ดราม่าสนั่นวงการฟิตเนส! เมื่อโค้ชชื่อดัง แดน โก (Dan Go) ออกมาจุดประเด็นร้อนแรงถึงขั้นประกาศว่า “เบอร์พี” คือ “ท่าออกกำลังกายที่ห่วยแตกที่สุดในโลก” ทำเอาเทรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญ และคนรักการออกกำลังกายทั่วโลกต้องหันมาถกเถียงกันยกใหญ่ถึงท่ายอดฮิตที่หลายคนเชื่อว่าเป็นท่าไม้ตายในการลดน้ำหนักและสร้างความฟิตทั่วร่าง
คนไทยหลายคนคงคุ้นเคยกับความโหดหินของท่าเบอร์พีเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในยิม คลาส HIIT โหดๆ หรือแม้แต่คาบพละในโรงเรียน ท่านี้คิดค้นโดยนักสรีรวิทยาชาวอเมริกัน รอยัล เอช. เบอร์พี (Royal H. Burpee) ตั้งแต่ยุค 1930 ซึ่งเดิมทีเป็นแค่แบบทดสอบสมรรถภาพร่างกายง่ายๆ แต่กลับกลายมาเป็นท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องการเผาผลาญไขมัน เพราะรวมเอาทั้งสควอท แพลงก์ วิดพื้น และกระโดดไว้ในท่าเดียวแบบต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็เกลียดท่านี้เข้าไส้ เพราะทำแล้วเจ็บเข่า ปวดข้อมือ หรือส่งผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับมือใหม่หัดฟิต หรือคนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว แหล่งอ้างอิง: Wikipedia
แดน โก ซึ่งมีแฟนคลับติดตามในโซเชียลมีเดียนับแสนคน ฟันธงแรงๆ ว่า “คุณกำลังเอาทุกอย่างที่มันเละเทะมายำรวมกัน แล้วบอกว่านี่คือการออกกำลังกาย” เขาเปรียบเปรยว่าเบอร์พีเหมือน “ขยะรกๆ ที่ถูกเอามาหลอกว่าเป็นท่าออกกำลังกายชั้นดี” แทนที่จะเห็นผลไว กลับเสี่ยงสูงลิ่ว ทั้งจากท่าที่คุมยาก ฟอร์มที่ผิดพลาดบาดเจ็บได้ง่าย จนหลายคนท้อใจ เลิกออกกำลังกายไปเลยก็มี แหล่งอ้างอิง: Hindustan Times
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวของโค้ชคนเดียว เพราะผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นตรงกันว่า ถึงแม้เบอร์พีจะท้าทายระบบหัวใจและกล้ามเนื้อได้ดีจริง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บที่หัวเข่า ข้อมือ และหลังส่วนล่างได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าทำเร็วเกินไปหรือทำซ้ำๆ มากเกินไป บทความโดย ราวี ดาวดา (Ravi Davda) นักเขียนด้านสุขภาพจาก Garage Gym Reviews สรุปว่า การออกกำลังกายแบบ HIIT ที่เน้นเบอร์พีหนักๆ มักนำไปสู่อาการเคล็ดขัดยอก หรือกล้ามเนื้อตึงบริเวณเข่าและข้อเท้าได้บ่อย ทั้งในกลุ่มคนเพิ่งเริ่มและคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แหล่งอ้างอิง: Garage Gym Reviews
งานวิจัยปี 2019 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sports Medicine and Physical Fitness ก็ตอกย้ำข้อมูลนี้ โดยชี้ว่าแนวโน้มการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายที่ใช้ท่าซับซ้อนและแรงกระแทกสูงอย่างเบอร์พี กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แล้วทางเลือกที่ฉลาดกว่าสำหรับคนอยากลดน้ำหนักและฟิตหุ่นคืออะไร? แดน โก และเทรนเนอร์ยุคใหม่หลายคนมองว่า การเลือกท่าที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายกว่า เช่น สควอท วิดพื้น (แบบปรับความยากง่ายได้) เคตเทิลเบลสวิง เมาน์เทนไคลมเบอร์ หรือจัมปิงแจ็ค เป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก เพราะเรียนรู้ได้ง่าย ปรับความหนักเบาให้เข้ากับสภาพร่างกายได้ และลดความเสี่ยงบาดเจ็บลงได้เยอะ
ในบ้านเราเอง เทรนเนอร์และเพจฟิตเนสดังๆ อย่าง “ฟิตเนสไทย” ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเน้นย้ำว่า “การออกกำลังกายที่ดีต้องเหมาะกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ใช่สักแต่ว่าทำตามๆ กันไป”
ราวี ดาวดา ยังได้แนะนำ “12 ท่าออกกำลังกายใช้แทนเบอร์พี” ที่น่าสนใจ เช่น เมดิซินบอลสแลม (ทุ่มบอลลงพื้น) แพลงค์แจ็ค (แพลงก์แล้วกระโดดแยก-หุบขา) ดัมเบลทรัสเตอร์ (ถือดัมเบลสควอทแล้วดันขึ้นเหนือหัว) อินช์เวิร์มพร้อมวิดพื้น (เดินมือออกไปข้างหน้าจนสุดแล้ววิดพื้น) และแบร์ครอว์ล (ท่าคลานแบบหมี) เป็นต้น ท่าเหล่านี้ช่วยให้คุณได้ออกกำลังทั้งแบบคาร์ดิโอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อคล้ายเบอร์พี แต่เจ็บตัวน้อยกว่ามาก แถมยังปรับให้ง่ายหรือยากได้ตามระดับความฟิต เช่น ท่าแพลงค์แจ็คช่วยกระชับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยมีแรงกระแทกน้อยกว่า ส่วนท่าเมดิซินบอลสแลมก็ช่วยให้รู้สึกได้ออกแรงเต็มที่ โดยไม่ต้องก้มๆ เงยๆ เปลี่ยนท่าไปมาให้เหนื่อยเกินจำเป็น แหล่งอ้างอิง: Garage Gym Reviews
แต่ทำไมเบอร์พียังฮิตอยู่? ส่วนหนึ่งอาจเพราะมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองในบ้านเราที่มีพื้นที่จำกัด อย่างคอนโดในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ตามบ้านต่างจังหวัดที่อาจมีอุปกรณ์ไม่มากนัก อีกทั้งวัฒนธรรมฟิตเนสแบบ “ยิ่งเหนื่อยยิ่งดี” ที่คล้ายกับการซ้อมมวยไทยหรือคลาสออกกำลังกายโหดๆ ก็อาจทำให้เบอร์พีดูเป็นท่าที่ “ต้องทำ” เพื่อพิสูจน์ความอึด
อย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้ด้านสุขภาพและการป้องกันการบาดเจ็บเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยและคนวัยทำงานที่อยากสุขภาพดีแต่ไม่อยากเสี่ยงเจ็บตัว กระแสก็เริ่มเปลี่ยนไป เทรนเนอร์จำนวนมากหันมาแนะนำให้ค่อยๆ เพิ่มความท้าทาย ปรับความเข้มข้นให้พอดีกับตัวเอง เพื่อสร้างความแข็งแรงและความฟิตที่ยั่งยืนในระยะยาว
นายแพทย์สมศักดิ์ ฉลิตาภรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา ให้ความเห็นว่า “เราไม่ควรเชื่อว่ามีท่าออกกำลังกายท่าเดียวที่เหมาะกับทุกคน การออกกำลังกายที่ปลอดภัยคือการออกกำลังกายที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง เราควรเน้นสร้างความแข็งแรงและลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ดีกว่าต้องทนเจ็บตัวเพื่อให้ได้หุ่นสวย” เบอร์พีอาจจะเหมาะกับนักกีฬามืออาชีพ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว ยังมีท่าอื่นที่ปลอดภัยและให้ผลดีไม่แพ้กัน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ในโรงเรียนไทยหลายแห่ง ก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรวิชาพละ ไม่เน้นการลงโทษหรือกระตุ้นนักเรียนด้วยการสั่งให้ทำเบอร์พีซ้ำๆ อีกต่อไป เพราะการมีสุขภาพดีไม่ควรแลกมาด้วยความทรมาน หรือทำให้เด็กรู้สึกกลัวการออกกำลังกายตั้งแต่แรก
ท้ายที่สุด ดราม่าเรื่องเบอร์พีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกฟิตเนส ที่หันมาให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการปรับโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่เน้น “ความสนุก ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ” ดังที่บทความรีวิวของ New York Times ในปี 2024 ได้ชี้ให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของวงการ แหล่งอ้างอิง: NYT
โค้ชนัตตี้ เทรนเนอร์ไทยชื่อดัง ก็เคยกล่าวไว้ในช่องยูทูบของเธอว่า “ให้หาท่าที่เราชอบ ทำแล้วมีความสุข ทำได้นานๆ ไม่ใช่ฝืนทำตามกระแสแค่ไม่กี่อาทิตย์แล้วก็เลิกไป”
สำหรับคนไทยที่กำลังอยากเริ่มฟิตหุ่น หรืออยากปรับเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกาย ลองจำเคล็ดลับเหล่านี้ไว้:
- เลือกท่าที่เหมาะกับสภาพร่างกายปัจจุบัน: ไม่ต้องฝืนทำท่าที่ยากเกินไปหรือทำให้รู้สึกเจ็บ
- สลับสับเปลี่ยนท่าบ้าง: ควรมีทั้งท่าสร้างกล้ามเนื้อ ท่าคาร์ดิโอ และการยืดเหยียด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงครบทุกส่วน
- ถ้ายังชอบเบอร์พี: ทำได้ แต่ต้องใส่ใจเรื่องฟอร์มท่าทางให้ถูกต้อง และอย่าหักโหมเกินกำลัง
- ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่ชอบเบอร์พี: ลองหาท่าอื่นที่เผาผลาญได้ดีและปลอดภัยกว่า เช่น เมาน์เทนไคลมเบอร์ จัมป์สควอท หรือเคตเทิลเบลสวิง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีโรคประจำตัวหรือเคยบาดเจ็บ ควรปรึกษาเทรนเนอร์หรือแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่
เหนือสิ่งอื่นใด อย่าลืมว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย” อยากได้ต้องลงมือทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและถูกวิธี ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและดีต่อร่างกายมากกว่าการทำตามกระแสเพียงอย่างเดียวแน่นอน
แหล่งข้อมูล: