พออายุเริ่มเยอะ หลายคนก็อาจจะเริ่มใช้ชีวิตช้าลง แต่สำหรับคุณตา “เอ็ด แม็คลา กลิน” กลับตรงกันข้ามชนิดที่กลายเป็นข่าวฮือฮา คุณตาเริ่มหันมาปั่นจักรยานไฟฟ้าตอนอายุ 94 ปี และแค่สองปีให้หลัง ก็ทำระยะทางสะสมไปแล้วถึง 3,200 กิโลเมตร ทั้งที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมาหมาด ๆ (ข้อมูลจาก: Washington Post / MSN). เรื่องราวของคุณตาเอ็ดไม่ได้แค่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำเทรนด์ที่นักวิจัยทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ ข้อดีของการใช้ชีวิตสูงวัยแบบไม่หยุดนิ่ง (Active Ageing) โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุหันมาใช้จักรยานไฟฟ้าเป็นตัวช่วยให้ยังคงความฟิต ความคล่องตัว มีอิสระ และสุขภาพแข็งแรง

เรื่องราวของคุณตาเอ็ดมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะในยุคที่หลายประเทศ รวมถึงบ้านเรา กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ในอีกสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรสูงอายุมากถึง 28% ของประชากรทั้งหมด ทำให้การสร้างต้นแบบการสูงวัยอย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตัวเองได้ กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง (ข้อมูลจาก WHO เกี่ยวกับประเทศไทย). ปกติแล้ว เวลาพูดถึงกิจกรรมผู้สูงอายุ เรามักจะนึกถึงการเดินเล่น จิบน้ำชา รำไทเก๊ก หรือแอโรบิกเบาๆ แต่กระแสจักรยานไฟฟ้ากำลังบอกเราว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ผู้สูงอายุไปได้ไกลกว่าที่คิด ทั้งในแง่ระยะทางและพลังใจ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องอายุหรือสุขภาพ ก็ยังสามารถออกกำลัง ขยับร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง

ผลการศึกษาล่าสุดหลายชิ้น ชี้ตรงกันว่าการปั่นจักรยาน—โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้า—เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุอย่างมาก จักรยานไฟฟ้ามีมอเตอร์ช่วยผ่อนแรง ทำให้ภาระที่ข้อเข่าและหัวใจลดลง ผู้สูงอายุจึงปั่นขึ้นเนินหรือปั่นไกล ๆ ได้สบายขึ้น โดยไม่กระทบกระเทือนข้อต่อ ซึ่งดีมากสำหรับคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมหรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด งานวิจัยที่เตรียมเผยแพร่ปี 2025 ซึ่ง The Cool Down นำมาอ้างอิง ระบุว่า จักรยานไฟฟ้าช่วยให้ผู้ปั่นหายใจได้ลึกขึ้น ได้สูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน และอาจช่วยชะลออาการสมองเสื่อมได้ด้วย เพราะเป็นการกระตุ้นทั้งร่างกายและสมองไปพร้อมกัน (อ่านงานวิจัย). ผลวิจัยอื่น ๆ ก็ย้ำว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นประจำ ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และทำให้หัวใจแข็งแรง ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าสังคมไทย ที่ผู้สูงวัยมักมีบทบาทในครอบครัวและชุมชนอยู่เสมอ (เช่น ช่วยงานบ้าน ดูแลหลาน เข้าวัดทำบุญ) (ข้อมูลจาก Medical Xpress).

ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่า การใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงคือหัวใจสำคัญของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ประเทศไทยในฐานะผู้นำอาเซียน ได้จัดตั้ง “ศูนย์อาเซียนด้านนวัตกรรมและการสูงวัยอย่างมีศักยภาพ” (ACAI) เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ดร. ยอส ฟันเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ความเป็นผู้นำของไทย ความร่วมมือในอาเซียน และการสนับสนุนจาก ACAI จะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมาย ‘การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี’ และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของภูมิภาค” (ข้อมูลจาก WHO Thailand). ดร.ศักร บรรณากุล (ผู้อำนวยการ ACAI) ยังเสริมว่า ช่วงหลังโควิด-19 ถือเป็นโอกาสทองในการ “ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผู้สูงวัย” และเทคโนโลยีใหม่อย่างจักรยานไฟฟ้า ก็เป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีชีวิตชีวาและเชื่อมต่อกับสังคมได้อีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยนี้มีทั้งโอกาสและความท้าทาย แม้วัฒนธรรมไทยจะให้ความเคารพผู้สูงอายุและให้ท่านมีส่วนร่วมในครอบครัวเสมอ (ลองนึกภาพคุณปู่คุณย่าตื่นมาเตรียมของใส่บาตรตอนเช้า หรือปั่นจักรยานไปตลาดในต่างจังหวัด) แต่ข้อมูลดัชนีชี้วัด “การสูงวัยอย่างมีพลัง” (Active Ageing Index - AAI) ของคนไทยยังไม่สูงนัก งานศึกษาเมื่อปี 2560 พบว่า ค่าเฉลี่ย AAI ของผู้หญิงไทยอยู่ที่ 0.66 และชายไทย 0.62 (จากคะแนนเต็ม 1) แสดงว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม สุขภาพ และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (วารสารวิจัยสุขภาพ). ในยุคที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง สังคมเมืองขยายตัว และลูกหลานต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงาน โครงการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวร่างกายและพบปะผู้คนจึงยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น

หากมองในมุมประวัติศาสตร์ ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยยังคงทำงาน ไม่ว่าจะทำไร่ทำสวน ขายของหน้าร้าน หรือดูแลธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง แม้จะอายุเกิน 80 ปี การที่จักรยานไฟฟ้าเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก็สะท้อนว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถไปด้วยกันได้ การปั่นจักรยานไฟฟ้ายังช่วยแก้ปัญหาความเหงา หรือการใช้ชีวิตติดบ้าน ติดคอนโดฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในสังคมไทยยุคใหม่

เมื่อมองไปข้างหน้า เส้นทางของประเทศไทยสู่สังคมที่คนทุกวัยอยู่ดีมีสุข ต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีชีวิตชีวาในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ภาครัฐควรลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัย ส่งเสริมชมรมปั่นจักรยานในชุมชน และให้ความรู้เรื่องความปลอดภัย ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถแนะนำการปั่นจักรยานไฟฟ้าเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด หรือสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ส่วนคนในครอบครัวและชุมชนก็ควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ลองขยับแข้งขยับขา โดยเน้นย้ำเรื่องอุปกรณ์ป้องกันและความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมที่เหมาะสม

สำหรับคนไทย ข้อคิดสำคัญคือ “การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาว แต่คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีส่วนร่วมกับสังคม และยังคงพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะเลือกปั่นจักรยานรอบสวนลุมพินี ปั่นไปตลาดเช้าที่ขอนแก่น หรือปั่นชมวิวริมแม่น้ำโขงยามเย็น ทุก ๆ รอบปั่นล้วนเติมความสุขและคุณค่าให้กับชีวิตวัยเกษียณ ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณตาเอ็ด แม็คลา กลิน และองค์ความรู้ใหม่ ๆ แล้ว ถึงเวลาที่ผู้สูงอายุชาวไทย—ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่—จะออกมาเปิดโลกกว้างใบใหม่ด้วยสองล้อคู่ใจ

ข้อคิดฝากถึงคนไทย: ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือเป็นผู้สูงอายุเอง ลองหากิจกรรมที่ได้ขยับร่างกายระดับปานกลางทำเป็นประจำ ปรึกษาคุณหมอก่อนเริ่ม เพื่อเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสุขภาพ และลองเปิดใจกับจักรยานไฟฟ้า หรือเข้าร่วมกลุ่มปั่นจักรยานในชุมชนดู อาจจะช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น แถมยังได้เพื่อนใหม่ ๆ อีกด้วย สำหรับลูกหลาน ลองชวนผู้ใหญ่ในบ้านออกไปปั่นจักรยานด้วยกัน กิจกรรมง่าย ๆ แบบนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ส่วนหน่วยงานท้องถิ่น ก็ควรลงทุนสร้างทางจักรยานที่ปลอดภัย และจัดกิจกรรมรณรงค์ เพื่อให้คนทุกวัยมีโอกาสใช้ชีวิตในช่วงสูงวัยอย่างแข็งแรงและมีความสุขยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง