กระแสงานวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับอาหารเสริมคอลลาเจนกำลังจุดประเด็นถกเถียงกันในวงกว้าง ถึงประโยชน์ที่แท้จริงต่อสุขภาพผิวและข้อต่อ ในขณะที่คนไทยนิยมใช้คอลลาเจน ทั้งแบบผง แบบเม็ด และแบบเครื่องดื่ม เพื่อหวังให้ผิวเด้งกระชับและบรรเทาอาการปวดข้อ งานวิจัยล่าสุดกลับชวนให้สงสัยว่า สรรพคุณที่โฆษณานั้นจริงแท้แค่ไหน หรือเป็นแค่แฟชั่นฮิตแล้วก็หายไป

คอลลาเจนคือโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกาย และเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว กระดูก และข้อต่อ พออายุมากขึ้น ร่างกายก็จะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย และอาการปวดข้อ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนไทยวัย 40+ อยากหาทางแก้ จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์คอลลาเจนนั้นมีขายเกลื่อนตั้งแต่ห้างหรูในกรุงเทพฯ ยันร้านค้าตามตลาดทั่วไป แต่คำถามคือ การกินแคปซูลคอลลาเจนหรือจิบเครื่องดื่มคอลลาเจนรสสตรอเบอร์รี่ จะช่วยชะลอวัยหรือลดปวดข้อได้จริงหรือ?

คำตอบทางวิทยาศาสตร์ก็ยังมีความซับซ้อน รายงานวิเคราะห์งานวิจัยปี 2021 ที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Dermatology พบว่าการกินคอลลาเจนเสริมติดต่อกัน 90 วัน ช่วยลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ผิวได้จริง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก (Verywell Health) นอกจากนี้ งานวิจัยทางคลินิกปี 2022 ที่ทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 100 คน ก็แสดงให้เห็นว่าการกินอาหารเสริมที่มีคอลลาเจนเปปไทด์โมเลกุลเล็ก ช่วยให้ผิวดูดีขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และเสริมเกราะป้องกันความชุ่มชื้นของผิว โดยไม่พบผลข้างเคียงที่ชัดเจน แพทย์ผิวหนังในไทยเองก็มักอ้างอิงงานวิจัยทำนองนี้ แนะนำให้กับคนที่อยากดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์ แม้จะต้องเผชิญกับแดดจัดแทบทั้งปี

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะปักใจเชื่อ คุณหมอคริสติน่า คอลลินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ให้สัมภาษณ์ไว้ล่าสุดว่า แม้คอลลาเจนเปปไทด์ที่ผ่านการไฮโดรไลซ์ (ย่อยโมเลกุลให้เล็กลง) จะย่อยง่ายกว่าก็จริง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ร่างกายจะดูดซึมและนำไปใช้สร้างคอลลาเจนในผิวและข้อต่อได้จริงมากน้อยแค่ไหน “ยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่าอาหารเสริมคอลลาเจนรูปแบบไหนให้ผลดีที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กินและการเผาผลาญของแต่ละคน (Verywell Health)

งานวิจัยที่เผยแพร่ใน PubMed ก็ยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนนี้ โดยเน้นศึกษากลไกการย่อยและการดูดซึมของคอลลาเจนเปปไทด์ เช่น งานวิจัยปี 2024 ที่ศึกษาว่าคอลลาเจนเปปไทด์จากหนังจามรีสามารถจับกับแร่ธาตุและทนต่อกระบวนการย่อยในร่างกายได้อย่างไร ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านสุขภาพ แต่สุดท้ายแล้วอัตราการดูดซึมจริง ๆ และการนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายคนเรายังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบฟันธง (PubMed)

สำหรับใครที่คาดหวัง ‘ยาวิเศษ’ ในกระปุก ต้องเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคอลลาเจนแบบกินกับแบบทา ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ครีมหรือเซรั่มที่อ้างว่าผสมคอลลาเจนนั้นแทบไม่ช่วยอะไรเลย เพราะโมเลกุลคอลลาเจนมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปได้ คุณหมอคอลลินส์ถึงกับบอกว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ “ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง” ซึ่งเป็นความเห็นที่สอดคล้องกับคำแนะนำของสมาคมแพทย์ผิวหนังทั้งในไทยและต่างประเทศ (Verywell Health)

แล้วอะไรล่ะที่ได้ผล? คำตอบอาจอยู่ที่ “โคแฟกเตอร์” หรือสารอาหารเสริม เช่น วิตามินซี สังกะสี แมงกานีส ทองแดง และกรดอะมิโนบางชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย การกินอาหารเสริมที่มีสารเหล่านี้ หรือการกินอาหารให้ครบหมู่เพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านี้เพียงพอ น่าจะช่วยเสริมสร้างผิวและข้อต่อได้ดีกว่าการมุ่งเน้นไปที่การกินคอลลาเจนเพียงอย่างเดียว ดร.กุนาล มาลิกย์ แพทย์ผิวหนังชื่อดัง กล่าวว่า วิตามินซีแบบทา เมื่อใช้ร่วมกับกรดเฟอรูลิกและวิตามินอี จะออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีและชะลอวัยได้ดียิ่งขึ้น เมื่อใช้ควบคู่กับครีมกันแดด ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันผิวที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในประเทศแดดจัดอย่างบ้านเรา (Verywell Health)

ส่วนเรื่องอาการปวดข้อ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยในสังคมสูงวัย ดูเหมือนว่าอาหารเสริมคอลลาเจนจะมีข่าวดีอยู่บ้าง การทดลองแบบสุ่มหลายชิ้นและรายงานการวิเคราะห์เชิงระบบล่าสุด ชี้ว่าการกินคอลลาเจนทุกวัน (ประมาณ 5-10 กรัม) อาจช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวข้อได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและนักกีฬา (Wiley Clinical Trial, 2024) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้ชัดเจนมากมายนัก และควรพิจารณาเป็นเพียงตัวช่วยเสริมในการดูแลสุขภาพองค์รวม ไม่ใช่ยารักษาโดยตรง

ผู้บริโภคชาวไทยควรให้ความสำคัญกับที่มาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างยิ่ง คอลลาเจนส่วนใหญ่มักสกัดมาจากปลา หมู หรือวัว ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้กับผู้ที่ทานเจ ทานมังสวิรัติ หรือกังวลเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เรียกว่าเป็นสูตร ‘มังสวิรัติ’ ซึ่งไม่ได้มีคอลลาเจนโดยตรง แต่ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีและแร่ธาตุที่เชื่อว่าช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เอง (HealthCert)

เครื่องดื่มคอลลาเจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ความงามในไทยไปแล้ว โดยมีดาราและอินฟลูเอนเซอร์ช่วยกันโปรโมต โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์หรือตรุษจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนให้บริโภคแต่พอดี “การกินคอลลาเจนมากเกินไปไม่ได้แปลว่าจะให้ผลดีขึ้นเสมอไป” รศ.ดร.สุรวุฒิ สินสวัสดิ์ นักโภชนาการในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยชี้ว่าร่างกายมีขีดจำกัดในการรับต่อวัน และยังจำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว

ในอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพของไทยอาจพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ดูดซึมได้ดีขึ้นและให้ประโยชน์ตรงจุดมากขึ้น มีรายงานว่านักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังพัฒนาคอลลาเจนเปปไทด์แบบไฮบริดที่อาจตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอาหารการกินของคนไทย อย่างไรก็ตาม แพทย์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำให้กลับไปดูแลพื้นฐาน คือ การปกป้องผิวจากแสงแดด การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน และการดูแลสุขภาพโดยรวม แทนที่จะหวังพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนไทยที่กำลังลังเลว่าจะซื้ออาหารเสริมคอลลาเจนดีหรือไม่ ข้อสรุปในตอนนี้คือ มันอาจมีประโยชน์อยู่บ้างในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ผิว รวมถึงอาจช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับข้อต่อได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรมองว่าเป็นยาวิเศษ สิ่งสำคัญคือการทาครีมกันแดดทุกวัน (เลือกชนิดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป) การกินโปรตีนที่ดี วิตามินซี และแร่ธาตุอย่างสังกะสีและทองแดง ซึ่งพบได้ในอาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่วต่างๆ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากตัดสินใจจะซื้ออาหารเสริม ควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ ระบุแหล่งที่มาชัดเจน มีฉลากข้อมูลโปร่งใส และผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่ไว้ใจได้ เช่น อย.

“ระวังคำโฆษณาที่ฟังดูดีเกินจริง” คุณหมอคอลลินส์สรุป พร้อมแนะนำว่าควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการความเครียด และการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วย “ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย” แม้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจะชี้ว่าอาหารเสริมคอลลาเจนอาจเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของการดูแลสุขภาพได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกปัญหา

ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหรือข้อต่อเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อในไทยก่อนตัดสินใจเริ่มกินอาหารเสริมใดๆ จำไว้ว่า ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ หรืออย่างที่คนไทยเราพูดกันติดปากว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” ดีที่สุด

แหล่งข้อมูล: