งานวิจัยชิ้นล่าสุดกำลังเผยเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis หรือ MS) สามารถประคองการทรงตัวได้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องต่อสู้กับโรคทางระบบประสาทอันซับซ้อนนี้ ทีมนักวิจัยชาวตุรกีชี้ว่า การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวที่จะได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย MS นั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เจอ และจำเป็นต้องมีแนวทางที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล (personalized approach) จริงๆ ผลการวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurological Research น่าจะช่วยปรับปรุงแนวทางการรักษาและกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วย MS กว่า 2 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงชาวไทยหลายพันคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้หญิง ซึ่งพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น
ปัญหาการทรงตัวและการเดินลำบาก ถือเป็นอาการยอดฮิตที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย MS มากที่สุด บ่อยครั้งนำไปสู่การหกล้ม ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น และมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆ แม้คำแนะนำทั่วไปมักส่งเสริมให้ออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวแบบรวมๆ แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทาง “สูตรสำเร็จเดียว” (one-size-fits-all) อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะการออกกำลังกายที่เน้นการทรงตัวในรูปแบบต่างๆ จะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีปัญหาตอนยืนนิ่งๆ ตอนเคลื่อนไหว ตอนเดินเร็ว หรือตอนที่ต้องเดินทนเป็นระยะทางไกลๆ
การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trial) โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค MS จำนวน 35 คน มาเข้าร่วม แต่ละคนจะถูกจัดให้ออกกำลังกายตามโปรแกรมหนึ่งในสามรูปแบบ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ได้แก่: การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวแบบมาตรฐาน (Standard Balance Exercise - SBE), การออกกำลังกายระบบการทรงตัว (Vestibular Exercise - VE), และการออกกำลังกายเพื่อสร้างความมั่นคงให้กล้ามเนื้อคอ (Cervical Stabilization Exercise - CSE) โปรแกรม SBE จะเน้นท่าพื้นฐาน เช่น เดินต่อเท้า เดินด้วยปลายเท้าหรือส้นเท้า หรือทรงตัวบนกระดานทรงตัว ส่วน VE จะเน้นไปที่ “ระบบไจโรสโคป” ในร่างกาย หรือระบบการทรงตัวในหูชั้นใน (vestibular system) ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างการหันศีรษะ หรือการทรงตัวขณะหลับตา ขณะที่ CSE มุ่งเน้นเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวส่วนลึกบริเวณคอและกระดูกสันหลัง ซึ่งสำคัญต่อท่าทางและความมั่นคงเวลาเคลื่อนไหว
ผลลัพธ์สำคัญหลังครบโปรแกรม 3 เดือนนั้นน่าสนใจมาก กลุ่มที่ฝึก VE และ CSE มีพัฒนาการด้านระยะทางการเดิน (วัดจากการทดสอบเดิน 2 นาที) และการทรงตัวขณะเอื้อมมือไปข้างหน้า (functional reach test) ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่ม SBE แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ผู้เข้าร่วมในกลุ่ม CSE ยังทำคะแนนได้ดีกว่าในการทดสอบการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว (dynamic balance tasks) เช่น การทดสอบ four-square step และการทดสอบลุกขึ้นยืนแล้วเดินจับเวลา (timed up-and-go test) ส่วน VE พิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดสำหรับการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (static balance) และความเร็วในการเดิน ที่น่าสังเกตคือ การออกกำลังกายแบบ SBE ทั่วไปนั้น ตามหลังทั้ง VE และ CSE ในเกือบทุกด้าน โดยช่วยเรื่องความสามารถในการเดินได้เพียงเล็กน้อย และแทบไม่มีผลต่อการทรงตัวโดยรวมเลย
หกเดือนหลังจบการทดลอง นักวิจัยพบว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายระบบการทรงตัว (VE) ยังคงรักษาพัฒนาการด้านการเอื้อมและการก้าวเท้าขณะเคลื่อนไหวไว้ได้ ขณะที่กลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างความมั่นคงให้กล้ามเนื้อคอ (CSE) ก็ยังคงรักษาผลคะแนนที่ดีขึ้นในการทดสอบลุกขึ้นยืนแล้วเดินจับเวลาไว้ได้ ที่สำคัญคือ ทั้งกลุ่ม VE และ CSE รายงานว่ารู้สึกเหนื่อยล้าน้อยลง ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วย MS อย่างมาก เมื่อเทียบกับกลุ่ม SBE ที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการติดตามผลระยะยาว นักวิจัยสรุปว่า “อาจพิจารณาใช้การออกกำลังกายระบบการทรงตัว (VE) สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง ส่วนการออกกำลังกายเพื่อสร้างความมั่นคงให้กล้ามเนื้อคอ (CSE) น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว”
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนไทยที่ป่วยเป็นโรค MS รวมถึงวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูและบริการดูแลทางระบบประสาทที่กำลังเติบโตในบ้านเรา นักกายภาพบำบัดและแพทย์ในไทยตระหนักดีถึงความจำเป็นในการปรับโปรแกรมการออกกำลังกายให้เข้ากับแต่ละบุคคลมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยนี้ นพ.ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร นักประสาทสรีรวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า “หลายปีที่ผ่านมา คำแนะนำมาตรฐานของเราคือให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เราตระหนักแล้วว่าการมุ่งเน้นไปที่จุดอ่อนนั้นมีประโยชน์ การออกกำลังกายที่ท้าทายศีรษะ คอ และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย สามารถให้ประโยชน์ที่แตกต่างและยั่งยืนต่อการทรงตัวและความมั่นใจได้”
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เล็ก และเน้นผู้ป่วยที่ยังไม่มีความพิการรุนแรง ผู้เขียนย้ำว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมที่ครอบคลุมกว่านี้ เพื่อดูว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยผู้ที่มีภาวะ MS ในระยะลุกลามได้อย่างไร ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการรักษาช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลสัปดาห์ละสามครั้งเป็นเวลาสามเดือน การนำโปรแกรมเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันที่ยุ่งเหยิงหรือในชุมชน ถือเป็นความท้าทายในชีวิตจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรของประเทศไทย
ในอดีต โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งมักถูกมองว่าเป็น “โรคฝรั่ง” แต่ปัจจุบันอัตราผู้ป่วยในไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้คนไทยวัยหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรค MS ชนิดเป็นๆ หายๆ (relapsing MS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวและการทำงาน ภาระจากการหกล้มบ่อยๆ ยิ่งหนักหนาเป็นพิเศษในครอบครัวขยายแบบไทยๆ ที่หลายรุ่นอาจอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันที่มีพื้นที่จำกัด ดังนั้น การบำบัดที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้จึงน่าจะโดนใจหลายครอบครัว
ขณะที่วงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูกำลังพัฒนาไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลปรึกษานักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านภาวะทางระบบประสาท สภากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยเองก็ได้เผยแพร่แนวทางการดูแลผู้ป่วย MS โดยแนะนำการฝึกการทรงตัว การฝึกระบบการทรงตัว และการฝึกเพื่อสร้างความมั่นคงให้กล้ามเนื้อคอแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของงานวิจัยใหม่นี้ คุณสุภาพร วงษา พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วย MS ในกรุงเทพฯ เสริมว่า “แม้ในวันที่รู้สึกดี ก็อย่าละเลยการออกกำลังกายเด็ดขาด—ความสม่ำเสมอสำคัญไม่แพ้เทคนิคเลยค่ะ” (consistency matters as much as technique)
เมื่อมองไปข้างหน้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจนำเครื่องมือใหม่ๆ มาสู่ผู้ป่วยชาวไทย เซ็นเซอร์แบบสวมใส่ (wearable sensors) และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนกำลังเข้ามามีบทบาท ซึ่งสามารถติดตามความคืบหน้าของการทรงตัว ความทนทาน และความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมการประเมินในคลินิกและช่วยให้นักบำบัดปรับคำแนะนำจากระยะไกลได้ วิดีโอสาธิตการออกกำลังกายที่บ้านซึ่งปรับให้เหมาะกับแต่ละคนและมีให้บริการในภาษาไทย ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีแนวโน้มที่ดี
ท้ายที่สุด ข้อความสำคัญนั้นชัดเจน: สำหรับเรื่องการทรงตัวและความมั่นใจในผู้ป่วย MS กลยุทธ์การออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลนั้นได้ผลดีกว่าการออกกำลังกายแบบเหมาโหล “เวลาจะจัดการกับปัญหาการเดินในผู้ป่วย MS สิ่งสำคัญคือต้องดูว่าปัญหาหลักคือความเร็วหรือความทนทาน” นักวิจัยกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของแผนกายภาพบำบัดที่เหมาะกับแต่ละคน สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับโรค MS และครอบครัว การพูดคุยกับทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดเกี่ยวกับปัญหาการทรงตัวที่เจอ และการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหานั้น อาจเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดในการปรับปรุงการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต
แม้วันไหนอากาศจะร้อนหรือรู้สึกเพลีย ขอให้จำไว้ว่า ด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง การทรงตัวที่ดีขึ้นและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านงานวิจัยต้นฉบับได้ที่วารสาร Neurological Research (ลิงก์) หากต้องการแหล่งข้อมูลสนับสนุนและทรัพยากรด้านการบำบัดโรค MS ในประเทศไทย สามารถปรึกษาชมรมผู้ป่วยโรคเอ็มเอสแห่งประเทศไทย หรือสภากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย