รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา กำลังเดินหน้าครั้งใหญ่ในการดูแลสุขภาพจิตเยาวชน ด้วยการเปิดตัวและขยายบริการ “ทีมเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือและสร้างความมั่นคงทางอารมณ์” (Mobile Response and Stabilization Services - MRSS) ให้ครอบคลุมทั้ง 88 เคาน์ตีทั่วทั้งรัฐ ผู้ว่าการ ไมค์ เดอไวน์ ประกาศความคืบหน้าสำคัญนี้ ณ โรงเรียนประถมโฮปเวลล์ ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีระบบเข้าถึงเด็กและวัยรุ่นซึ่งกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตทางอารมณ์หรือพฤติกรรมได้อย่างทันท่วงที “MRSS คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อเด็กๆ ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” ผู้ว่าการเดอไวน์กล่าว แสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยปกป้องและเสริมสร้างพลังใจให้แก่เยาวชนทั่วโอไฮโอได้จริง (10tv.com)
โครงการ MRSS ซึ่งได้นำร่องไปแล้วใน 50 เคาน์ตี จะจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปยังสถานที่ที่เด็กอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน หรือแม้แต่สนามเด็กเล่น ภายใน 60 นาทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 988 ของโอไฮโอ การเข้าถึงตัวเด็กอย่างรวดเร็วนี้จะช่วยให้ทีมสามารถประเมินสถานการณ์ ให้คำปรึกษาเบื้องต้น และร่วมกับครอบครัวและคนรอบข้างวางแผนดูแลต่อเนื่องได้อย่างตรงจุด คุณครูซูซาน วิตติค จากโรงเรียนโฮปเวลล์ เล่าถึงประสบการณ์ตรงว่า “เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล Nationwide Children’s มาถึงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แล้วก็ทำงานร่วมกับเด็ก ครอบครัว และคุณครูอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนช่วยเหลือและติดตามผลอย่างเป็นระบบ” แม้ช่วงแรกโครงการจะยังมีข้อจำกัด แต่การขยายบริการให้ครอบคลุมทั่วทั้งรัฐครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากการผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร 12 แห่งในทุกภูมิภาค เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
สำหรับคนไทย ข่าวนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะบ้านเราเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่น่าวิตกไม่แพ้กัน ข้อมูลล่าสุดจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า เด็กและวัยรุ่นไทยมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีความคิดอยากฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังช่วงการระบาดของโควิด-19 (Bangkok Post) โมเดลการส่งทีมเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วแบบที่โอไฮโอทำนี้ อาจเป็นแนวทางช่วยแก้ปัญหาที่หลายประเทศ รวมถึงไทย กำลังเผชิญอยู่ เช่น การเข้าถึงความช่วยเหลือที่ล่าช้า ระบบบริการที่ยังไม่เชื่อมโยงกัน และอคติทางสังคมที่ทำให้หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
บริการสุขภาพจิตแบบเชิงรุกและเข้าถึงเร็ว กำลังเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจทั่วโลก ตัวอย่างเช่นในสหรัฐฯ รัฐคอนเนตทิคัตและแคลิฟอร์เนียก็ได้นำระบบทีมช่วยเหลือด่วนนี้มาใช้กับเด็กๆ ซึ่งพบว่าช่วยลดจำนวนเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาว (National Association of State Mental Health Program Directors) งานวิจัยปี 2023 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics ก็ยืนยันว่า การเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในระดับชุมชนช่วยลดการพาเด็กไปห้องฉุกเฉิน ป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามบานปลาย และยังช่วยให้เด็กและครอบครัวเชื่อมต่อกับระบบดูแลระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น (Pediatrics) แนวคิดนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรม “น้ำใจ” หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมไทย ที่เน้นการยื่นมือเข้าช่วยอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันปัญหาและเยียวยาจิตใจ
ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า การรับมือที่รวดเร็วและการทำงานร่วมกันเป็นหัวใจสำคัญ ดร.จอห์น แอคเคอร์แมน นักจิตวิทยาเด็กจากโรงพยาบาล Nationwide Children’s Hospital ย้ำว่า “การเข้าช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นวิกฤติซ้ำซาก การทำงานโดยมีเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลางจะช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ที่พบว่า วัยรุ่นอเมริกันเกือบ 1 ใน 5 เคยมีความคิดฆ่าตัวตาย ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการอย่าง MRSS (CDC)
สำหรับประเทศไทย โมเดลของโอไฮโอชี้ให้เห็นแนวทางการสร้างระบบช่วยเหลือเด็กที่สามารถปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียนกลางเมืองเชียงใหม่ หรือในชุมชนห่างไกลแถบอีสาน สิ่งสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงคือ ทีมช่วยเหลือต้องมีความเข้าใจในบริบทวัฒนธรรม บริการต้องเข้าถึงง่าย (อาจไม่มีค่าใช้จ่าย) และสามารถสื่อสารได้หลากหลาย ทั้งภาษาไทยและภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ประเทศไทยมีเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพให้เป็นทีมรับมือวิกฤตสุขภาพจิตเบื้องต้นในชุมชนได้ คล้ายกับแนวทางการทำงานร่วมกันของ MRSS ที่โอไฮโอ
ปัญหาสุขภาพจิต ทั้งในไทยและอเมริกา ยังคงถูกตีตราจากสังคมอยู่ไม่น้อย เด็กไทยจำนวนมากเมื่อมีปัญหาทางใจก็มักจะถูกเก็บเงียบไว้ในครอบครัว หรือบางครั้งถูกมองว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม แต่เหตุการณ์น่าสลดใจในโรงเรียนและสถิติการฆ่าตัวตายของเด็กที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ได้กระตุ้นให้สังคมไทยหันมาเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูประบบช่วยเหลือและสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตอย่างจริงจังมากขึ้น (Thai PBS World) ท่าทีที่เปิดกว้างของโอไฮโอในการให้บริการที่เข้าถึงง่ายและลดอคติต่างๆ จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับความพยายามรณรงค์ในประเทศไทย
ก้าวต่อไปหลังการขยายโครงการ MRSS คือความหวังในการช่วยชีวิตเด็กๆ และเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิต เมื่อสังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ตัวอย่างจากโอไฮโอยิ่งชี้ชัดว่า การมีทีมที่พร้อมเข้าถึงและดูแลเด็กได้อย่างรวดเร็วในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ในโลกออนไลน์ หรือที่บ้าน คือคำตอบสำคัญ คำถามคือ ประเทศไทยจะผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นระบบได้อย่างไร ซึ่งต้องอาศัยทั้งการฝึกอบรมบุคลากร การสร้างเครือข่ายสายด่วนที่ใช้งานได้จริง และการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนทัศนคติให้เห็นว่าการขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องสำคัญและไม่ใช่เรื่องน่าอาย ที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และระบบสาธารณสุข ดังที่ MRSS ย้ำว่าเป็นหัวใจหลัก
ประเด็นที่อยากฝากถึงผู้อ่านชาวไทยจึงชัดเจนและเต็มไปด้วยความหวัง: การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยรักษาชีวิตได้จริง และบริการช่วยเหลือในระดับชุมชนคือทางออกที่เป็นไปได้ ทุกคน ทั้งคุณครูและผู้ปกครอง ควรช่วยกันส่งเสริมการดูแลสุขภาพใจในโรงเรียน เรียนรู้การปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐลงทุนในระบบรับมือภาวะวิกฤติทางสุขภาพจิตให้มากขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญปัญหา อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือโรงพยาบาลสวนปรุง เพื่อรับคำแนะนำได้ทันที ส่วนผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรสาธารณสุข ก็ควรศึกษาโมเดลจากโอไฮโอ เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับระบบดูแลสุขภาพจิตเยาวชนของไทยต่อไปในอนาคต
ที่มา: 10tv.com, Bangkok Post, National Association of State Mental Health Program Directors, Pediatrics, CDC, Thai PBS World