัดเจน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: