เดี๋ยวนี้ถ้าใครไปยิม ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก โดยเฉพาะในฟิตเนสตามเมืองใหญ่ของไทย จะเห็นภาพที่เปลี่ยนไปชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแบบเงียบๆ แต่ชัดเจน นั่นคือสาวๆ หันมาจับบาร์เบลล์ เข้าสควอทแรค เล่นเวทเทรนนิ่งกันจริงจังมากขึ้น ภาพจำเก่าๆ ของยิมที่เน้นแต่เครื่องคาร์ดิโอแทบจะกลายเป็นเรื่องเล่าไปแล้ว ลู่วิ่งหลายเครื่องถูกแทนที่ด้วยโซนยกเวทที่ใหญ่ขึ้น เทรนด์นี้ไม่ได้ฮิตแค่ในนิวยอร์ก แต่ลามมาถึงกรุงเทพฯ อย่างเห็นได้ชัด ผลที่ตามมาคือ ทั้งการจัดผังยิมและโปรแกรมออกกำลังกายก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย (Bloomberg).

ปรากฏการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่การย้ายเครื่องออกกำลังกายในยิม โดยเฉพาะกับสาวไทย ที่เมื่อก่อนอาจจะเชื่อกันว่าผู้หญิงควรออกกำลังกายแค่เบาๆ ให้พอเหงื่อซึมบนลู่วิ่ง ไม่เน้นสร้างกล้าม หรือมองว่าหุ่นดีคือการผอมเพรียวจากการคาร์ดิโอเท่านั้น แต่กระแสใหม่และงานวิจัยจากทั่วโลกกำลังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองเรื่องสุขภาพดีของผู้หญิง ความนิยมนี้มาจากแนวคิดใหม่ที่ว่า ความแข็งแรงต่างหากที่สร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว เพิ่มความมั่นใจ และสร้างความภูมิใจในรูปร่างตัวเองได้มากกว่าแค่การเผาผลาญแคลอรี

กระแสผู้หญิงเล่นเวทกำลังมาแรงทั่วโลก รายงานจาก Forbes ชี้ว่า เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ นักกีฬาอาชีพ และกลุ่มเทรนนิ่งย่อยๆ บนโซเชียลมีเดีย ต่างก็ช่วยกันผลักดันให้ผู้หญิงเลิกคิดว่าต้อง ‘ออกกำลังกายแบบนุ่มนิ่ม’ แล้วหันมาเล่นเวทกันจริงจังมากขึ้น (Forbes) อย่างในอังกฤษ ปี 2024 พบว่ามีผู้หญิงถึง 27% ที่ยกเวทเป็นประจำ (University of Leeds) เรื่องราวของผู้หญิงที่มั่นใจขึ้นและสุขภาพจิตดีขึ้นหลังจากหันมาปั้นหุ่นด้วยการยกเวท ก็ถูกนำเสนอผ่านสื่อดังอย่าง BBC บ่อยครั้ง (BBC)

ยิมดังๆ หลายแห่งก็ต้องปรับตัวตาม เหมือนที่ Crunch Fitness ในแมนฮัตตันเจอ ซึ่ง Bloomberg ได้รายงานไว้ บรรยากาศไม่ต่างจากยิมใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ตอนนี้เลย คือมีแรคสควอทกับเครื่องเล่นเวทเข้ามาแทนที่โซนคาร์ดิโอเดิม ส่วนลู่วิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดกลับไม่ค่อยมีคนใช้ รายงานภาพรวมอุตสาหกรรมฟิตเนสอย่าง Lincoln International 2025 ก็ยืนยันว่า กลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นหญิงนี่แหละที่เป็นกำลังสำคัญ ทำให้คลาสเวทต่างๆ แน่นเอี้ยดไปด้วยสมาชิกหน้าใหม่ (Lincoln International)

แล้วผู้เชี่ยวชาญในไทยมองเรื่องนี้ยังไง? พญ.ปิยวรรณ ศิริจันทร์ แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ตอนนี้เรามีข้อมูลงานวิจัยเยอะมากที่ยืนยันว่า การเล่นเวทช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยเร่งการเผาผลาญ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป” ข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed ก็ยืนยันตรงกันว่า การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (เวทเทรนนิ่ง) ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูก ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย (NYT, via Wikipedia) คุณหมอปิยวรรณยังเสริมอีกว่า “ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงยกเวทหนักๆ แล้วกล้ามจะใหญ่เหมือนผู้ชายนั้น ไม่จริงเลยค่ะ เพราะระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้หญิงต่ำกว่ามาก การเล่นเวทจริงๆ แล้วจะช่วยให้หุ่นสวย กระชับ ดูลีนมากกว่าค่ะ”

อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสของไทย อย่าง ‘น้ำหวาน ฟิตเนสสาวหวาน’ ก็เป็นอีกคนที่ใช้โซเชียลมีเดียแชร์ประสบการณ์การยกเวทของตัวเอง จนสร้างแรงบันดาลใจให้สาวๆ หลายคนหันมาเล่นเวท หรือตั้งกลุ่มยกเวทหญิงกันเยอะขึ้น เทรนด์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่กลุ่มลูกค้า แต่ยังส่งผลต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจของฟิตเนสต่างๆ ด้วย “เราลดเครื่องคาร์ดิโอลงไปเกือบครึ่ง แล้วเพิ่มพวกสควอทแรคกับแพลตฟอร์มสำหรับเดดลิฟท์เข้ามาแทน” คุณอนันต์ จิตต์ปรีชา เจ้าของฟิตเนสยอดนิยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เล่า “ตอนนี้คลาสเวทสำหรับผู้หญิงนี่เต็มเกือบทุกคลาส โดยเฉพาะช่วงเช้าครับ”

ถึงอย่างนั้น ค่านิยมเก่าๆ ก็ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยบางส่วน ที่มองว่าผู้หญิงแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ เหมาะกับงานใช้แรงงานในไร่นา ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีในเชิงสังคม ความคิดแบบนี้อาจจะยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างตามต่างจังหวัด แต่ผู้หญิงไทยยุคใหม่กำลังทลายกรอบความคิดเดิมๆ เห็นได้จากจำนวนนักกีฬาหญิงไทยที่ลงแข่งยกน้ำหนักทั้งในระดับประเทศและโอลิมปิกที่เพิ่มขึ้น ความแข็งแรงกลายเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

ในแง่สุขภาพ การเล่นเวทเป็นประจำให้ประโยชน์รอบด้านจริงๆ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Strength and Conditioning Research” พบว่า ผู้หญิงที่เล่นเวทสม่ำเสมอจะมีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น การทรงตัวดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหัก ซึ่งสำคัญมากๆ ในยุคที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (ScienceDirect) ส่วนสุขภาพจิตก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน เพราะการออกแรงยกเวทช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน หรือสารแห่งความสุข ช่วยลดอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนเจอมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงโควิดที่ผ่านมา (BBC)

ฝั่งอุตสาหกรรมฟิตเนสเองก็ปรับตัวกันขนานใหญ่ แบรนด์ดังๆ ทั้งฟิตเนสบูทีคและเชนระดับโลกอย่าง Planet Fitness ต่างก็ออกโปรแกรมเวทที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ อย่าง O2 Fitness ในกรุงเทพฯ ก็มีเปิดโซนยกเวทสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ รวมถึงคลาสกลุ่มสำหรับมือใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและไม่น่ากลัว สถาบัน American College of Sports Medicine (ACSM) ที่คอยติดตามเทรนด์สุขภาพทั่วโลก ก็ประกาศให้ ‘การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ’ (Strength Training) เป็นเทรนด์ฟิตเนสอันดับ 1 ของปี 2024 เลยทีเดียว (Gymdesk)

แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าขบคิดอยู่บ้าง เช่น มาตรฐานรูปร่างที่ดูสมบูรณ์แบบเกินจริงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้หญิงรู้สึกต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น หรือคำถามเรื่องความเท่าเทียมสำหรับผู้หญิงที่มีรายได้น้อย ซึ่งอาจจะเข้าถึงฟิตเนสหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยได้ยากกว่า “เราควรเน้นการสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเวทที่ทำได้เองที่บ้าน หรือการพัฒนาพื้นที่ออกกำลังกายในชุมชนที่ทุกคนใช้ประโยชน์ได้” ศ.สายใจ บุนนาค อาจารย์ด้านพลศึกษาจากจุฬาฯ กล่าวเสริม พร้อมยกตัวอย่างโครงการที่เธอร่วมผลักดันในการขยายลู่ทางและอุปกรณ์ออกกำลังกายในสวนสาธารณะหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ

ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม ประเทศไทยเราก็ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานของเก่ากับของใหม่อยู่แล้ว จากรากฐานมวยไทยที่แข็งแกร่ง มาถึงเทรนด์ฟิตเนสสมัยใหม่ เทรนด์ผู้หญิงเล่นเวทจึงเหมือนเป็นการต่อยอดแนวคิดยุคใหม่เข้ากับคุณค่าดั้งเดิมเรื่องความแข็งแกร่งและการฝึกฝนจิตใจ “เดี๋ยวนี้ไปตามค่ายมวยไทย จะเห็นผู้หญิงซ้อมมวย ออกกำลังกายหนักๆ เคียงข้างผู้ชายเลยนะ เรื่องความแข็งแรง มีวินัย มีกล้ามเนื้อเนี่ย กลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ชื่นชม ไม่แบ่งเพศแล้ว” โค้ชสมชาย เรืองเรือง กล่าว

มองไปในอนาคต กระแสสาวๆ สายเวทน่าจะยิ่งแรงขึ้นไปอีก กูรูด้านฟิตเนสคาดการณ์ว่า ยิมต่างๆ จะยิ่งลดพื้นที่คาร์ดิโอลง แล้วหันไปเพิ่มโซนเวทที่เน้นความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น คลาสกลุ่มจะได้รับความนิยมต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละคน (Origin Fitness) เทรนด์ใหม่ๆ ยังเน้นการดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อมกัน เช่น การจัดกิจกรรมโยคะทำสมาธิ ควบคู่ไปกับคลาสยกเคตเทิลเบลล์ เพื่อให้การ ‘เล่นเวท’ ไม่ได้หมายถึงแค่ความแข็งแรงทางกาย แต่รวมถึงความแข็งแกร่งทางใจด้วย

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองหันมาเล่นเวทบ้าง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มง่ายๆ คือ ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกายเสมอ หาเทรนเนอร์ที่มีใบรับรองน่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัย และจำไว้ว่าการสร้างกล้ามเนื้อต้องใช้เวลา ไม่ต้องรีบร้อน ถึงจะมีแค่ดัมเบลคู่เดียวที่บ้าน หรือไปใช้บริการศูนย์กีฬาของชุมชน ก็เริ่มต้นได้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ศูนย์กีฬาหรือฟิตเนสของภาครัฐหลายแห่งก็มีคลาสสอนยกเวทในราคาไม่แพง แถมยังมีคลิปสอนฟรีบนโลกออนไลน์ให้เลือกดูได้เพียบ

สุดท้าย การเปลี่ยนแปลงในวงการฟิตเนสครั้งนี้ดูเหมือนจะเดินหน้าต่อไปไม่หยุด และเป็นโอกาสดีให้ผู้หญิงไทยทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ ได้หันมาค้นพบความแข็งแกร่งในแบบของตัวเอง หัวใจสำคัญก็คือ ‘ความแข็งแรงไม่ได้ทำให้ดูดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง’ ประเทศไทยในยุคแห่งการผสมผสานนี้ กำลังสืบทอดนิยามความแข็งแกร่งไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิง ที่ ‘กล้า’ มี ‘กล้าม’ และ ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง